Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot dot
dot
TOEIC ติวสอบTOEIC ติวสอบโทอิก ติวสอบโทอิค ข้อสอบโทอิก ข้อสอบโทอิค โทอิค โทอิก คอร์สTOEIC คอร์สโทอิค คอร์สโทอิก เรียนโทอิก เรียนโทอิค หลักสูตรโทอิก หลักสูตรโทอิค หลักสูตรTOEIC สอนโทอิก สอนโทอิค สอนTOEIC สอนTOIEC ติวโทอิก ติวโทอิค ติว IELTS สอบ IELTS

สถาบันติวภาษาอังกฤษ

ช่วยสังคม .......

( Socially Tutoring Institute )

? ติว เรียน TOEIC ฟังกับอ่าน 5499 ,7499 , 12000 B ติว IELTS สถาบันที่แรกตามสถิติ ที่ทำให้มีผู้สอบได้มากสุด ครึ่งเดือนต่อครึ่งเดือน  อย่างต่อเนื่อง โดยนับจากสถิติตัวเลขจริง และ กล้าเปิดเผย รายชื่อ นร ของสถาบันที่สอบได้คะแนน ทุกเดือน บนเว็ป เป็น นร สถาบัน มีสังกัด มีตัวตน และ ติดต่อได้ เขียนอยู่ข้างล่าง

##################
!@ การประกาศเบอร์มือถือ นร สถาบัน ที่สอบได้ และ การประกาศผลใบคะแนน นร สถาบัน จากศูนย์สอบ TOEIC แบบ Confidential ที่มีตรารับรองจากศูนย์สอบ ที่เว็ปบอร์ด www.krugrienktutor.com เพื่อการันตีแสดงใบคะแนน นร พื้นฐานอ่อนทั้งหมดที่พัฒนาสู่คะแนนระดับสูง ไม่มีการใช้ใบคะแนนของ นร พื้นฐานแข็งมาประชาสัมพันธ์
##################


กรุณา ดู สิทธิประโยชน์ที่สถาบันช่วย นร ภายหลังวิกฤตน้ำท่วม ปี 54 จนถึงการเปิดเสรีแรงงานอาเซียน ที่มีสภาพตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไป มีการแข่งขันหางานที่รุนแรงมากขึ้น ท่ามกลาง ข้อสอบ TOEIC ปรับยากขึ้น ระดับใกล้เคียงกับ TOEFL Paper Based แต่ไม่เหมือน ( TOEFL Paper Based เป็นระบบที่ศูนย์สอบยกเลิกแล้ว แตกต่างจากระบบ TOEFL ibt ที่สอบในปัจจุบัน )  และ ราคาสอบ TOEIC เป็น 1500 บาท หลัง 1 มค 55 

กรุณา ดู ข้างล่าง....


##################


กรุณา ดู เทคนิคที่สถาบันแนะนำ นร รับมือกับ ข้อสอบ TOEIC ที่ปรับการฟังเร็วขึ้นมาก หลัง 1 ธค 54 

เนื่องจากแบบฝึกหัดหรือหนังสือที่ขายในท้องตลาดของ TOEIC เป็นแบบทดสอบ Listening ที่มี Speed การฟังช้า แตกต่างจากข้อสอบ TOEIC ที่ปรับยากขึ้นหลัง 1 ธค 54 มี Speed การฟัง ที่เร็วหรือเร็วมาก สถาบันเป็นที่แรกที่มี Source การฝึกฟังเร็ว โดยใช้ เทคนิคสากลฟังถอดรูปประโยค เทคนิคทำลายการฟังแช่คำ เทคนิคทำลายอุปสรรคสำเนียงฝรั่ง โดยเฉพาะการลากเสียง ทำให้ นร สถาบันมีความได้เปรียบสูงกับการสอบ TOEIC ยุคปัจจุบัน  

กรุณา ดู ข้างล่างสุด  ที่ www.pantipmarket.com/items/7075195


##################


สถาบันออกใบเสร็จและ ใบประกาศนียบัตร Certificate ในฐานะนิติบุคคลเพื่อให้ นร ที่เป็นคนทำงานสามารถนำใบเสร็จไปเบิกเป็นงบเรียนพัฒนาทักษะภาษาได้ แตกต่าง จากใบเสร็จในนามบุคคลธรรมดาหรือในนามโรงเรียน

กรุณา ดูข้างล่าง ...  

##################

มีคอร์ส TOEIC ฟังกับอ่าน ตะลุยสอบ 5499 B และ คอร์สตะลุยสอบบวกปูพื้นฐาน 7499 B และ คอร์ส ไพรเวท 12000 B ทั้งหมด ไม่จ่ายเพิ่ม สมัครแล้วเรียนทันที ระบบไม่จำกัดชั่วโมง เร่งเรียนเร่งสอบได้


กรุณา ดู  เบอร์ติดต่อผู้สอนข้างล่าง
กรุณา ดู  อัพเดทรายชื่อ นร สอบได้คะแนนก้าวกระโดดทุกครึ่งเดือน ข้างล่าง หรือ ที่เว็ปบอร์ด krugrienktutor.com
กรุณา ดู  อัพเดทความรู้ทุกวัน
กรุณา ดู  อัพเดทคอร์ส
กรุณา ดู  อัพเดทเอกสารประกอบการเรียน ซีดี ไฟล์คอมพิวเตอร์ ฟรี ... ไม่จ่ายเพิ่ม
กรุณา ดู  ความหมายระบบเรียนไม่จำกัดชั่วโมงข้างล่าง
กรุณา ดู  การสอนลงลึกการฟัง การอ่าน พูด เขียน เป็นอย่างไร

ดูรายละเอียดข้างล่าง ....  

################################

รายชื่อ นร สอบคะแนนก้าวกระโดด  ( รอบ  ธันวาคม 54 - มกราคม 55 ) ข้างล่าง


###############################

   ระบบการผลักดันให้ผู้เรียนสอบได้เปิดเผยรายชื่อทุกครึ่งเดือนอย่างต่อเนื่อง ลงลึกทำลาย Error ที่ทำให้คะแนนไม่ขึ้นของ นร เป็นรายบุคคล และ ไม่ให้ นร จ่ายเพิ่ม

แตกต่างจาก ... 

1. ระบบเวียนผู้สอนไปเรื่อยๆ  ขาดความต่อเนื่องในการลงลึก ไม่สามารถลงลึกรายบุคคลได้ คะแนนผู้เรียน มีแนวโน้มขึ้นยากมาก
2. ระบบรับประกันผล ภายหลังที่เรียนแล้ว ผู้เรียนสอบได้คะแนนต่ำมาก แล้วมีการบังคับให้ผู้เรียนกลับมาเรียนซ้ำแล้วให้จ่ายเพิ่ม รวมถึง ไม่เปิดเผยรายชื่อ นร คนอื่นที่สอบได้คะแนนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลานั้น


###############################

..  การช่วย นร นอกเหนือจาก สถาบันมีปูพื้นฐานลงลึกการฟังและทักษะระดับประโยคเบื้องต้นก่อนสมัคร โดยคิดเพียง 2 ชั่วโมง และ รวมไปกับค่าสมัครด้วย และ ภายใต้ระบบไม่จำกัดชั่วโมง ถ้ารอบไหน นร คนอื่นไม่ว่าง นร ที่เรียนมีโอกาสเรียนเป็น Private ทันที และ ไม่มีการจ่ายเพิ่ม

  .... และ สิทธิพิเศษ ได้ส่วนลด 300 บาทจากค่าสอบ TOEIC ปกติ ไม่จำกัดครั้ง สำหรับผู้สอบหรือนรที่ต้องการสอบถี่หลายครั้งติดกันนร โทรมาหาอาจารย์โดยตรง แม้สอนในคลาสก็สามารถรับสายได้

..  สถาบัน ต้องเปิดเผยรายชื่อ นร พื้นฐานอ่อนหรือปานกลาง สอบได้คะแนนก้าวกระโดด ทุกครึ่งเดือน
ต้องตรงไปตรงมากับ นร และ ผู้สอบ


$$$ ....  เพิ่มเติมด้วย
นร มาสมัครสามคน จ่ายเพียงสองคน คอร์ส TOEIC และ IELTS

โดยปกติ นร มาคู่บัดดี้ได้ส่วนลดอยู่แล้ว ทั้ง TOEIC , IELTS
โดยปกติ นร IELTS สามารถลุยคอร์ส TOEIC ของสถาบันได้อยู่แล้ว 

โดยไม่เสียเงินเพิ่ม ภายใต้ระบบไม่จำกัดชั่วโมง ปูพื้นฐานไวยากรณ์สอบโทอิคทั้งหมด โดยทำให้ซ้อมผ่านเกณฑ์ ฟัง อ่าน ไวยากรณ์

โดยเฉพาะสถาบันปรับข้อสอบไวยากรณ์จากระบบ TOEFL Paper Based
มาอัพเดทให้ นร ซ้อม ตามแนวโน้มใหม่ที่ศูนย์สอบปรับข้อสอบไวยากรณ์ให้ยากขึ้น ที่เดียวในไทย

รวมทั้ง สอบจริงทุกสองชั่วโมง เทียบเป็นคะแนนจริง เข้าสูตรพยากรณ์คะแนน TOEIC ล่วงหน้า

เพราะศูนย์สอบโทอิค ETS รวบรวมคลังข้อมูลข้อสอบทั้งข้อสอบ TOEIC , TOEFL Paper Based ภาคไวยากรณ์ทั้งหมด

.....

################################

   !!! ด่วน สถาบันมีคอร์สพัฒนาการพูดกับการเขียนเพื่อสอบ TOEIC , IELTS พร้อมกัน พร้อมทั้งมีต้นแบบการแต่ง Resume พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมกับการสัมภาษณ์งานบริษัทนายหน้าหางานระดับอาเซียน ที่ให้ผู้สัมภาษณ์งาน สอบเขียนภาษาอังกฤษ 15 นาที กระทันหัน กับหัวข้อที่กำหนด และ สัมภาษณ์ด้วยการพูดเป็นภาษาอังกฤษ

    การสอบพูดกับเขียนไม่ขึ้นกับคะแนนสอบฟังกับอ่าน สอบแยกต่างหาก โดยผู้สอบที่ต้องการผ่านเกณฑ์ทำงานประเทศอังกฤษต้องได้เกิน 80 จากเต็ม 100 และ ผ่านเกณฑ์ทำงานระดับเปิดเสรีแรงงานอาเซียนได้เกิน 70 จากเต็ม 100 รวมถึง เกณฑ์สมัครงานในประเทศไทย ควรเกิน 60 จาก 100

    ราคาคอร์สพูดเขียน TOEIC เท่ากับ ฟังอ่าน เท่ากัน และ  ไม่ให้ นร จ่ายเพิ่ม

################################

รวมทั้ง เทคนิค Reverse Key Word ที่เดียวในไทย ใช้เดาศัพท์ยากใน Reading โดยการหา Key Word ตามตำแหน่งต่างๆ มาช่วยประกอบการเดาความหมาย
ทำให้ไม่เครียดกับการต้องเดาความหมายแบบไม่มีหลักวิชาการ

รวมทั้ง เทคนิคเทียบเสียงภาษาอังกฤษเป็นเสียงภาษาไทย แก้ไข Earing เพี้ยน ฟังถอดรูปประโยค ฟังให้โดนคำ Key Word และ ทำลายอุปสรรคสำเนียงฝรั่ง 8 แบบ ที่เดียวในไทย 

รวมทั้ง เทคนิคการผ่าชิ้นส่วนคำเทียบรากคำศัพท์อื่น ที่เดียวในไทย เป็นทางเลือก ที่ทำให้ นร ที่ไม่ต้องท่องศัพท์ หรือ รู้ศัพท์น้อย ทำข้อสอบศัพท์ Word Choice ในส่วนไวยากรณ์ได้

 

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

$$$ สถาบันใช้ระบบเรียนลงลึกตัวต่อตัวและระบบไม่จำกัดชั่วโมง ทำให้ นร ที่มีพื้นฐานอ่อนพัฒนาตัวเองสอบได้คะแนนก้าวกระโดด และ สถาบันเปิดเผยคะแนนก้าวกระโดดของทั้ง นร ที่มีพื้นฐานอ่อน หรือ นร พื้นฐานดีอยู่แล้ว แบบเดือนต่อเดือน  โดยสถาบันจะไม่ใช้วิธี การโชว์แต่คะแนนของ นร ที่มีพื้นฐานดี ที่เป็นรายชื่อที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ปกปิดคะแนนสอบที่เพิ่มขึ้นของ นร พื้นฐานอ่อน ภายหลังเรียนจบ


สถาบันใช้ระบบไม่จำกัดชั่วโมงเร่งเรียนเร่งสอบ สมัครเรียนได้เรียนทันที ยืดหยุ่นเวลาเรียน เรียนได้เจ็ดวัน โดยเฉพาะระบบไม่จำกัดชั่วโมง บางครั้งเป็นไพรเวทราคาถูกในตัวเอง โดยช่วงเวลาพิเศษ นร ได้เรียนแบบ ไพรเวทได้ เพื่อ ผลักดันให้ นร คะแนนก้าวกระโดดระยะเวลาไม่นาน จำนวนมาก แบบ เดือนต่อเดือน แตกต่างจากคอร์สไพรเวทที่เก็บเงิน นร พื้นฐานอ่อนในราคาแพงมาก แต่ไม่สามารถทำให้ นร พื้นฐานอ่อนสอบได้ หรือ ทำให้ นร พื้นฐานอ่อนได้คะแนน TOEIC IELTS TU-GET CU-TEP ต่ำมาก

แตกต่างจาก ระบบประกันผลประเภท รอเรียน 1 สัปดาห์ หนึ่งหรือสองครั้ง หรือ รอเปิดคลาส  และ ใช้เวลาเรียนนาน เมื่อสอบไม่ได้ รับประกันผล ให้กลับมาเรียนซ้ำลากยาว ทำให้ นร ไม่สามารถได้คะแนนก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นได้ 


%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

สถาบันสอนลงลึกพูดฟังอ่านเขียน ทักษะระดับประโยค และ ไวยากรณ์  + ซ้อมลุยแนวข้อสอบ จับเวลาการฟังถอดรูปประโยคก่อน 4 วินาที , ซ้อมลุยแนวสอบการอ่าน , ซ้อมลุยแนวสอบข้อไวยากรณ์ + การสอบจริงทุกสองชั่วโมงในทุก Part + การตรวจสอบการซ้อมที่บ้านของ นร ว่าผิดหรือไม่ผิดวิธี  

สถาบันทำให้ นร หลายรุ่น สามารถทำลาย Error ของการฟ้ง , ทำลาย Error การอ่าน และ ทำลาย Error ที่มาจากการกาข้อทันทีกับข้อไวยากรณ์ พร้อมกับการปูพื้นและลงลึกทักษะระดับประโยคกับไวยากรณ์และศัพท์ ทำให้ นร เกิดความมั่นใจ เมื่อ Error ลดลง ความมั่นใจในการสอบจึงมากขึ้น ทำให้ นร สถาบันไปสอบด้วยตัวเองด้วยความเตรียมพร้อม เมื่อ นร สถาบันที่ลด Error ตัวเองลงได้ เมื่อ นร สถาบันออกจากห้องสอบ จะแยกแยะข้อที่ทำได้ ข้อที่ยาก ออกมาได้ และ รู้ระดับคะแนนตัวเอง แตกต่างจาก ผู้สอบที่ต้องการคะแนนสูงแต่ความพร้อมการสอบมีน้อย

######################################## 

สถาบันครูเกรียง ติวเตอร์

ที่ตั้ง : Room E06/2 , 198 U Center Building , Soi Chula 4 Chula 42 Road , Wangmai , Patumwan , Bangkok , 10330 Thailand.
( เดินทางสะดวกใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีสามย่าน อยู่ที่ ชั้น1 อาคารยูเซ็นเตอร์
ตลาดสามย่านเก่าติดคณะนิติจุฬาฯ ซอยจุฬา 42 )
บริหารงานและสอนสดทุกคาบ โดย อ. เกรียงศักดิ์
ติดต่อ โดยตรงที่เบอร์ 0863086859 ปัจจุบัน อาจารย์เกรียงศักดิ์ เป็นอาจารย์ประจำ
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ( ลาศึกษาต่อ )


########################################

สถาบันติวภาษาอังกฤษช่วยสังคม .......

( Socially Tutoring Institute )

สถาบันครูเกรียงติวเตอร์ผู้เชี่ยวชาญเพิ่มคะแนนสอบ TOEIC ต่อยอดสู่ความเชี่ยวชาญ เพิ่มคะแนนสอบ IELTS ซึ่งใช้เทคนิคการเพิ่มคะแนนสอบแบบเดียวกันได้

และ

อ. ที่จบสาขาวิศวะติวภาษาอังกฤษแบบลงลึกด้วยนวตกรรมสามารถทำให้ นร สายศิลป์ และ คณะบริหารสอบโทอิคได้คะแนน แบบก้าวกระโดด ดังนั้น น่าจะย่อมเข้าใจ ระบบความคิด ที่เป็นอุปสรรค ของ นร สายวิทย์ หรือ วิศวะ ที่ทำให้สอบโทอิคไม่ได้ มากกว่า

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

รายชื่อ นร ผ่านระบบการเรียนของสถาบัน ทำให้คะแนนก้าวกระโดด      ( รอบ ธันวาคม 54 - มกราคม 55 ) ข้างล่าง หรือ ข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็ปบอร์ด www.krugrienktutor.com ........ 

( สอบล่าสุด ) คุณ นฤมล บุญครองปรีชาญ สำเร็จการศึกษา ปริญญาโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด ทำงานตำแหน่ง System Engineer บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เดิมสอบครั้งที่สอง ได้ TOEIC 720 คะแนนการฟังก้าวกระโดดเป็น 365 การอ่านไวยากรณ์ 355 หลังจากเรียนกับสถาบันและสอบครั้งแรก เดิมได้ TOEIC 620 การฟัง 325 การอ่าน+ไวยากรณ์ 295 ( เบอร์โทร : 08412530XX : Personal )

( สอบล่าสุด ) คุณ จุฑามาศ พลสมัคร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี  คณะวิเทศศึกษา ศิลปศาสตร์ สาขาจีนศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต สอบครั้งที่สอง หลังจากเรียนกับสถาบันอีกหนึ่งสัปดาห์ ได้คะแนนรวม TOEIC ก้าวกระโดดเป็น  560 คะแนนการฟัง 315 คะแนนการอ่านไวยากรณ์กระโดดเป็น        จากเดิมสอบ TOEIC ครั้งแรกได้ 485 คะแนนการฟัง 270 อ่านไวยากรณ์ 215 หลังจากนั้น  เรียนกับสถาบันสองสัปดาห์  สอบครั้งแรก คะแนนก้าวกระโดดเป็น 530 คะแนนการฟังเป็น 320 อ่านไวยากรณ์ 210 ( เบอร์โทร : 08134368XX : สอบแบบ Personal  )

( สอบล่าสุด ) คุณ จุฑามาศ พลสมัคร นักศึกษา คณะวิเทศศึกษา ศิลปศาสตร์ สาขาจีนศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เดิมสอบ TOEIC ครั้งแรกได้ 485 คะแนนการฟัง 270 อ่านไวยากรณ์ 215 เรียนกับสถาบันสองสัปดาห์ คะแนนก้าวกระโดดเป็น 530 คะแนนการฟังเป็น 320 อ่านไวยากรณ์ 210 ( เบอร์โทร : 08134368XX : สอบแบบส่วนลด 300 )

( สำเร็จการศึกษา ปอโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด ) คุณ อังคณา ตั้งภู่ตระกูล นักศึกษาปริญญาโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด นักวิเคราะห์ระบบ สำนักงานใหญ่ ธนาคาร ไทยธนาคาร CIMB หลังจากเรียนเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง ทบทวนเทคนิคการฟังทำลายการแช่คำเพื่อฟังคำ Key Word ในประโยคให้ได้มากที่สุด ได้คะแนนล่าสุด TOEIC รวมเพิ่มขึ้นได้ 705 การฟังก้าวกระโดดเป็น 400 การอ่านและไวยากรณ์ ได้ 305 จากเดิมสอบได้ 660 ผ่านเกณฑ์การจบปริญญาโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด และ ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำการอนุญาตทำงานของการเปิดเสรีอาเซียนทำงานข้ามชาติ ของธนาคาร CIMB ที่ ประเทศมาเลเซีย ( เบอร์โทร : 08157369XX : สอบแบบส่วนลด 300 )

( สอบล่าสุด ) คุณ อังคณา ตั้งภู่ตระกูล นักศึกษาปริญญาโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด นักวิเคราะห์ระบบ สำนักงานใหญ่ ธนาคาร ไทยธนาคาร CIMB หลังจากเรียนเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง ทบทวนเทคนิคการอ่านเร็วรับมือข้อสอบ NEW TOEIC แบบใหม่ และเทคนิค Reverse Keyword เดาศัพท์ยากในบทความ และ เทคนิคการผ่าชิ้นส่วนคำเทียบรากเดาข้อคำศัพท์ยากในข้อสอบไวยากรณ์ ได้คะแนนล่าสุด TOEIC รวมเพิ่มขึ้นได้ 660 การฟัง 365 ซึ่งได้การอ่านและไวยากรณ์ ได้ 295 จากเดิมสอบได้ 645 ( เบอร์โทร : 08157369XX : สอบแบบส่วนลด 300 )

( สอบล่าสุด ) คุณ จินต์จุฑา ดกเอียร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท Mektec Manufacturing Corporation (Thailand) จำกัด นิคมอุตสาหกรรม บางปะอิน พระนครศรีอยุธยา สอบครั้งที่สอง ได้คะแนนรวม 800 การฟังก้าวกระโดดเป็น 440 การอ่านไวยากรณ์ได้ 360 หลังมาทบทวนการฟังทำลายการแช่คำเพื่อผ่านเกณฑ์การฟัง 400 และ เทคนิคการอ่านเร็วแบบใหม่รับมือข้อสอบ NEW TOEIC แบบใหม่ และ เทคนิคผ่าชิ้นส่วนคำเทียบรากกับการเดาศัพท์ยากไวยากรณ์ โดยก้าวกระโดดเทียบจาก การสอบครั้งแรกหลังเรียนกับสถาบัน ซึ่งเดิมได้ คะแนนรวม TOEIC 645 การฟังเป็น 340 การอ่านไวยากรณ์ได้ 305 ผ่านเกณฑ์การสมัครแอร์โฮสเตสขั้นต่ำ TOEIC 800 ของสายการบิน Etihad Airways สายการบินสัญชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ ผ่านเกณฑ์อนุญาตทำงานของการเปิดเสรีอาเซียนทำงานข้ามชาติ ของ บริษัทชั้นนำในสิงคโปร์ ( เบอร์โทร : 08603643XX : สอบแบบส่วนลด 300 )

( สอบล่าสุด ) คุณ จินต์จุฑา ดกเอียร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท Mektec Manufacturing Corporation (Thailand) จำกัด นิคมอุตสาหกรรม บางปะอิน พระนครศรีอยุธยา หลังเรียนกับสถาบันหนึ่งเดือน สอบครั้งแรก ได้ คะแนนรวม TOEIC 645 การฟังเป็น 340 การอ่านไวยากรณ์ได้ 305 ( เบอร์โทร : 08603643XX : สอบแบบ Personal )

( สอบล่าสุด ) คุณ อังคณา ตั้งภู่ตระกูล นักศึกษาปริญญาโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด นักวิเคราะห์ระบบ สำนักงานใหญ่ ธนาคาร ไทยธนาคาร CIMB หลังจากเรียนเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง ทบทวนการทำลาย Error การฟังแช่คำและการแก้ Earing เพี้ยน  ได้คะแนนล่าสุด   TOEIC รวมได้ 645 การฟังก้าวกระโดดเป็น 380  ซึ่งได้การอ่านและไวยากรณ์  ได้ 265 จากเดิมสอบได้ 620 คะแนนการฟัง 325 เท่านั้น  ( เบอร์โทร : 08157369XX : สอบแบบ Personal )

( สอบล่าสุด ) คุณ ฐิตา เผื่อนปฐม   บัณฑิต หลักสูตร ธุรกิจโรงแรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เดิมสอบ TOEIC ได้ 405 การฟังได้ 235  การอ่านไวยากรณ์ได้ 170  แล้วเรียนกับสถาบันสี่ครั้ง แล้วสอบได้คะแนนเพิ่มเป็น 445  การฟังกระโดดเป็น 275 การอ่านไวยากรณ์ได้ 170  ( เบอร์โทร : 08497180XX : สอบแบบมีส่วนลด 300 บาท )

( สอบล่าสุด ) คุณ อังคณา ตั้งภู่ตระกูล นักศึกษาปริญญาโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด นักวิเคราะห์ระบบ สำนักงานใหญ่ ธนาคาร ไทยธนาคาร CIMB สอบล่าสุด หลังจากเรียนเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง ทบทวนเทคนิคอ่านเร็วแบบใหม่และลุยข้อไวยากรณ์กับสถาบัน ได้คะแนนก้าวกระโดดเป็น 620 คะแนนการฟัง 325 การอ่านไวยากรณ์กระโดดเป็น 295  จากเดิม TOEIC รวมได้ 590 ซึ่งได้การอ่านไวยากรณ์เดิม 240    ( เบอร์โทร : 08157369XX : สอบแบบมีส่วนลด 300 บาท )

( ล่าสุด ) คุณ รุ่งเรือง ภาวศิริพงษ์ นักศึกษาชั้นปีที่สี่  คณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยสงขลานตรินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต สอบล่าสุดครั้งที่สอง หลังจากสอบครั้งแรกกลับมาเรียนเพิ่มเติม 1 สัปดาห์ คะแนนก้าวกระโดดเป็น 510  คะแนนฟังเป็น 295 คะแนนอ่านไวยากรณ์ 215  เทียบจาก สอบครั้งแรกคะแนน 410 คะแนนการฟัง 220 คะแนนอ่านไวยากรณ์ 190   ( เบอร์โทร : 08167769XX : สอบแบบมีส่วนลด 300 บาท )

( ล่าสุด ) คุณ กิตติศักดิ์ ไตรอุโภค บัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ สาขาโลจิสติคส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สอบครั้งที่สี่ ได้คะแนนรวมก้าวกระโดดเป็น 650 โดยคะแนนอ่านไวยากรณ์กระโดดเป็น  295 คะแนนการฟังกระโดดเป็น 355  จากเดิม คะแนนรวม สอบ TOEIC ครั้งที่สามได้  550 โดยคะแนนอ่านไวยากรณ์  235 คะแนนการฟัง 315  หลังจากเรียนกับสถาบันอีกหนึ่งครั้ง ทบทวนเทคนิคการอ่านเร็วแนวใหม่เพื่อรับมือข้อสอบ Intense NEW TOEIC โดยเฉพาะ และ แก้ Earing เพี้ยน แล้วสอบทันที  ผ่านเกณฑ์การสมัครงาน Air Ground การบินไทย และ สามารถสมัครตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนสายการบินต่างประเทศ อย่างต่ำที่สุด  ( เบอร์โทร : 08207317XX : สอบแบบมีส่วนลด 300 บาท )

( ล่าสุด ) คุณ  กาญจนา ตันติโกวิทย์  นักศึกษาชั้นปีที่สี่ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ ภาควิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง  เดิมคะแนนต่ำสุด TOEIC ได้รวม 455 คะแนนการฟัง 250 คะแนนการอ่านไวยากรณ์ 205 เรียนกับสถาบันห้าวัน สอบครั้งแรกคะแนนก้าวกระโดดเป็น 570 คะแนนการฟัง 345 คะแนนอ่านไวยากรณ์ 225 ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของพนักงานต้อนรับสายการบินจีนที่พนักงานต้องใช้ภาษาจีนกับภาษาอังกฤษได้   ( เบอร์โทร : 08798906XX : สอบแบบมีส่วนลด 300 บาท )

( ล่าสุด ) คุณ กิตติศักดิ์ ไตรอุโภค บัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ สาขาโลจิสติคส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สอบครั้งที่สาม ได้คะแนนรวม 550 คะแนนอ่านไวยากรณ์เพิ่มเป็น 235 คะแนนการฟัง 315 หลังจากเรียนกับสถาบันอีกหนึ่งครั้ง  และ สอบทันทีหลังสอบครั้งที่สอง ได้คะแนนอ่านไวยากรณ์ 220 จากเดิมสอบครั้งแรก การฟัง 320 อ่านไวยากรณ์ ได้ 180 รวม 500 ( เบอร์โทร : 08207317XX : สอบแบบมีส่วนลด 300 บาท )

( ล่าสุด ) คุณ รุ่งเรือง ภาวศิริพงษ์ นักศึกษาชั้นปีที่สี่  คณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยสงขลานตรินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เดิมคะแนนต่ำสุด TOEIC ได้รวม 260 คะแนนการฟัง 130  คะแนนการอ่านไวยากรณ์ 130 เรียนกับสถาบัน 1 สัปดาห์ สอบครั้งแรกคะแนนก้าวกระโดดเป็น 410 คะแนนการฟัง 220 คะแนนอ่านไวยากรณ์ 190   ( เบอร์โทร : 08167769XX : สอบแบบมีส่วนลด 300 บาท )


( ล่าสุด ) คุณ สุดารัตน์ องอาจอมร   บัณฑิต คณะการบริการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต  เดิมได้คะแนนการฟัง 250 การอ่านและไวยากรณ์ 85 รวม 335 เรียนกับสถาบันสามสัปดาห์ สอบล่าสุด ได้คะแนนการฟังก้าวกระโดดเป็น 330 คะแนนการอ่านไวยากรณ์เป็น 170 คะแนน รวมคะแนนก้าวกระโดดเป็น 500 ( เบอร์โทร : 08425903XX : Personal )  

( ล่าสุด ) คุณ จรินภรณ์ ผารุธรรม บัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ ภาคภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ วิทยาเขตบพิตรพิมุข  เดิมได้คะแนนการฟัง 200 การอ่านไวยากรณ์ 200 สอบเมื่อห้าปีที่แล้ว เรียนกับสถาบันสองสัปดาห์ สอบล่าสุด ได้คะแนนการฟังก้าวกระโดดเป็น 300 คะแนนการอ่านไวยากรณ์ 225 คะแนน รวมคะแนนก้าวกระโดดเป็น 525 ( เบอร์โทร : 08414596XX : Personal )


( ล่าสุด สถาบันขอแสดงความยินดี )  คุณ สิทธิศักดิ์ โรจชะยะ นักศึกษาปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า บางมด แสน สอบผ่านข้อเขียนของ กฟผ ปี 54 เข้าสู่การสัมภาษณ์รอบสุดท้าย สิงหาคม 2554 ได้สำเร็จในสายวิศวกรรม หลังจากเรียนกับสถาบัน แล้วสอบผ่านรอบแรกสู่การสอบรอบสองข้อเขียน ( ข้างล่าง )

( สำเร็จการศึกษา ปอโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด ) คุณ ญาดา อรรถอนันต์ นักศึกษาปริญญาโท และ อาจารย์ผู้ช่วยสอน คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด หลังจากสอบครั้งหลังสุด  เรียนกับสถาบันอีกสามครั้ง สอบ TOEIC ล่าสุด ได้คะแนนการฟังก้าวกระโดดเป็น 430 การอ่านไวยากรณ์ 345 รวมก้าวกระโดดเป็น 775 จากเดิมสอบคะแนนการฟัง 315 คะแนนอ่านไวยากรณ์ 315 รวม 630 ผ่าน เกณฑ์การจบปริญญาโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด และ  สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทดังกล่าว ( เบอร์โทร : 08670370XX : สอบแบบ Personal )


คุณ กิตติศักดิ์ ไตรอุโภค บัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ สาขาโลจิสติคส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย หลังสอบหลังสุด เรียนกับสถาบันอีกสองสัปดาห์ ได้คะแนนการฟัง 325 คะแนนการอ่านไวยากรณ์เพิ่มขึ้นเป็น 220 คะแนนรวมก้าวกระโดดเป็น 545  จากเดิมสอบการฟัง 320 อ่านไวยากรณ์ ได้ 180 รวม 500 ( เบอร์โทร : 08207317XX : สอบแบบมีส่วนลด 300 บาท )

( ล่าสุด สถาบันขอแสดงความยินดี ) คุณ พัชรฤดี บุญธรรม บัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน สอบผ่านข้อเขียนของ กฟผ ปี 54 เข้าสู่การสัมภาษณ์รอบสุดท้าย สิงหาคม 2554 ได้สำเร็จ หลังจากเรียนกับสถาบัน แล้วสอบผ่านรอบแรกสู่การสอบรอบสองข้อเขียน ( ข้างล่าง )

คุณ พิมพ์ประไพ แต้อารักษ์ นักศึกษาชั้นปีที่สี่ ศิลปศาสตร์ ภาษารัสเซีย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดิมสอบ TU-GET ได้ 480 เรียนกับสถาบันสองสัปดาห์สอบ TOEIC ครั้งแรกได้คะแนนการฟังก้าวกระโดดเป็น 370 คะแนนการอ่านและไวยากรณ์ได้ 285 รวม 655 ผ่านเกณฑ์รับสมัครงานคะแนนอย่างต่ำที่สุดตำแหน่ง Ground ของการบินไทย  ( เบอร์โทร : 08171806XX : สอบแบบมีส่วนลด 300 บาท )


คุณ สุณัฏฐา อัฐศิลป์เวท เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวนศาสตร์ ผู้ช่วยของ ดร. ที่เป็นที่ปรึกษาคุณ เจริญ เบียร์ช้าง เรียนกับสถาบัน สอบ TOEIC ครั้งแรก ได้คะแนนการฟัง 320 คะแนนการอ่านและไวยากรณ์ได้ 285 รวมได้ 605 และ เรียนกับสถาบันเพิ่มเติมสามครั้ง สอบ TOEIC ครั้งที่สอง ได้การฟังก้าวกระโดดเป็น 370 การอ่านไวยากรณ์กระโดดเป็น 310 รวม 680 ( เบอร์โทร : 08165822XX : Personal )

คุณ ญาดา อรรถอนันต์ นักศึกษาปริญญาโท และ อาจารย์ผู้ช่วยสอน คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด  และ  สอบครั้งที่ 2 หลังครั้งแรก โดยเรียนเพิ่มกับสถาบัน 4 วัน ได้คะแนนการฟัง 315 คะแนนการอ่านไวยากรณ์ก้าวกระโดดเป็น 315 รวม 630  จาก  เดิมสอบ TOEIC ครั้งแรก ได้คะแนนอ่านไวยากรณ์เพียง 240   ( เบอร์โทร : 08670370XX : สอบแบบมีส่วนลด 300 บาท )

คุณ ญาดา อรรถอนันต์ นักศึกษาปริญญาโท และ อาจารย์ผู้ช่วยสอน คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด เดิมสอบ TOEIC ได้การฟัง 230 การอ่านไวยากรณ์ 290 รวม 520 เรียนกับสถาบันสามสัปดาห์ สอบครั้งแรก ได้คะแนนการฟังก้าวกระโดดเป็น 380 คะแนนอ่านไวยากรณ์ 240 รวม 620 ผ่านเกณฑ์รับสมัครงาน SCG ปูนซีเมนต์ไทย ( เบอร์โทร : 08670370XX : สอบแบบ Personal )           

คุณ กิตติศักดิ์ ไตรอุโภค บัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ สาขาโลจิสติคส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เดิมสอบ TOEIC ได้การฟัง 220 การอ่านไวยากรณ์ 200 รวม 420 เรียนกับสถาบัน 2 สัปดาห์ สอบการฟังคะแนนก้าวกระโดดเป็น 320 แต่ทิ้ง Part การอ่านไวยากรณ์ ได้ 180 รวม 500 ( เบอร์โทร : 08207317XX : Personal )

คุณ อังคณา ตั้งภู่ตระกูล นักศึกษาปริญญาโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด นักวิเคราะห์ระบบ สำนักงานใหญ่ ธนาคาร ไทยธนาคาร CIMB สอบครั้งที่สามห่างจากสอบครั้งที่สอง ได้สองวัน ได้คะแนนฟัง TOEIC ได้ 350 การอ่านไวยากรณ์ได้ 240 รวม 590   ( เบอร์โทร : 08157369XX : Personal )

คุณ อังคณา ตั้งภู่ตระกูล นักศึกษาปริญญาโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด นักวิเคราะห์ระบบ สำนักงานใหญ่ ธนาคาร ไทยธนาคาร CIMB ทบทวนกับสถาบันอีก 1 สัปดาห์ สอบครั้งที่สองได้คะแนนฟัง TOEIC ก้าวกระโดดเป็น 350 การอ่านไวยากรณ์ได้ 220 รวม 570 สอบผ่าน เกณฑ์ กฟผ รอเปิดรอบแรก ครั้งที่ 2 ปี 54 จากเดิมสอบครั้งแรก ได้คะแนนการฟัง 295 แต่ทิ้ง Part ไวยากรณ์ ได้คะแนนอ่านไวยากรณ์ 180 รวม 475 ( เบอร์โทร : 08157369XX : Personal )

( สำเร็จการศึกษา ปอโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด ) คุณสุพลชัย พูลสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ บริษัท ซาบิน่า ประเทศไทย จำกัด มหาชน สอบผ่านเกณฑ์สำเร็จการศึกษา ปริญญาโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด ได้คะแนน TOEIC เกิน 700 เดิมเรียนกับสถาบัน 1 เดือน เดิมสอบ TOEIC ได้ 645 การฟัง 345 การอ่านและไวยากรณ์ 300 มาเรียนเพิ่มกับสถาบันหนึ่งสัปดาห์ สอบได้ 725 คะแนนการฟังก้าวกระโดด 400 การอ่านไวยากรณ์ 325 ( เบอร์โทร : 08944453XX : Personal )

( สอบหลังปิดรับสมัคร กฟผ ปี 54 ไป 1 สัปดาห์ )  คุณ ภัทรา สันติอุดมสุข นักศึกษาปริญญาตรี ปี 4 มศว. ผ่านเกณฑ์คะแนนอย่างน้อยที่สุด TOEIC 650 ของพนักงานแอร์โฮสเตสทุกสายการบิน เดิมได้ TOEIC 590 การฟัง 330 การอ่านไวยากรณ์เป็น 260  มาเรียนฟังถอดรูปประโยคและการลงลึกวิเคราะห์สองชั้นไวยากรณ์ เพิ่มกับสถาบันสี่ชั่วโมง คะแนนเพิ่มเป็น 670 การฟัง กระโดดเป็น 400 การอ่าน+ไวยากรณ์ เป็น 270 ( เบอร์โทร : 08918839XX : สอบแบบ Personal )

( สอบ 5 วันสุดท้ายก่อน ปิดสมัคร กฟผ 54 )  คุณ ภัทรา สันติอุดมสุข นักศึกษาปริญญาตรี ปี 4 มศว. เดิมได้ TOEIC 510 การฟัง 295 เพิ่มเป็น TOEIC 550 การฟังก้าวกระโดดเป็น 350 การอ่านไวยากรณ์ 200  มาเรียนเพิ่มกับสถาบัน คะแนนเพิ่มเป็น 590 การฟัง 330 การอ่าน+ไวยากรณ์ ก้าวกระโดดเป็น 260 ผ่านเกณฑ์ กฟผ ปี 54 ( เบอร์โทร : 08918839XX : Personal )

( สอบ 5 วันสุดท้ายก่อน ปิดสมัคร กฟผ 54  )  คุณ พัชรฤดี บุญธรรม บัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เดิมสอบ TOEIC ได้ 445 การฟัง 190 การอ่านไวยากรณ์ 255 เรียนกับสถาบันห้าวันสุดท้าย สอบครั้งแรกได้ 535 การฟังก้าวกระโดดเป็น  270 การอ่านไวยากรณ์ 265 และ สอบครั้งที่สอง ได้ 555 การฟัง 290 การอ่านไวยากรณ์ 265 สอบผ่าน กฟผ ปี 54 ( เบอร์โทร : 08807770XX : Personal )          

คุณ อังคณา ตั้งภู่ตระกูล นักศึกษาปริญญาโท  คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  บางมด เรียนกับสถาบัน เฉพาะลงลึกการฟังถอดรูปประโยคทำลาย Earing ที่เพี้ยน เพียงสามชั่วโมง แล้วสอบครั้งแรกทันที ได้คะแนนการฟัง TOEIC ก้าวกระโดดเป็น 295 แตทิ้ง Part ไวยากรณ์ ได้คะแนนอ่านไวยากรณ์ 180 รวม 475 ( เบอร์โทร : 08157369XX : Personal ) 

คุณ สิทธิศักดิ์ โรจชะยะ นักศึกษาปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า บางมด ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมบ้านเกิดที่พัทลุง ปี 54 สอบผ่าน กฟผ ปี 54 เดิมได้การฟัง 190 การอ่านไวยากรณ์ได้ 170 ได้ TOEIC รวม 360 แต่เรียนกับสถาบัน 2 สัปดาห์ ได้คะแนนรวมก้าวกระโดดเป็น 585 การฟังเพิ่มเป็น 255 การอ่านไวยากรณ์ 330 ( เบอร์โทร : 08400800XX : Personal )

คุณ นฤมล บุญครองปรีชาญ นักศึกษาปริญญาโท  คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  บางมด ทำงานตำแหน่ง System Engineer  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เดิมสอบได้ TOEIC 515 การฟัง 240 มาเรียนกับสถาบัน 2 สัปดาห์ แก้ Earing เพี้ยน + ฟังถอดรูปประโยค คะแนนเพิ่มเป็น 620 การฟังก้าวกระโดดเป็น 325 การอ่าน+ไวยากรณ์ 295 ผ่านเกณฑ์ กฟผ ปี 54 ( เบอร์โทร : 08412530XX : Personal )

คุณ ภัทรา สันติอุดมสุข นักศึกษาปริญญาตรี ปี 4 มศว. เดิมได้ TOEIC 510 การฟัง 295 มาเรียนเพิ่มกับสถาบัน 1 สัปดาห์ แก้ Earing เพี้ยน + ฟังถอดรูปประโยค คะแนนเพิ่มเป็น 550 การฟังก้าวกระโดดเป็น 350 การอ่าน+ไวยากรณ์ 200 ( เบอร์โทร : 08918839XX : Personal )

คุณ รินทร์ ศิรินันทวิทยา เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี บริษัท ดั๊บเบิ้ลเอ จำกัด มหาชน เดิมได้ TOEIC 450 ได้การฟัง 200 มาเรียนกับสถาบัน 3 สัปดาห์ คะแนนเพิ่มรวมเป็น 525 และ การฟังก้าวกระโดดเป็น 270 การอ่านไวยากรณ์ได้ 255 ( เบอร์โทร : 08583530XX : Personal )

คุณ พันธ์ชลิด วีราภรณ์กุล เรียนกับสถาบัน เคยเดิมสอบ TOEIC รวมได้ 620 การฟังได้ 345 และสอบอีกครั้งได้ 740 การฟัง 400 ปัจจุบัน สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ( เบอร์โทร : 08442542XX : Personal )

คุณสุพลชัย พูลสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ บริษัท ซาบิน่า ประเทศไทย จำกัด มหาชน นร ปอโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ   บางมด เรียนกับสถาบัน 1 เดือน สอบ TOEIC ได้ การฟัง 345 การอ่านและไวยากรณ์ 300 รวม 645 สอบผ่านเกณฑ์ของ กฟผ ปี 54 ( เบอร์โทร : 08944453XX : Personal )

คุณสุรีพร โชควิเชียร ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการเงิน บริษัท Mitsui & Co. ( Thailand ) Ltd. เป็น นร สถาบัน ขอเรียนกับ อ. เพียงวันเดียว ( 3 ชั่วโมง ) แก้ Earing ที่เพี้ยน แล้วไปสอบเลย เดิมก่อนเรียนได้ฟัง TOEIC ต่ำกว่า 200 การอ่านไวยากรณ์ต่ำกว่า 200 รวมแค่ 370 แล้วสอบได้การฟังกระโดดเป็น 210 และได้การอ่านและไวยากรณ์ 210 รวม 420 ( เบอร์โทร 08190347XX : Personal , องค์กร ) ... ใจสู้ + How To ลงลึก ก็ก้าวกระโดดได้

น้อง กอบศักดิ์ ชัยชะแตง นร สถาบัน นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะแพทย์ศาสตร์ พระมงกุฏ เรียนภายใน 1 เดือน สอบ IELTS ครั้งแรก คะแนนการฟังก้าวกระโดดครั้งแรก เป็น 6.0 โดย คะแนนรวมเฉลี่ย พูดฟังอ่านเขียน IELTS ได้ 6.0 ( เบอร์โทร : 08430626XX )

คุณ ภัทรา สันติอุดมสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มอประสานมิตร เดิมสอบ TOEIC รวมได้ 360 เรียนกับสถาบัน 2 สัปดาห์ คะแนนรวมเพิ่มเป็น 510 การฟังกระโดดจาก 190 เป็น 295 รวมการอ่านไวยากรณ์ได้ 215 รวมเป็น 510 ( เบอร์โทร : 08918839XX : Personal )

คุณ ปาจรีย์ เดชปัญญาวัฒน์ บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ปริญญาตรี มอบางมด หนึ่งในสองคนผู้ได้รับคัดเลือกจาก 200 คน ที่ ปตท สผ ให้ร่วมงาน เดิมสอบ TOEIC ได้ 510 ฟังได้ 245 มาเรียนกับสถาบันอีก 1 เดือน สอบครั้งที่สอง ได้ 580 คะแนนฟังกระโดดเป็น 290 คะแนนอ่านไวยากรณ์ 290 ( เบอร์โทร : 08697560XX : Personal )

คุณ ภควัตร ศุขคุณ นักศึกษาปอโทคอม  คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  บางมด เป็น นร สถาบัน เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษา สอบผ่าน TOEFL Paper-Based การฟังก้าวกระโดด จาก 495 สอบผ่าน 500 ได้ 533 สำเร็จปอโท ( เบอร์โทร : 08915861XX )

คุณ ศิริวรรณ ชูศรี นักศึกษาปอโทคอม  คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  บางมด เป็น นร สถาบัน เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ ธนาคารนครหลวงไทย สอบผ่าน TOEFL Paper-Based การฟังก้าวกระโดด สอบผ่าน 500 ได้ 520 สำเร็จปอโท ( เบอร์โทร : 08127411XX )

คุณ ปวริศา กิจประสพ สำเร็จปอโท ม. บูรพา เคยได้รับรางวัลฟุตบอลโลกล่าสุด อันดับสอง 1 ล้านบาท สอบ TOEIC ล่าสุด ครั้งแรก ได้คะแนนการฟัง 310 การอ่านไวยากรณ์ได้ 200 แต่ทำ Reading ไม่ทัน 20 ข้อ เรียน 1 สัปดาห์ รวม 510 ( เบอร์โทร : 08952127XX : Personal )

คุณ ปาจรีย์ เดชปัญญาวัฒน์ บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ปริญญาตรี มอบางมด หนึ่งในสองคนผู้ได้รับคัดเลือกจาก 200 คน ที่ ปตท สผ ให้ร่วมงานด้วย จากเิดิมสอบได้ 440 การฟังได้ 220 เรียนกับสถาบันสอบ TOEIC ได้รวม 510 การฟังได้ 245 ( เบอร์โทร : 08697560XX : Personal )


และ

คุณ วรางคณา คชเสนีย หรือ คุณตาล สำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พนักงานวิศวกร บริษัทในเครือ ปตท. สอบ TOEIC ล่าสุด การฟัง ได้ 310 คะแนนการอ่านบวกไวยากรณ์ได้ 300 รวม 610 เดิมจากคะแนนสอบฐานเดิม TOEIC เพียง 400 แต้ม ( เบอร์โทร : 08191962XX : Personal )

คุณวิริยะ ปิ่นเกตุ บัณฑิตปริญญาตรีการบิน สอบ TOEIC ล่าสุด คะแนนรวม 545 แต่การฟังได้ 300 คะแนนการอ่านบวกไวยากรณ์ได้ 245 จากเดิมคะแนนการฟังได้ร้อยกว่า ( เบอร์โทร : 08948974XX : Personal )

คุณ ศิริวรรณ ชูศรี นักศึกษาปอโทบางมด คอมพิวเตอร์ สอบ TOEIC ครั้งที่สอง คะแนนรวม 630 ได้คะแนนการอ่านไวยากรณ์ได้ 285 ได้คะแนนการฟังเป็น 345 จากเดิมสอบครั้งแรกการฟังได้ 290 โดยผ่านการปรับ Earing ที่เพี้ยน และ ฝึกถอดรูปประโยคขนาดยาว ( เบอร์โทร : 08127411XX : Personal )

คุณ สุณัฏฐา อัฐศิลป์เวท เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยของ อ. ที่เป็นที่ปรึกษาคุณ เจริญ เบียร์ช้าง สอบ TOEIC ครั้งแรกในชีวิต ได้คะแนนการฟัง 320 คะแนนการอ่านและไวยากรณ์ได้ 285 รวมได้ 605 ( เบอร์โทร : 08165822XX : Personal )

ดูรายชื่อ นร อื่นๆ ของสถาบัน ที่สอบได้เกิน 700 เพื่อสำเร็จการศึกษาปริญญาโทบางมด หรือ ได้คะแนนการฟังก้าวกระโดด หรือ สอบผ่านเกณฑ์ของ กฟผ และ ปตท ข้างล่าง ....

1. คุณ อรวรรยา เสลาคุณ ประกอบธุรกิจส่วนตัว สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี Finance จาก มอ ราม สอบ TOEIC ครั้งแรกในชีวิต ได้คะแนนการฟัง 400 แต่เรียนไวยากรณ์ การอ่าน ยังไม่ครบ ได้คะแนนการอ่าน 200 รวมได้ 600 ( เบอร์โทร : 08604561XX  : Personal )

2. คุณ  ปาณิชชา เจติยานุวัตร บัณฑิต คณะ ครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอบ TOEIC ล่าสุด 675 การฟัง 400 การอ่าน 275 เดิม สอบครั้งที่สอง ได้ คะแนน 640 คะแนนการฟังก้าวกระโดด 420 คะแนนการอ่านและไวยากรณ์ได้ 220 ภายหลังจาก เคยสอบครั้งแรกภายหลังเรียนสถาบันครูเกรียงสองสัปดาห์ ได้คะแนน 575 คะแนนการฟัง 310 และ คะแนนการอ่านและไวยากรณ์ได้ 265 ( เบอร์โทร : 08399010XX : Personal )

3. คุณ วิไลลักษณ์ อุดมสันต์ หรือ น้องศรี อดีตพนักงานต้อนรับโรงแรมชื่อดังที่กำลังสมัครแอร์โฮสเตสเรียนกับสถาบันครูเกรียง 3 สัปดาห์ สอบ TOEIC ครั้งแรกได้ 705 คะแนนการฟัง 420 คะแนนการอ่านและไวยากรณ์ได้ 285 เป็นการสอบครั้งแรกในชีวิตของคุณศรี ( เบอร์โทร : 08148615XX  : Personal )

4. น้องนาฏยา สนไชย เปลี่ยนคะแนน TOEIC จาก 595 เดิมการฟัง 365 การอ่าน 230 ให้กลายมาเป็น คะแนน 765 การฟัง 430 และ การอ่าน 335 ได้ ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนสิบห้าวัน เรียนกับสถาบัน จากการสอบ 4 ครั้ง ทุกครั้งคะแนนโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 40 คะแนน ( เบอร์โทร : 08377260XX : Personal )

5. ( สอบผ่าน ปอโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด ) คุณ อภิชาติ ชัยเสน สำเร็จการศึกษาปอโทบางมด ทำงานตำแหน่ง System Engineer ที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เรียนกับสถาบันสามสัปดาห์ สอบ TOEIC ได้คะแนนรวมก้าวกระโดดเป็น  775 โดยการฟัง 465 และการอ่านและไวยากรณ์ 310 ( เบอร์โทร : 08140950XX : Personal )

6. ( สอบผ่าน ปอโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด ) คุณ อรวรรณ ธราวุธ สำเร็จการศึกษาปอโทบางมด ปัจจุบันทำงานเป็น System Engineer  บริษัท CDG Group เป็น นร ของสถาบันครูเกรียง รุ่นแรกๆ  สอบครั้งแรก หลังจากเรียนกับสถาบัน TOEIC  ได้ 720 การฟังได้ 415 การอ่านและไวยากรณ์ได้ 305 ผ่าน เกณฑ์การจบปริญญาโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด และ  สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทดังกล่าว ( เบอร์โทร : 08917412XX : Personal )

7. ( สอบผ่าน ปอโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด ) คุณ Piraya Phetnoi สำเร็จการศึกษาระดับปอโทบางมด เดิมก่อนมาเรียนกับสถาบัน ได้ 630 แต่เรียนไม่ถึงสามสัปดาห์สอบ TOEIC ได้ 755 การฟังได้ 405 การอ่านและไวยากรณ์ได้ 350 ( เบอร์โทร 08465656XX : Personal )

8. ( สอบผ่าน ปอโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ บางมด ) คุณ พรทิพย์ เขียววิมล สำเร็จระดับปอโท บางมด ทำงานอยู่ฝ่ายระบบคอมพิวเตอร์ ธนาคารไทบพาณิชย์ เรียนกับสถาบันไม่ถึงเดือน เดิมน้องเขาได้ 630 มาเรียนกับสถาบัน และ หลังจากนั้นสอบครั้งแรก ได้คะแนน TOEIC 735 โดยการฟัง 435 และ ไวยากรณ์ กับ Reading ได้ 300 สำเร็จการศึกษาปอโทบางมดที่ต้องได้ 700 ขึ้นไป ( เบอร์โทร : 08162815XX : Personal )

9. คุณ ปราโมทย์ กุลพญา หรือ น้องโมท เคยเป็นผู้จัดการบริษัทข้ามชาติ ปัจจุบันเรียนปอโทมอราม เดิมเคยสอบได้ประมาณ 600 แต่มาเรียนกับสถาบันไม่ถึงเดือน และสอบ TOEIC ครั้งเดียว ได้ 770 คะแนนการฟัง 450 การอ่านไวยากรณ์ได้ 320 ( เบอร์โทร : 08581883XX : Personal )

10. น้องอุษา แตงทอง นร ระดับปริญญาโท จากไม่เคยสอบ TOEIC มาเรียนที่สถาบันสอบครั้งแรกได้ 545 แต่ภายหลังเรียนกับสถาบันหนึ่งเดือนได้คะแนน 665 การฟังได้ 375 การอ่านได้ 290 จากการสอบสองครั้งทุกครั้งคะแนนเพิ่มมากกว่า 50 แต้ม ( เบอร์โทร : 08593543XX : Personal )

11. คุณ พันธ์ชลิด วีราภรณ์กุล วิศวกร สำเร็จการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เรียนกับสถาบันภายในหนึ่งเดือน ได้ 620 โดยคะแนนการฟัง 345 จากคะแนนเดิม 400  ( เบอร์โทร : 08442542XX : Personal )

12. ( สอบผ่าน กฟผ. ) คุณ ภัคกัญญา พงษ์ภู่ หรือ น้องบัว คณะศิลปศาสตร์ มอเกษตร เดิม TOEIC ได้ประมาณ 400 แต่เรียนกับสถาบันสามสัปดาห์ สอบได้ 615 การฟัง ได้ 365 และ อ่าน & ไวยากรณ์ ได้ 250 จากการสอบเพียงครั้งเดียว ( เบอร์โทร : 08149745XX : Personal )

13. ( สอบผ่าน กฟผ. ) คุณ สิโรชินี วรรโณทัย หรือ น้องเฟิส วิศวลาดกระบัง : เดิมได้แค่ 435 เรียน TOEIC กับสถาบันไม่ถึงเดือน แต่สอบสองครั้ง ได้ 605การฟัง330และการอ่านไวยากรณ์ได้ 275 ( เบอร์โทร : 08717225XX : Personal )

14. ( สอบผ่าน กฟผ. ) คุณ วันเพ็ญ ทองอ่อน หรือ น้องปุ้ย มอเกษตร คณะศิลปศาสตร์ เรียน TOEIC กับสถาบันก็ไม่ถึงเดือนอีก เดิมได้คะแนนประมาณ 400 ภายหลังเรียนกับสถาบันสอบครั้งแรกได้ คะแนน 615 การฟังได้ 365 แต่ไวยากรณ์และการอ่าน ได้ 250 ( เบอร์โทร : 08090863XX : Personal )

15. ( สอบผ่าน กฟผ. ) คุณ กัญญกมล ดวงจิต ทำงานที่ ม. บางมด จบปอโทเกษตร เรียน TOEIC กับสถาบันสิบห้าวัน เดิมสอบได้คะแนนประมาณ 400 หลังจากนั้นสอบครั้งแรกได้ 605 การฟังได้ 355 และการอ่านไวยากรณ์ได้ 250 ( เบอร์โทร : 08171979XX : Personal )

16. ( สอบผ่าน กฟผ. ) คุณ พิเชษฐ์ โสภณมณีโชติ สำเร็จการศึกษาจากลาดกระบัง ที่ทำงานบริษัทยักษ์ใหญ่แถวระยอง สอบเพื่อผ่านเกณฑ์ สมัครงาน กฟผ ( การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ EGAT ) สอบ TOEIC ได้ 585 โดยที่คะแนนการฟัง ได้ 320 และ การอ่านไวยากรณ์ได้ 265 จากที่ไม่เคยสอบ เรียนไม่ถึงเดือนสอบครั้งแรกผ่านเกณฑ์สมัคร กฟผ. ( เบอร์โทร : 08517587XX : Personal )

17. คุณ วิจัย พิลาวัลย์ เป็นวิศวกรทำงานที่ SCG ปูนซีเมนต์ไทย ที่สอบ TOEIC ได้คะแนน Aptitude Test สูงสุด จบลาดกระบัง ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ SCG ได้ 555 โดยได้คะแนนการฟัง 290 และ คะแนนการอ่าน 265 เรียนไม่ถึงเดือน ( เบอร์โทร : 08413068XX : Personal , องค์กร )

18. คุณกฤษณพน สุขสิริ นร ปอโท บางมด ได้คะแนน TOEIC จากเดิม 415 คะแนนการฟัง 200 คะแนนการอ่าน 215 เรียนกับสถาบันภายใน 2 สัปดาห์ สามารถพัฒนาสู่ การได้ 540 โดยคะแนนการฟัง 330 และ การอ่าน 215 ( เบอร์โทร : 08408881XX : Personal )

19. คุณ นุสรา น้อมเศียร สำเร็จการศึกษาจาก มอชอ สาขาการตลาด เรียนไม่ถึงสองสัปดาห์สอบครั้งแรก ได้ TOEIC 525 คะแนนการอ่านครั้งแรก 260 การฟัง 265 แต่ทำไม่ทัน 40 ข้อ ( เบอร์โทร : 08503217XX : Personal )


และ นร ท่านอื่นๆ ที่อ. ต้องขออภัยที่ไม่ได้เขียนลงไปเพราะเนื้อที่ไม่พอ


#########ข้อมูลอัพเดททุกวันในสามด้าน###############

 

@@@ กรุณาอ่านข้อมูลความรู้ปัจจุบันของวันนี้ "ระบบการสอน" ได้ที่ www.pantipmarket.com/items/7075195

อัพเดท 09-11-53 "นวตกรรมระบบการสอน"
ถึงข้อที่ 193 

193. ( ต่อจาก 192 )   สถาบันจะเป็นที่เดียวในประเทศไทยที่ทำการแยกสำเนียงฝรั่ง เทียบเสียงภาษาไทย เป็นการช่วย นร เอาชนะอุปสรรคสำเนียงฝรั่งได้ โดย นร ไม่ต้องไปอยู่เมืองนอกมากกว่า  5 - 6 ปี ทำให้ Earing นร ไม่เพี้ยน และ รับมือข้อสอบ TOEIC , IELTS ได้ 

!!!!! กรุณาอ่านหัวข้อ "นวตกรรมระบบการสอน" ลำดับล่าสุดที่นี่
หรือ ย้อนหลังได้ทั้งหมดที่ส่วนสุดท้ายหน้าแรกของ
www.krugrienktutor.com

----------------------------------------------------------------------------

 

@@@ กรุณาอ่านข้อมูลความรู้ปัจจุบันของวันนี้ "ข้อเตือนใจผู้สอบ" ได้ที่ www.pantipmarket.com/items/7075195

 

อัพเดท 28-01-55 "ข้อเตือนใจผู้สอบ"
ถึงข้อที่ 580

580. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยหกสิบแปด   คือ ผู้สอบที่ขาดทักษะการซ้อมจับเวลาทั้งการฟัง มีผลต่อการพัฒนาคะแนนการฟังยากขึ้น เนื่องจากการฟัง TOEIC ปัจจุบัน ผสมผสานการฟังสำเนียง Great Britain English กับ American English และ รูปแบบประโยคแบบ Formal และ Informal language กลายมาเป็นการฟังเร็วกึ่งเร็วมาก หรือ เร็วมาก ที่มีอุปสรรคสำเนียงฝรั่ง โดยเฉพาะการลากเสียง ผู้สอบที่ได้คะแนนการฟังน้อย และ ไม่สนใจหาสาเหตุของคะแนนที่น้อย เนื่องจากละเลย การซ้อมจับเวลาการฟังตามหลักวิชาการการฟังถอดรูปประโยคลงลึก เกี่ยวข้องกับ การทำงานระบบสมอง หรือ ซ้อมกับการฟังผิดวิธี กรณีฟังแล้วนิยมแปะคำเพิ่มไปในประโยค แปลภาษาไทยไปเองโดยไม่ได้เปลี่ยนเสียงเป็นการถอดคำออกมา เมื่อมันแปลความหมายแบบคิดไปเอง ย่อมตีกับโจทย์ที่ให้มา คะแนนการสอบมีโอกาสต่ำได้

!!!!! กรุณาอ่านหัวข้อ "ข้อเตือนใจผู้สอบ"  ลำดับล่าสุดที่นี่
หรือ ย้อนหลังได้ทั้งหมดที่ส่วนสุดท้ายหน้าแรกของ
www.krugrienktutor.com

----------------------------------------------------------------------------

@@@ กรุณาอ่านข้อมูลความรู้ปัจจุบันของวันนี้ "สิทธิประโยชน์" ได้ที่ www.pantipmarket.com/items/7075195

อัพเดท 18-12-53 "สิทธิประโยชน์ที่ นร ได้"
ถึงข้อที่ 144

144.  ค่านิยมที่ นร หรือ ผู้สอบไม่สนใจการเรียนลงลึกเพื่อสอบให้ได้ เน้นเรียนไปเรื่อยๆ สอบไม่ได้ไม่เป็นไร หรือ ไม่คิดจะสอบให้ได้คะแนน TOEIC ที่สูง จะทำให้ มีปัญหากับแรงงานต่างชาติที่มีการศึกษาสูงมาแย่งงานในช่วงประเทศไทยเปิดเสรีอาเซียนอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

!!!!! กรุณาอ่านหัวข้อ "สิทธิประโยชน์ที่ นร ได้" ลำดับล่าสุดที่นี่
หรือ ย้อนหลังได้ทั้งหมดที่ส่วนสุดท้ายหน้าแรกของ
www.krugrienktutor.com

 

########################


สถาบันที่แรกในประเทศไทย ที่ อาจารย์สอนด้วยตัวเอง มิใช่ใช้วิดิโอที่สื่อสารทางเดียว นร ถามไม่ได้  อาจารย์ผู้สอนโทรตามด้วยตัวเอง ให้นักเรียน มาเรียนทุกวัน ซ้อมลุยแนวข้อสอบแบบลงลึก และ สอบวัดผลทุกสองชั่วโมง  .....


##### เวลาการเรียนการสอน #######


เวลาทำการเรียนการสอนปกติ
( ช่วงเวลา นร เก่า ตะลุยแนวสอบ ซ้อมลุยแนวข้อสอบลงลึกการฟัง การอ่าน ไวยากรณ์ เพื่อสอบจับเวลาจริงทุกสองชั่วโมง หรือ เก็บตก นร ใหม่ให้ทัน นร เก่า  )

จันทร์ ถึง ศุกร์ ห้าโมงเย็น ถึง สองทุ่มครึ่ง

เสาร์ ถึง อาทิตย์ สิบโมงเช้า ถึง บ่ายสาม

เวลาทำการเรียนการสอนนอกช่วง ( กรณีพิเศษ ปูพื้นฐานหรือเก็บตกให้ นร ใหม่ ให้ทัน นร เก่า )

จันทร์ ถึง ศุกร์ เช้า ถึง ห้าโมงเย็น และ สองทุ่มครึ่ง ถึง สี่ทุ่ม

เสาร์ ถึง อาทิตย์  แปดโมงเช้า ถึง สิบโมงเช้า และ บ่ายสาม ถึง เย็น

---
โดยมีการปูพื้นและเก็บตกหัวข้อดังต่อไปนี้ เพื่อประกอบการเรียนการสอน.... ( โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ... )

// การปูพื้นทักษะระดับประโยค ตำแหน่งคำในประโยค ประเภทคำในประโยค และไวยากรณ์ประเภทอธิบายโครงสร้างประโยค เป็นพื้นฐานที่ระบบการศึกษาของอินเดีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ใช้อยู่ เพื่อเปิดสู่ลงลึกการฟังเพื่อรับมือการฟังเร็วกับถอดรูปประโยคยาวได้ และ เทคนิคลงลึกการอ่าน ด้วยการ Skimming & Scanning เพื่อสอบ TOEIC , IELTS , CU-TEP , TU-GET

// ลงลึกการเขียน ด้วยการลงลึก กลุ่มคำสำนวนภาษาอังกฤษที่ฝรั่งใช้และนิยมออกสอบ เช่น Verb + Preposition , Noun + Preposition และ กลุ่มคำ Prepositoin ที่เก็งสอบมากกว่า 2000 รูปแบบ เพียงมาต่อจิ๊กซอว์รูปประโยค เพื่อลงลึกการฟัง การอ่าน และ การเขียนย่อหน้า หรือ Paragraph ทั้งหมด 8 เชิงความหมาย เพื่อสอบ IELTS และ เปิดสู่เทคนิค Paraphrase Testing ทำให้พูดประโยคยาวได้ต่ำกว่า 10 วินาที ผ่านเกณฑ์ IELTS

// ลงลึกการฟัง เช่น การแก้ Earing ที่เพี้ยนของ นร คำต่อคำ ,การแยกสำเนียงฝรั่งในข้อสอบเทียบเสียงภาษาไทย ทั้ง American English , Great Britain English เพื่อให้ นร รับมือการฟังประโยคยาวที่เร็วได้ , และการถอดรูปประโยคให้โดน Key Word กับประโยคสั้น กลาง ยาว เพื่อรับมือการฟังเร็ว ของ IELTS , TOEIC , CU-TEP

// การลงลึกวิเคราะห์ผ่าชิ้นส่วนของศัพท์เพื่อลง Code จำศัพท์ด้วยทฤษฏีสมอง , การผ่าชิ้นส่วนคำเทียบรากของศัพท์เพื่อใช้เทียบ Key Word และตัด Choice กับข้อที่ทดสอบศัพท์ยากใน Sentence Completion , Text Completion , การเจาะลึก Suffix ของศัพท์มากกว่า 30 ตัว 

// เทคนิคเทียบ Key Word เทียบราก ตัด Choice แบบลงลึก กับข้อสอบทุก Part ของการฟัง การอ่าน ไวยากรณ์  ซึ่งแต่ละ Part ใช้เทคนิคลงลึกไม่เหมือนกัน

// เทคนิควิเคราะห์หลุมพรางสอบ ส่วนใหญ่อยู่ใน Part การฟังและไวยากรณ์

// การลงลึกทำลายอุปสรรคการอ่าน ที่เป็นทักษะระดับประโยค หรือ ศัพท์ยากในบทความ  การอ่านแบบลงลึก Skimming & Scanning พร้อมการหาประโยคที่อธิบายประเด็นในย่อหน้า  การประโยคในบทความเพื่อสรุป Main Idea , และ การเทียบ Key Word ของคำถาม Reading และ เกณฑ์การตัด Choice กับการเทียบ Key Word ทุกแบบเพื่อกลับสู่การค้นหาข้อมูลในเนื้อความ  และ สุดท้าย คือ การลงลึกเทคนิค Reverse Key Word ( ที่ต่างประเทศใช้ ) เพื่อหาศัพท์ง่าย หรือ Key Word ใน Topic Sentence และ Supporting Detail เพื่อนำมาประกอบการเดาศัพท์ยากในบทความได้อย่างรวดเร็ว สอนในประเทศไทยที่แรกที่เดียว ....

และ ไวยากรณ์ที่ต้องใช้สอบ TOEIC  , IELTS , CU-TEP TU-GET ...

// ลงลึก Preposition อย่างต่ำเรียน ต้องเรียน 40 ตัว เจาะลึกในทุก Part of speech ของ preposition แต่ละตัว เพื่อสอบไวยากรณ์ TOEIC

// ลงลึก Connecting Words เรียนให้ครบ เพื่อสอบไวยากรณ์ TOEIC การเชื่อมประโยค ใน หก ประเภท เช่น เชื่อมโยงเชิงเหตุผล เชิงขัดแย้ง และ อื่นๆ

// การปูพื้นฐานไวยากรณ์ที่สำคัญที่ใช้สอบ ได้แก่ Noun Determiner , Pronoun , Adverb , Adjective Clause , Participial Phrase , Adjective Formation , Active & Passive Voice , Active & Passive in Meaning รวมถึง Adjective order 

---

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

เพื่อช่วยเหลือ นร ผลักดันให้สอบได้ นอกจากระบบการเรียนการสอนเป็นแบบไม่จำกัดชั่วโมง

นร สามารถปูพื้นฐานทักษะระดับประโยคเบื้องต้นลงลึกการฟังได้ ก่อนสมัครเรียนจริงได้ สองชั่วโมง

และ นร ได้ปูพื้นฐานไวยากรณ์ทุกบทที่สอบกับ TOEIC , IELTS , CU-TEP TU-GET โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม  นร จะได้สิ่งต่างๆ ต่อไปนี้ ฟรี ....

/ ซีดีโปรแกรมสองแผ่นเป็นข้อสอบโทอิค ที่ นร ทั่วโลก เคลมว่า เป็นโปรแกรมที่ดีที่สุดในโลกที่มาจาก Internet โดยที่ นร ต้องใช้เทคนิคการซ้อมลงลึกไม่ใช่เพียงสอบสุ่มอย่างเดียว

/ หนังสืออย่างดีอย่างหนาสามเล่ม Basic Grammar , Advance Grammar และ เรียนไวยากรณ์ผ่านทักษะระดับประโยคแบบที่ นร ต่างประเทศใช้เป็นพื้นฐานพัฒนาพูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้เร็ว

/ ไฟล์รวบรวม Error ของการฟังและการอ่านแบบลงลึกและ CheckList พร้อมวิธีแก้ , อัพเดทให้ นร ตลอด

/ ไฟล์รวบรวมคำศัพท์ที่เก็งออก TOEIC และ IELTS และ CU-TEP TU-GET มากกว่า 5000 คำ ที่เขียนเป็นระบบ Word Form มากที่สุดในประเทศไทย เพื่อท่องศัพท์โดยใช้ทฤษฏีสมอง

/ นร IELTS ที่สอบพูดฟังอ่านเขียน หรือ นร TOEIC ที่สอบพูดกับเขียน  ได้ไฟล์รวบรวมรูปแบบกลุ่มคำที่นำมาประกอบประโยคใช้ในการพูดและเขียน  

โดยใช้พัฒนา Speaking ให้พูดประโยคยาวได้ต่ำกว่า 10 วินาที  และ พัฒนาสอบ Writing สองข้อของ IELTS โดยเฉพาะข้อแรกที่เป็นกราฟและเปอร์เซ็นต์ และ ข้อที่สอง ที่เป็นการเขียนย่อหน้าเชิงเหตุผล มีมากกว่า 3000 รูปแบบ มากที่สุดในประเทศไทย

อัพเดทตลอด แยกเป็น กลุ่มคำ Noun , Verb , Adj , Connecting Words , กลุ่ม Preposition ที่เป็นสำนวน , Noun + Preposition , Verb + Preposition , Adj + Preposition  โดยนำมาใช้ซ้อมลุยแนวข้อสอบ แล้วสอบทันที  แตกต่างจาก การกางอ่านหนังสือสอนเพียงอย่างเดียว

####################


หลักสูตรที่ทำการเรียนการสอนปัจจุบัน ...


11. คอร์ส CU-TEP แถม TU-GET รับรองผล CU-TEP > 550 , TU-GET > 600 ลงลึกทั้งส่วนการอ่าน การฟัง และ Sentence Completion , Error Recognition สอน,ซ้อมลุยแนวข้อสอบ, และ สอบ ทุกสองชั่วโมง

ราคาคอร์ส : หลักสูตรราคา 7499 บาท  หรือ บัดดี้มีส่วนลด หรือ นร เก่ามีส่วนลด
( ถ้า นร หรือ ไม่ใช่ นร สถาบัน แนะนำผู้มาเรียนคอร์สกับสถาบัน จะได้เรียนคอร์สพูดฟรี ภายใน 2 เดือน )
 
ลักษณะ : ระบบเรียนไม่จำำกัดชั่วโมง
 
----

10. คอร์ส Speaking ลงลึกใช้เทคนิค Paraphrase Testing ที่ทำให้ นร ผ่านเกณฑ์สอบ IELTS พูดประโยคยาวได้ < 10 วินาที โดยไม่ต้องแปลภาษาไทยหนึ่งคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำ และพูดได้ตามอธิบายเนื้อหา Paragraph เป็นลักษณะ 8 เชิงได้ 


ราคาคอร์ส : หลักสูตรราคา 5499 บาท  หรือ บัดดี้มีส่วนลด หรือ นร เก่ามีส่วนลด
( ถ้า นร หรือ ไม่ใช่ นร สถาบัน แนะนำผู้มาเรียนคอร์สกับสถาบัน จะได้เรียนคอร์สพูดฟรี ภายใน 2 เดือน )
 
ลักษณะ : ระบบเรียนไม่จำำกัดชั่วโมง

----

9. คอร์สลงลึกเฉพาะการเขียน Writing เป็นการเขียน Paragraph 8 แบบ ที่ใช้สอบ TOEIC , IELTS ด้วยเทคนิค ที่ นร อินเดีย บังคลาเทศ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ใช้สำนวนกลุ่มคำพันกว่ารูปแบบพัฒนาการเขียนรูปแบบประโยคลงลึก ทำลายอุปสรรคที่ นร ไทย แปลภาษาไทยหนึ่งคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำ


ราคาคอร์ส : หลักสูตรราคา 7499 บาท  หรือ บัดดี้มีส่วนลด หรือ นร เก่ามีส่วนลด
ลักษณะ : ระบบเรียนไม่จำำกัดชั่วโมง

----

ุ8. คอร์สเฉพาะลงลึกการฟัง เพื่อพิชิตข้อสอบ TOEIC และ IELTS คอร์ฺส Advance ต่อยอดการปรับ Earing ที่เพี้ยน สู่การ ถอดรูปประโยคขนาดยาว ขณะฟัง ให้โดน Key Word ในประโยค ด้วยเทคนิคการเดาตำแหน่งคำและโครงสร้างประโยคล่วงหน้าขณะฟัง  

ราคาคอร์ส : หลักสูตรราคา 5499 บาท  หรือ บัดดี้มีส่วนลด หรือ นร เก่ามีส่วนลด
ลักษณะ : ระบบเรียนไม่จำำกัดชั่วโมง

ุ----

7. คอร์สเฉพาะลงลึกการฟัง เพื่อพิชิตข้อสอบ TOEIC  คอร์ฺสพื้นฐาน แก้ไข Earing ที่เพี้ยน และ ทำลายอุปสรรคการฟังสำเนียงฝรั่งแบบ Great Britain English และ ถอดรูปประโยคขนาดสั้นและกลางขณะฟังให้โดน Key Word ในประโยค   

ราคาคอร์ส : หลักสูตรราคา 5499 บาท  หรือ บัดดี้มีส่วนลด หรือ นร เก่ามีส่วนลด
ลักษณะ : ระบบเรียนไม่จำำกัดชั่วโมง   

----

ุ6. คอร์สเรียน TOEIC  คอร์สไพรเวท ไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที เร่งเรียนเร่งสอบ อ โทรตาม นร มาเรียน(  จากข้อมูลคอร์สที่ 4 )

ราคาคอร์ส : หลักสูตรราคา 11,999 บาท  ( ถ้าเป็นบัดดี้มีส่วนลด )
ลักษณะ : ระบบเรียนไม่จำำกัดชั่วโมง  ไพรเวทตัวต่อตัว หรือ บัดดี้มีส่วนลด 

----

5. คอร์สเรียน TOEIC รายชั่วโมง ไพรเวท (  จากข้อมูลคอร์สที่ 4 ) และ มีการลงลึกเรียนการฟัง การอ่าน ซ้อมลุยแนวข้อสอบ และ สอบในทุกชั่วโมง

ราคาคอร์สรายชั่วโมง  : 300 บาทต่อชั่วโมง 
ลักษณะ :   ระบบรายชั่วโมง  ( ถ้าเป็นบัดดี้มีส่วนลด ) 

----

4. คอร์สเรียน TOEIC  คอร์สรวมไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที เร่งเรียนเร่งสอบ อ โทรตาม นร มาเรียน
   พร้อมลงลึกการฟังถอดรูปประโยค แก้ Earing ที่เพี้ยน ลงลึกเทคนิควิเคราะห์หลุมพรางสอบ เทคนิคลงลึก Suffix ผ่าชิ้นส่วนคำเทียบราก เดา Unseen Vocab และ เก็บตกไวยากรณ์ 8 บทที่ใช้สอบ TOEIC  รวมถึง ลงลึกการอ่าน Skimming Scanning ด้วยทักษะระดับประโยค กับ เทคนิคหา Key Word ใน Topic เดาศัพย์ยากในบทความ เพื่อ เทียบ Key Word ตอบคำถาม  และ มีการลงลึกเรียนการฟัง การอ่าน ซ้อมลุยแนวข้อสอบ และ สอบในทุกสองชั่วโมง

ราคาคอร์ส : 7,499
ลักษณะ : คอร์สรวมระบบไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที เร่งเรียนเร่งสอบ อ โทรตาม นร มาเรียน ( ถ้าเป็นบัดดี้มีส่วนลด )

----

3. หลักสูตรเพิ่มคะแนนสอบ TOEIC เร่งรัด แบบไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที เร่งเรียนเร่งสอบ อ โทรตาม นร มาเรียน โดยเพียงซ้อมลุยแนวข้อสอบ ลงลึกการฟังการอ่าน เฉลยแนวข้อสอบไวยากรณ์ และ ศัพท์ โดยไม่ได้เก็บตกไวยากรณ์ 8 บทที่ใช้สอบ TOEIC

ราคาคอร์ส : 5499 บาท
ลักษณะ : คอร์ส รวม แบบ ไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที เร่งเรียนเร่งสอบ อ โทรตาม นร มาเรียน( ถ้าเป็นบัดดี้มีส่วนลด )

----

2. ( ปรับปรุง ) หลักสูตรของเพิ่มคะแนนสอบ IELTS นร. เรียนไพรเวทตัวต่อตัว  ปูพื้น Basic & Advance Grammar ฟรี และ บวกคอร์สลงลึก นวตกรรมพัฒนาการ ฟัง + อ่าน ฟรี แบบ ไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที เร่งเรียนเร่งสอบ อ โทรตาม นร มาเรียน

ราคาคอร์ส : หลักสูตรราคา 11,999 บาท
ลักษณะ :   ระบบเรียนไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที เร่งเรียนเร่งสอบ อ โทรตาม นร มาเรียน ไพรเวทตัวต่อตัว หรือ บัดดี้มีส่วนลด 

----

1. หลักสูตร เรียนไวยากรณ์ Basic Grammar , Advance Grammar ผ่านทักษะระดับประโยค ทุกบท เพื่อสอบภาษาอังกฤษ ศึกษาต่อระดับที่สูงขึ้น 

ราคาคอร์ส : หลักสูตรราคา 5499 บาท  หรือ บัดดี้มีส่วนลด  หรือ นร เก่ามีส่วนลด
ลักษณะ : คอร์สรวม แบบไม่้จำกัดชั่วโมง ภายใน 3 เดือน

########################################


*** สถาบันใช้ระบบไม่จำกัดชั่วโมงเร่งเรียนเร่งสอบ สมัครเรียนได้เรียนทันที ยืดหยุ่นเวลาเรียน เรียนได้เจ็ดวัน ช่วงเวลาพิเศษได้เรียนแบบ ไพรเวท เพื่อ ผลักดันให้ นร คะแนนก้าวกระโดดระยะเวลาไม่นาน จำนวนมาก แบบ เดือนต่อเดือน  แตกต่างจาก ระบบประกันผลประเภท รอเรียน 1 สัปดาห์ หนึ่งหรือสองครั้ง หรือ รอเปิดคลาส  และ ใช้เวลาเรียนนาน เมื่อสอบไม่ได้ รับประกันผล ให้กลับมาเรียนซ้ำลากยาว ทำให้ นร ไม่สามารถได้คะแนนก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นได้ 


!!!  ด้วยระบบสถาบันที่ทำให้ นร ลงลึกได้คะแนนก้าวกระโดดจำนวนมากเดือนต่อเดือน จึงไม่ต้องใช้วิธีการตัดราคาหาลูกค้าใหม่มากๆ เพราะสถาบันกำหนดราคาเรียนไม่แพงและเป็นระบบไม่จำกัดชั่วโมง และ สถาบันไม่ได้มอง และไม่เคยมอง นร เป็นลูกค้า แต่สถาบันมอง นร เป็นทรัพยากรของประเทศไทยที่พัฒนาได้ ไม่แพ้ นร อินเดีย บังคลาเทศ สิงคโปร์ และ ฟิลิปปินส์ ผู้สอนถึงมีกำลังใจที่ผลักดัน นร เพราะ สอนช่วย นร ช่วยสังคม แตกต่างจากการสอนเน้นหาลูกค้ามากๆ แต่ผลลัพธ์ที่สอบได้มีจำนวนน้อย  

        ดังนั้น สถาบันจึงตัดปัญหาไปเลย จึงจัดเป็นระบบไม่จำกัดชั่วโมงเร่งเรียนเร่งสอบ ซึ่งดำเนินการมาหลายปี สถาบันจะไม่เหมือนที่อื่น และ ไม่ถูกบังคับให้เหมือนที่อื่น ทำให้ นร สอบได้คะแนนก้าวกระโดดจำนวนมาก ตามประจักษ์พยานที่ผ่านระบบไม่จำกัดชั่วโมงข้างล่าง นร เข้ามาพบ อ. ที่สถาบันได้
      
 ภายใต้ระบบไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที เร่งเรียนเร่งสอบ ในลักษณะเดือนต่อเดือน และ อ โทรตาม นร มาเรียน เรียนจนผลักดันให้ นร สอบได้ รวมถึง ถ้า นร มุ่งมั่นจริง นร สามารถมาเรียนได้เจ็ดวัน เป็นการเรียนแบบสอนสดแก้ไขจุดอ่อนของ นร โดยที่ไม่มีการสอนแบบวิดิโอ เพราะ วิดิโอไม่สามารถทำให้ นร ถามกลับเพื่อแก้ไขจุดอ่อนลงลึกการฟังการอ่านไวยากรณ์ให้ นร ได้

       รวมถึง นร ใหม่ สามารถเรียนเก็บตกให้ทัน นร เก่า ได้ ยิ่งกว่านั้น ในช่วงเวลาพิเศษ  นร ทุกคนสามารถเรียนแบบไพรเวทเพื่อเก็บตกให้ทัน นร คนอื่นได้ โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม โดยจ่ายในราคาคอร์สปกติ

      ( แตกต่างจาก ระบบเรียนที่ไม่มีการปูพื้นก่อนสมัครเรียน และ แตกต่างจากระบบเรียนที่ นร สมัครแล้ว นร ต้องรอเปิดคลาส แล้ว เรียนคลาส ลากยาว นาน ๆ  แล้วถ้า นร สอบได้คะแนนต่ำ หรือ สอบไม่ผ่าน ก็รับประกันผลให้กลับมาเรียนซ้ำลากยาว ซึ่งสถาบันทำแบบดังกล่าวไม่ได้ เพราะ สถาบันต้องเร่งสอนเร่งสอบ นร เพื่อนำรายชื่อผู้ที่สอบได้ เดือนต่อเดือน ขึ้นบนเว็ป เพื่อประโยชน์ต่อการสมัครงานหรือศึกษาต่อของ นร )
 
      (  สถาบันจะลงลึกแก้ไขจุดอ่อน นร ได้ โดย สามารถสอนเพิ่มเติมสอนไวยากรณ์ 8 บท เทคนิควิเคราะห์หลุมพรางสอบ เทียบ Key Word ตัด Choice เชิงลึก เทคนิคผ่าชิ้นส่วนคำเทียบราก เทคนิค Reverse Key Word ลงลึกการฟังแก้ Earing เพี้ยนและถอดรูปประโยคการฟัง เพื่อ นร มีความรู้ไปสอบข้อสอบชุดยาก TOEIC และ ข้อสอบ Unseen IELTS หรือ CU-TEP รวมถึง การตะลุยแนวข้อสอบทุก Part เข้มข้นลงลึก สอบทุกสองชั่วโมง กับ ข้อสอบที่ใกล้เคียงศูนย์สอบ โดย นร ไม่เสียเงินเพิ่ม....

       แตกต่างจาก การตะลุยแค่แบบฝึกหัดขายตามท้องตลาด หรือ ตะลุยแบบฝึกหัดในInternet อย่างเดียว โดย นร ไม่เติมความรู้เพิ่ม นร จะขาดความรู้ลงลึกทำข้อสอบ Unseen ทำให้ สอบหลายครั้ง คะแนนจะขึ้นยาก เนื่องจากศูนย์สอบเชิงการค้าทุกราย ไม่นิยมเอาแบบฝึกหัดข้อสอบตามท้องตลาด หรือ แบบฝึกหัดใน Internet มาออกสอบจริงซ้ำ ทำให้เขาเสียผลประโยชน์ ...

        และ แบบฝึกหัด Listening ในท้องตลาดเป็นแบบช้าหมด ตรงข้ามกับข้อสอบจริงที่เป็นการฟังที่เร็วมาก ทำให้ศูนย์สอบไม่เสียผลประโยชน์ สถาบันจึงต้องให้ นร เรียนลงลึกทำให้รับมือการฟังเร็ว และ นร สถาบันจะได้เปรียบกับการสอบการฟังของข้อสอบชุดยาก TOEIC ทำให้ได้คะแนนเพิ่มจาก Percentile Rank เทียบกับคนที่ฟังเร็วไม่ได้ในห้องสอบเดียวกัน   )

*** ภายใต้ระบบเรียนไม่จำกัดชั่วโมง พิเศษกว่า คือ มี นร หลายคน ที่สอบ TOEIC ผ่าน 550 , 600 , 700 ไปแล้ว หรือ ผ่าน IELTS 6.0 หรือ ผ่าน CU-TEP ,TU-GET ไปแล้ว นร ดังกล่าว ก็ยังกลับมาเรียนที่สถาบันได้ ไม่มีปัญหาอะไร


*** ภายใต้ระบบไม่จำกัดชั่วโมง รับประกันผลการสอบก้าวกระโดด  TOEIC , IELTS , CU-TEP TU-GET จากเกณฑ์การผ่านการซ้อมการฟังการอ่านลงลึก ตามสถิติ นร เก่า ที่ผ่านเกณฑ์ สอบ การฟัง TOEIC > 400 แต้ม และ  สอบทุกสองชั่วโมง ทำให้ นร ได้คะแนนก้าวกระโดด ดังรายชื่อข้างล่าง   
 
???? รบกวน นร ช่วยทบทวนคอร์สอัพเดท เดือนมีนาคม 2554 และ เวลาทำการเรียนการสอน เขียนข้างล่าง
( สำหรับผู้สนใจสอบเฉพาะ TOEIC ดูคอร์ส 3 และ 4  )


########### เกณฑ์ของสถาบันที่ใช้ซ้อมก่อนและสอบทุกสองชั่วโมงที่สถาบัน การันตีคะแนนก้าวกระโดด ตามสถิติของ นร สถาบันที่สอบผ่านได้ คะแนนการฟัง > 400 จาก 495 หรือ > 360 จาก 495 #######

สถาบันมีเทคนิคการแยกเสียงสำเนียงฝรั่งที่ฟังยาก ( อมเสียง หดเสียง ลากเสียง ฯลฯ ) เพื่อรับมือการฟังเร็วที่สุดของ โทอิคชุดยาก Redesigned Test และ ข้อสอบ IELTS ที่พัฒนายากขึ้น ซึ่งเป็นสำเนียง ของ Great Britain English

โดยที่ สถาบันมีเทคนิคแยกสำเนียงฝรั่งเทียบเสียงภาษาไทย ให้ นร พัฒนาทักษะการฟังเพื่อเพิ่มประสบการณ์กับการรับมือการฟังเร็ว เช่น เสียงสำเนียงฝรั่งพื้นฐาน กับ คำ Participle ความหมาย Passive ที่ขึ้นเสียงสูงเทียบกับเสียงภาษาไทย หรือ คำที่ลงท้ายด้วยตัว T ที่ไม่ใช่เสียง ต เต่า อย่างที่ นร เข้าใจ และ อื่นๆ อีกมากมาย   

รูปแบบประโยคที่อุปสรรคสำเนียงฝรั่ง ที่มีการอมเสียงหดเสียงลากเสียงเสียงเหมือนเสียงคล้ายเสียงหลอน มากกว่า 1000 รูปแบบประโยค ทำให้ นร สถาบันมีคะแนนก้าวกระโดดการฟังและถึงจะสอบในภายหลัง คะแนนการฟังจะถอยหลังยาก .... : )

การที่ นร ฝึกถูกวิธีและเรียนลงลึก ทำให้ นร เกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะการรับมือข้อสอบการฟังที่เร็วที่สุดในโลกแบบ TOEIC โดยที่ สถาบันเป็นที่เดียวในประเทศไทยที่แยกสำเนียงฝรั่งเทียบเสียงภาษาไทย และ ประยุกต์ใช้ความรู้ทักษะระดับประโยคทำลาย Noise การฟัง อันเกิดจาก นร ปรุงแต่งเสียงไปเอง หรือ อุปสรรคสำเนียงฝรั่ง 8 แบบ รวมถึง เกณฑ์ที่ต้องฝึกให้ผ่านการซ้อมเพื่อทำให้คะแนนก้าวกระโดดดังนี้

1. ถ้า นร สามารถผ่านเกณฑ์ ในการถอดรูปประโยค Short Talk ได้สอง Short Talk โดยที่อาจารย์เขียนบนกระดาน ภายในการเรียนหนึ่งคาบ นั่นคือ มาตรฐานของ นร สถาบันที่ได้คะแนนการฟังเกิน 360 แน่นอน ( แต่ นร กลับไปบ้านฝึกเองห้ามเขียนลงในกระดาษเพราะทำให้สอบจริงทำไม่ได้ )

2. การสอบข้อสอบนิวโทอิค Part การฟัง ในPart ใด ทุกสองชั่วโมงที่สถาบัน นร คนใดที่สามารถทำคะแนนเกาะได้ 20 ข้อ จาก 30 ข้อ นั่นคือ คะแนนมาตรฐานแค่ครึ่งหนึ่ง ที่สถาบันกำหนดในสูตรพยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้า แต่ถ้าใครสามารถทำได้เกาะอยู่ที่ 20 ถึง 25 ข้อ แสดงว่า เป็นเกณฑ์ของ นร สถาบันที่ผ่านมาที่ทำให้ได้คะแนนการฟังมากกว่า 360 ถ้าเกาะที่ 25 ข้อจาก 30 ข้อในการสอบนิวโทอิคจริงในแต่ละ Part การฟัง ติดกันมากกว่า 4 ครั้ง นั่นคือ คะแนนของ นร สถาบันที่ได้เกิน 400 แต้ม

3. นร สถาบัน คนใดที่ ทำลาย Halo Effect และ สามารถถอดรูปประโยคได้อย่างต่ำ 70 % ภายใน 4 วินาที จากการสอนที่มีการแยกสำเนียงฝรั่งแบบอมเสียงหดเสียงลากเสียงเสียงเหมือนเสียงคล้าย เทียบเสียงภาษาไทย กับประโยคระดับความยาวมาก ภายในครั้งแรกที่แยกสำเนียง ถ้า ...ภายในครั้งแรก นั่นคือ นร สถาบันคนนั้น จะได้คะแนนเกิน 400 แต้มแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว

4. นร สถาบันคนใดที่สามารถทำคะแนนสอบ Reading โดยใช้ เทคนิค Reverse Keyword มาช่วยเดา Unseen Vocabulary ได้อย่างคล่องแคล่วและเร็ว รวมถึง การแบ่งตำแหน่งประโยคช่วงอ่าน Skimming และ จิ้มคำระบุ Part of speech ในช่วง Scanning ได้ และ ทำสอบการอ่านนิวโทอิคจับเวลาจริงได้คะแนนเลยครึ่งหนึ่งโดยเฉลี่ยทุกครั้งที่สอบ มีโอกาสได้คะแนนเลย 300 จาก 495 แน่นอน จากประจักษ์พยาน นร สถาบันที่เว็ปบอร์ด www.krugrienktutor.com

5. นร สถาบันคนใดที่สามารถทำคะแนนสอบส่วน Text Completion และ Sentence Completion ที่เป็น การถาม Unseen Vocab มากกว่าจำนวนข้อครึ่งหนึ่งที่นิวโทอิคมีในชุดนั้น ก็สามารถมีโอกาสได้คะแนนเลย 300 จาก 495 แน่นอน จากประจักษ์พยาน นร สถาบันที่เว็ปบอร์ด www.krugrienktutor.com

หมายเหตุ : สถาบันจะทำการแยกสำเนียงฝรั่ง อมเสียง หดเสียง ลากเสียง เสียงเหมือน เสียงคล้าย เสียงหลอน เทียบเสียงภาษาไทย กับรูปแบบประโยคสำเนียงฝรั่ง ระดับพันแบบ รับมือการฟังเร็ว ถอดรูปประโยคอย่างน้อยสุด 70 % ทำลาย Halo Effect การฟัง ก่อน 4 วินาที แปลไทยได้อัตโนมัติไม่ผิดเพี้ยน ตามเทคนิค ที่ นร ต่างชาติใช้

ดังนั้น สถาบันจะเร่ง นร ที่มาเรียนต่อเนื่อง ให้เรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคที่ใช้สอบ TOEIC , IELTS , CU-TEP TU-GET ทุกหัวข้อ ลงลึกศัพท์ ลงลึกทำลายอุปสรรคฟังอ่าน ภายใน 6 - 15 วัน เพื่อได้ความรู้มากพอทำข้อสอบจริง TOEIC , IELTS ทุก 2 ชั่วโมง จับเวลาจริง เพื่อดูค่าเฉลี่ยผ่านเกณฑ์

( การันตี TOEIC การฟัง มากกว่า 360 และ 400 รวม TOEIC > 700 ตามการผ่านเกณฑ์ของ นร ของสถาบันที่เรียนอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จมาแล้ว  )

############

#### ข้อมูลเนื้อหาหลักความรู้ที่ นร ไทยได้ #####

@ หัวข้อนวตกรรม ระบบการสอน ต่างๆ ได้แก่

1. CheckList 8 ข้อ ที่ระบุจุดอ่อนและอุปสรรคการฟังภาษาอังกฤษ โดยที่ สถาบันปรับจากเทคนิค นร ต่างชาติ ( อินเดีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ) ลงลึกการฟังตรวจสอบจุดอ่อนอุปสรรคการฟังของ นร ไทย รวมถึง ประยุกต์ทฤษฏีสมอง บวก เทคนิคเข้าสติสู่การพัฒนา Earing การฟังได้เร็ว ด้วยวิธีกลั้นหายใจ ปล่อยลมหายใจ

เนื่องจากศูนย์สอบโทอิค ETS เป็นศูนย์สอบเชิงการค้า จะมีข้อสอบ Listening ที่เร็วที่สุดในโลกตอนนี้แล้ว ดังนั้น ตำราหรือเอกสารที่ขายตามท้องตลาดเกือบทั้งหมด ไม่น่าจะมีความเร็ว Listening ในแบบฝึกหัดเท่ากับข้อสอบจริงในศูนย์สอบ ด้วยเหตุผลการจัดศูนย์สอบเชิงการค้า

นวตกรรมการที่ อ. แยกเสียงสำเนียงฝรั่งให้ฟัง ทำลายอุปสรรคสำเนียงฝรั่งที่เป็น Noise การฟังด้วยทักษะระดับประโยค จึงเป็นเทคนิคที่ปรับจาก เทคนิค นร ต่างชาติ เพื่อรับมือการฟังที่เร็วที่สุดในโลกโดยเฉพาะ

2. ระบบการพัฒนาการฟังลงลึกด้วยการทำลาย Halo Effect ก่อน 4 วินาที และ ทำลาย Noise การฟัง ด้วยการใช้ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์บางเรื่อง ( Halo Effect คือ การฟังแล้วไม่สามารถแปลภาษาไทยตามอัตโนมัติได้อย่างครอบคลุม หรือ ฟังแล้วสมองว่าง หรือ จับคำได้เป็นหย่อมๆ หรือได้คำสุดท้าย แต่ไม่สามารถสรุปความหมายของประโยคที่ฟังได้ )

แตกต่างจากระบบการสอนการฟังที่ติวแบบสบายคนติว เช่น แตกต่างจากการกางตำราหรือกางเฉลยอ่านให้ นร ฟัง ซึ่ง นร กางอ่านเองที่บ้านก็ได้

หรือ การโยน Tape Script การฟังให้กับ นร อ่านไปพร้อมๆกับฟัง ซึ่งตอนสอบ IELTS หรือ TOEIC ไม่มี Tape Script ให้ นร อ่าน คนที่ฝึกแบบนี้ จะถูกทำลายความมั่นใจในการฟังในตอนสอบจริงมากกว่า 90 % และจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อเริ่มสอบจริงๆไปแล้ว ....

หรือ การบอกให้ นร จิกคำที่ฟังตามความพอใจ ตามความคุ้น คุ้นคำไหนก็จิกคำนั้น แต่ปริมาณคำที่จิกได้ต่อหนึ่งประโยคมีน้อยมาก อาจแค่หนึ่งสองหรือสามคำ เมื่อเทียบกับหนึ่งประโยคที่มีโอกาสยาวถึง 25 ถึง 40 คำ แล้วบอกให้ นร สรุปความหมายไปเอง หรือ มั่วความหมายไปเลย

โดยที่ นร ที่ขาดประสบการณ์และชั่วโมงบินการฟัง จะไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างคำที่จิกได้เป็นหย่อมๆ ไม่รู้ว่าคำที่จับเป็นหย่อมๆ เป็นตำแหน่งใดของประโยคและคำประเภทใด และ สัมพันธ์กับคำอื่นๆ อย่างไร แล้วม้นจะแปลภาษาไทยตามโดยอัตโนมัติอย่างครอบคลุม Keyword ได้อย่างไร

ถ้าระบบการเรียนการฟังที่แค่สรุปความหมายไปเอง ประมาณความหมายไปเอง มั่วความหมายไปเลย ผิดก็ช่างมัน จะทำให้มีผลต่อการยากต่อการพัฒนาการฟัง และ จะทำลายความน่าเชื่อถือตัวเอง ต่อ นายจ้าง นายจ้างจะไม่กล้าเชิญเข้าห้องประชุม มาจดข้อมูลจากการฟังฝรั่งที่เข้ามาร่วมประชุม

3. ขั้นตอน How To ลงลึก การฟัง การอ่าน และ การทำสอบไวยากรณ์ และ ศัพท์ ของข้อสอบ รีดีไซน์ TOEIC หรือ IELTS และ เทคนิคช่วยลดความเสี่ยงการทำสอบ ลดการกามั่วลง ยกระดับ การเทียบ Key Word และ ตัด Choice แบบลงลึก รับมือข้อสอบ TOEIC ที่ต้องวิเคราะสองชั้น และ ตัวอย่างวิเคราะห์หลุมพรางสอบมากสุดในประเทศไทย อัพเดทเรื่อยๆ

4. เทคนิคการเดาศัพท์ Unseen สำหรับ สอบใน Part Sentence Completion และ Text Completion ด้วยการใช้เทคนิคการเทียบรากที่ นร ต่างชาติใช้ และ การใช้เทคนิค Reverse Keyword หา Key Word ในบทความ Reading เพื่อช่วยเดา Unseen Vocab ได้ดียิ่งขึ้น

5. นวตกรรมการทำลายอุปสรรคการอ่าน เดาศัพท์ Unseen ด้วยเทคนิคใช้ Key Word ย้อนกลับในประเด็น หรือ Reverse Keywords มันเป็นทักษะที่ นร ต้องฝึกอย่างคล่องแคล่วในบทความที่หลากหลายทั้ง Single และ Double Passage


6. นวตกรรมลงลึกการผ่าโครงสร้างคำศัพท์ ด้วยทฤษฏีสมอง หรือ One-on-One Testing Vocabulary Technique แล้วเข้ามาสู่การทดสอบ One-on-one Testing กับ ศัพท์ นับร้อยข้อในรูป Word Form บนกระดาน ก็จะมีโอกาสพัฒนาคะแนนในการสอบจริงทุก 2 ชั่วโมงที่สถาบันได้

7. นวตกรรมลงลึกการฟังภาษาอังกฤษด้วยทฤษฏีสมองฟังแล้วถอดเป็นประโยค หรือ Prediction in Advance Technique


8. นวตกรรมเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปแบบและทักษะระดับประโยค ที่เป็นพื้นฐานการศึกษาตัวภาษาอังกฤษของ นร อินเดีย บังคลาเทศ สิงคโปร์ และ ฟิลิปปินส์


9. สถาบันพัฒนาสูตรพยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้าโดยเก็บคะแนนจากการสอบจริงรีดีไซน์ของ นร สถาบัน ทุกชั่วโมง อาจารย์จะมีสูตรคำนวณ 4,3,2,1 / 250 - 445 ซึ่งคำนวณพยากรณ์คะแนนสอบโทอิคของนร. ให้ผลได้ใกล้เคียงกับ สูตรคิดคะแนนถ่วงน้ำหนักข้อสอบโทอิคของศูนย์สอบโทอิค ETS ในปัจจุบัน

10. นวตกรรม Sentence-To-Sentence พัฒนาคะแนนการเขียน ด้วยวิธี มีรูปแบบประโยคสำเร็จรูปเพียงมาต่อจิ๊กซอว์รูปประโยคบวกกับ เรียนไวยากรณ์ ผ่านรูปประโยคเพียงบางเรื่อง เช่น Connecting Words , Preposition , Participial , Adjective Order , Adjective Formation , Active in Meaning , Passive in Meaning ,Pronoun , Noun Determiner และ อีกบางเรื่อง ก็เพียงพอ กับการพัฒนาการเขียน ตามเกณฑ์ของ โทอิค และ IELTS เพื่อพัฒนาการเขียนย่อหน้า หรือ Paragraph ทั้งหมด 8 เชิงความหมาย ได้แก่

การเขียนเชิงยกตัวอย่าง , การเขียนแสดงเหตุผล , การเขียนอธิบายกระบวนการ , การเขียนแสดงเปรียบเหมือนเปรียบต่าง , การเขียนให้คำจำกัดความ , การเขียนแบบจัดประเภทหรือจัดกลุ่ม , การเขียนเชิงบรรยาย , การเขียนเชิงเล่าเรื่อง , การเขียนเชิงโต้แย้ง

11. นวตกรรม Sentence-To-Sentence พัฒนาคะแนนการเขียน ด้วยวิธี มีรูปแบบประโยคสำเร็จรูป หรือ กลุ่มคำสำนวนภาษาอังกฤษที่ฝรั่งใช้และนิยมออกสอบ TOEIC , IELTS ที่เป็น Verb + Preposition , Noun + Preposition และ กลุ่มคำ Prepositoin ที่เก็งสอบมากกว่า 2000 รูปแบบ เพียงมาต่อจิ๊กซอว์รูปประโยคบวกกับ เรียนไวยากรณ์ ผ่านรูปประโยคเพียงบางเรื่อง ก็เพียงพอ กับการพัฒนาการเขียน ตามเกณฑ์ของ โทอิค และ IELTS เพื่อพัฒนาการเขียนย่อหน้า หรือ Paragraph ทั้งหมด 8 เชิงความหมาย และ พูดประโยคยาวได้ต่ำกว่า 10 วินาที

การเลือกรูปประโยค&ไวยากรณ์ที่สั้นกระชับให้สอดคล้องเข้ากับตำแหน่งคำในประโยค 4ตำแหน่ง โดยที่ สถาบันมีรูปแบบประโยคที่ฝรั่งนิยมใช้พูดเป็นรูปแบบที่กระชับและไม่เยิ่นเย้อ ทั้งภาษาที่ฝรั่งนิยมใช้ หรือ ภาษาเขียน หรือ ภาษา Business English เป็นระดับพันรูปแบบ เลือกมาใช้เจาะลึกลงในแต่ละตำแหน่งคำในประโยค ตั้งแต่ ประธาน ภาคแสดง ส่วนเติมเต็ม กรรม ส่วนขยายประโยค ผสมผสานการเลือกไวยากรณ์และทักษะระดับประโยค

ส่งผลให้ นร สามารถฝึกการเขียนด้วยวิธีพัฒนาการเขียนให้มี Grammatical Accuracy มากขึ้น ด้วยการใช้ชิ้นส่วนประโยคระดับเป็นพันรูปแบบที่ลงลึกกว่ารูปแบบประโยคเจาะลึกไปที่ตำแหน่งในประโยค ใช้ในการฝึกพูด จนเกิดทักษะการเลือกใช้รูปแบบประโยคได้เร็วและมีประสิทธิภาพ การเขียนจะพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดดตามมา

12. เทคนิค Paraphrase  Testing พัฒนาการพูดภาษาอังกฤษ ที่ใช้ทำลาย Halo Effect การพูด ทำลายความเคยชินของ นร ไทย ที่ชอบแปลไทยหนึ่งคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำ ทำให้ความหมายเพี้ยนหรือพูดช้ากว่า 10 วินาที เป็นวิธีที่ทำให้ นร ที่มีพื้นฐานพูดภาษาอังกฤษในรูปแบบประโยคที่หลากหลายได้ในระยะเวลาอันสั้น และ ผ่านการทดสอบแบบ Paraphrase Testing ได้อย่างก้าวกระโดดและรวดเร็ว เพื่อใช้สอบ TOEIC , IELTS

ทำให้ทำลายอุปสรรคการพูด หรือ Halo Effect การพูด ก่อน 4 วินาที ได้แก่ เปลี่ยนการแปลไทยหนึ่งคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำแบบคำต่อคำ เป็นการเลือกรูปประโยค ทักษะระดับประโยค ไวยากรณ์ มาใช้ได้เลยก่อน 4 วินาที

( เทคนิค Paraphrase คือ การแปลภาษาไทยจากประโยคสั้น กลาง ยาว ให้กลายเป็นประโยคภาษาอังกฤษ โดยเลี่ยงการแปลไทยคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำ และ เลี่ยงแนวคิด Perfectionist ต้องแปลให้เหมือนภาษาไทยโดยยังบีบตัวเองจำกัดทางเลือกในรูปประโยคภาษาอังกฤษที่ตัวเองใช้อยู่ )

##################  

!!!  ด่วน  ...  เพื่อช่วยเหลือ นร หลังวิกฤตน้ำท่วม ปี 54 จนถึง การเปิดเสรีแรงงานอาเซียนไม่ถึงสามปีข้างหน้า 

ที่มีสภาพตลาดแรงงานมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ....

- ผู้สมัครคอร์ส TOEIC พัฒนาการฟังการอ่าน  สถาบันแถมคอร์ส IELTS ส่วนพัฒนาการฟังการอ่านให้ เช่นเดียวกัน

- ผู้สมัครคอร์ส TOEIC พัฒนาการพูดการเขียน สถาบันแถมคอร์ส IELTS ส่วนพัฒนาการพูดการเขียนให้ เช่นเดียวกัน

- ผู้สมัครคอร์ส IELTS ปกติ สถาบันแถมคอร์ส TOEIC ให้ด้วยอยู่แล้ว   

- นร ผู้ประสบปัญหาวิกฤตน้ำท่วมบ้านเรือน สามารถนำหลักฐานอ้างอิงประสบอุทกภัย สามารถสมัครเรียนกับสถาบันแล้ว ได้ส่วนลดราคาครึ่งหนึ่งกับคอร์สตะลุยโจทย์ TOEIC ( เฉพาะราคาครึ่งหนึ่งของ 5499 ไม่รวมคอร์สประเภทราคาอื่น ) 

   สอดคล้องกับ นโยบายของมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งที่ช่วยเหลือ นร วิกฤตน้ำท่วม ด้านค่าลงทะเบียน เช่น มอรังสิต มอรามคำแหง ฯลฯ

- นร ผู้ที่เป็นจิตอาสาช่วยเหลือผู้ประสบภัย สามารถนำหลักฐานจากมหาวิทยาลัยตนเอง สามารถมาสมัครเรียนกับสถาบันแล้ว ได้ส่วนลดราคาครึ่งหนึ่งกับคอร์สตะลุยโจทย์ TOEIC ( เฉพาะราคาครึ่งหนึ่งของ 5499 ไม่รวมคอร์สประเภทราคาอื่น ) 

   เช่น นร จิตอาสา ในนโยบายช่วยเหลือผู้ประสบภัยของ มอ ธรรมศาสตร์ , มอ ธุรกิจบัณฑิต , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ

- นร ผู้ที่สอบกับศูนย์สอบ TOEIC หลายครั้ง เสียเงินจำนวนมาก แต่คะแนนไม่ขึ้น หรือ คะแนนขึ้นยาก นร สามารถนำหลักฐานมาอ้างอิง ได้ส่วนลดราคาครึ่งหนึ่งกับคอร์สตะลุยโจทย์ TOEIC ( เฉพาะราคาครึ่งหนึ่งของ 5499 ไม่รวมคอร์สประเภทราคาอื่น ) 

- สถาบันช่วยเหลือ นร สถาบัน ด้วยการเป็นที่ปรึกษาแต่ง Resume สมัครงานเป็นภาษาอังกฤษ

- สถาบันใช้ Connection ในหลายวงการ เพื่อเป็นช่องทางให้ นร เพิ่มโอกาสให้ นร สมัครงานได้มากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับความมุ่งมั่นต่อเนื่องในการพัฒนาตัวเองของ นร ที่จะพัฒนาคะแนน TOEIC , IELTS ให้สูงขึ้น

- สถาบัน เคยทำงานด้านการเขียน วิทยากร ภาคการศึกษา และ สื่อมวลชน หลายปี ทำให้มี Connection ช่องทางสมัครงาน ในหลายวงการ รวมถึง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสมัครงานสัมภาษณ์งาน เป็นที่ปรึกษากับ นร ได้ โดย สถาบัน เป็นผู้แต่งหนังสือ Pocket Book 213 วิธี สมัครงาน สัมภาษณ์งาน 360 องศา ” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- สถาบันช่วยเหลือ นร สถาบันในการเตรียมตัวสมัครงานกับบริษัทนายหน้าหางานระดับอาเซียน ที่ต้องสอบการเขียนทันทีตามหัวข้อกำหนด 15 นาทีและสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ

#### ข้อมูลเกริ่นนำทิศทางการศึกษาไทย เตือนใจ #####

Highlight ด่วน :

บางส่วนของย่อหน้าบทความนี้ นำมาเป็นพรปีใหมี่ อ. จึงขออนุญาตนำข้อคติที่น่าจะเป็นสิ่งดีปีใหม่ที่เป็นข้อคิดของ คุณ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร ของ ซีพีออล หรือ เซเว่นอีเลฟเว่น มากล่าวให้ฟัง เนื่องจากคุณก่อศักดิ์ให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาของประเทศไทย และ มีกิจกรรมหมากล้อมร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งรวมถึง ม. หัวเฉียว ข้อคิดนี้น่าจะเป็นคติที่เป็นสิทธิประโยชน์มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ทุกคนนะครับ ..... : )

จาก หนังสือ CEO โลกตะวันออก ฉบับบริหารสามมิติ บทที่ 1 กล่าวว่า

"ปัญหาของคนส่วนใหญ่ในสังคมทุกวันนี้ มองข้ามคุณค่าของการให้ เกิดจากระบบการศึกษาที่เน้นให้แก่งแย่ง แต่ไม่มีการสั่งสอนเรื่องคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่ต้องรู้จักเป็นผู้ให้ซึ่งเป็นศิลปะการใช้ชีวิตที่แท้จริง ทุกวันนี้สังคมไทยในเมืองกลายเป็นสังคมไร้ราก เยาวชนขาดหลักยึด ขาดที่พึ่งทางจิตใจ จึงหันไปหายาเสพติดต่างๆ เพราะพ่อแม่ก็ยุ่งอยู่กับการทำมาหากิน ครูบาอาจารย์ก็เห็นลูกศิษย์เป็นลูกค้าต้องหากำไรเต็มที่ นักเรียนนักศึกษาก็เห็นครูบาอาจารย์เป็นลูกจ้างมีหน้าที่สอนก็สอนกันไป ไม่มีความเคารพรักไม่มีความผูกพันใดๆ เด็กจึงต้องดิ้นรนเอาตัวรอดตัวใครตัวมัน สุดท้ายก็ตกไปเป็นเหยื่อของลัทธิบริโภคนิยม กลายเป็นบ่อเกิดของอาชญกรรมและการขายบริการที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย ภาคเอกชนไม่ควรจะเพิกเฉยปล่อยให้การแก้ไขเป็นหน้าที่ของภาครัฐ ซึ่งมีทรัพยากรจำกัด เทอะทะ อุ้ยอ้าย ภาคเอกชนควรมีความคล่องตัวมากกว่านี้ในการมีส่วนร่วมป้องกัน และ บรรเทาปัญหาสังคมเหล่านี้ ...."

ขอให้ชาว TOEIC , IELTS , TOEFL ทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต ตลอดไป
.... : )

######################################################################################################

จุดมุ่งหมายการสอนช่วย นร

    สถาบัน ขอยกค่าเรียนให้ค่าใส่บาตรแทบทุกวันเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณที่บวรพระพุทธศาสนาและบิดา มารดา รวมถึง พ่อพระเพลิง พ่อพระพาย พระแม่ธรณี พระแม่คงคา ที่ทำให้สถาบันรอดพ้นจากภยันตรายที่ผ่านมา  รวมถึง สถาบันได้บริจาคสร้างโบสถ์ แด่ หลวงปู่เม็ด อนาลโย เจ้าอาวาสวัดที่ชื่อยาวที่สุดในโลก ที่สร้างถวาย ร. 9 และ พระพุทธเจ้า พระโคตะมะ ( พระนามขององค์พระศาสดาศาสนาพุทธพระองค์ปัจจุบัน ) ซึ่งเป็นวัดที่ไม่มีซองกฐิน ไม่มี Marketing ไม่มีมัคทายก มีแต่ผู้ปฏิบัติธรรมะ ที่ปฏิบัติธรรม ถือศีลแปด หรือ ถึงศีลอดอาหาร บริจาคทาน และนั่งสมาธิตีหนึ่งสี่สิบห้า โดยที่ สถาบัน เป็นโยมอุปัฏฐากของ หลวงปู่เม็ด อนาลโย รวมถึง อ. นำเงินไปช่วยเหลือสาธารณกุศล

"นะโม ตัสสะ 

สิทธัตถะ พุทธะ

โคตะมัสสะ

ภะคะวะโต

อะระหะโต

สัมมา

สัมพุทธัสสะ"

      ข้าพเจ้า นายเกรียงศักดิ์ อวยพรเจริญชัย บุตรของนายฐิติกร นางอัมพร  และ เป็น ศิษย์ของหลวงปู่เม็ด พ่อพระเพลิงพ่อพระพาย พระแม่ธรณี พระแม่คงคา  และ พระโคตะมะ
      ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า พระโคตะมะ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จประโยชน์อันปรารถนาแล้ว พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง

     วัดพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า สิทธัตถะ พระโคตะมะ เปิดโลก เมตตาธรรม อนาลโย  ตั้งอยู่ที่ คลอง 8 หมู่ที่ 1 ตำบล บึงชำอ้อ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ที่ไม่มีมัคทายก ที่ไม่มีซองกฐิน มีแต่ผู้ปฏิบัติธรรม

     ผู้ที่สนใจ หรือ นร ท่านใด อยากนมัสการ พระพุทธพระโคตะมะ พ่อพระเพลิงพ่อพระพาย พระแม่ธรณี พระแม่คงคา  และ หลวงปู่เม็ด อนาลโย สามารถสอบถามทางที่เบอร์แม่ชีสุภาภรณ์ได้ 0878200413  เว็ปไซต์วัด www.watprakotama.org 

     อ. ได้นำหลักธรรมะที่ได้เรียนรู้จาก พระโคตะมะ มาช่วยเสริมการเรียนภาษาอังกฤษให้ นร พัฒนาสติและสมาธิได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ ลด Noise การฟัง และ Earing การฟัง ดีขึ้น  รวมถึง ได้กล่าวถึง นร ตัวอย่างที่เป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวที ต่อ พ่อแม่ ทั้งน้องบัว น้องปุ้ย น้องเฟิรศ และ นร อื่นๆ อีกมากมายทำให้พวกเขา มีส่วนทำให้ประสบความสำเร็จในการสอบ หน้าที่การงาน และ ชีวิต นับเป็นธรรมานุสติที่ทำให้เราต้องรู้จักรู้ซึ้งถึงผู้มีพระคุณ อันได้แก่

       พระพุทธเจ้าพระโคตะมะ พระธรรม พระสงฆ์ รวมถึง พระอรหัตสาวกทุกสมัยทุกกาละทุกองค์ รวมถึง องค์มหาภูติรูปทั้งสี่ ( พ่อพระเพลิง พ่อพระพาย พระแม่ธรณี พระแม่คงคา )  และ  บิดา มารดา รวม 9 ท่าน ซึ่งแทนด้วยการจุดธูปก้าวดอกเป็นพุทธบูชา และ การรื้อฟื้นถึงพิธีไหลเรือไฟซึ่งเป็นพิธีโบราณของประเทศไทยเพื่อบูชาตอบแทนพระคุณองค์มหาภูตรูปทั้งสี่  

      นอกจากนี้ ยังมีผู้มีพระคุณที่ข้าพเจ้าจักรู้ซึ้งถึงพระคุณและทดแทนพระคุณที่ทำให้ข้าพเจ้ารอดพ้นอันตรายตลอดที่ผ่านมา  อันได้แก่ พระอิศวร พระแม่อุมาเทวี พระแม่กาลี พระพิฆเนศวร องค์หนุมาน พระลักษมี และ พระปัจวัคคีย์ทั้งห้า ได้แก่ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ พระอัสสชิ  จึงจะเกิดความเจริญในชีวิตในทุกด้านยิ่งๆ ขึ้นไป เทอญ

####ข้อมูลอัพเดทข้อเตือนใจ นร ไทย####

( โปรดติดตาม Update เรื่อยๆ )  ถึงข้อที่ 580  "ข้อเตือนใจผู้สอบ"

 

580. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยหกสิบแปด   คือ ผู้สอบที่ขาดทักษะการซ้อมจับเวลาทั้งการฟัง มีผลต่อการพัฒนาคะแนนการฟังยากขึ้น เนื่องจากการฟัง TOEIC ปัจจุบัน ผสมผสานการฟังสำเนียง Great Britain English กับ American English และ รูปแบบประโยคแบบ Formal และ Informal language กลายมาเป็นการฟังเร็วกึ่งเร็วมาก หรือ เร็วมาก ที่มีอุปสรรคสำเนียงฝรั่ง โดยเฉพาะการลากเสียง ผู้สอบที่ได้คะแนนการฟังน้อย และ ไม่สนใจหาสาเหตุของคะแนนที่น้อย เนื่องจากละเลย การซ้อมจับเวลาการฟังตามหลักวิชาการการฟังถอดรูปประโยคลงลึก เกี่ยวข้องกับ การทำงานระบบสมอง หรือ ซ้อมกับการฟังผิดวิธี กรณีฟังแล้วนิยมแปะคำเพิ่มไปในประโยค แปลภาษาไทยไปเองโดยไม่ได้เปลี่ยนเสียงเป็นการถอดคำออกมา เมื่อมันแปลความหมายแบบคิดไปเอง ย่อมตีกับโจทย์ที่ให้มา คะแนนการสอบมีโอกาสต่ำได้

-----

579. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยหกสิบเจ็ด   คือ ผู้สอบที่ขาดทักษะการซ้อมจับเวลาทั้งการฟัง การอ่าน ไวยากรณ์ และ ศัพท์  มีผลต่อการสร้างความเคยชินที่ผิด ในการทำสอบ TOEIC ท่ามกลางการกำหนดเวลาอย่างเข้มข้น ผลสำรวจสำหรับผู้สอบที่เตรียมตัวสอบด้วยการจับเวลาทำโจทย์ข้อต่อข้อ ในเวลาที่กำหนดใกล้เคียงกับการสอบจริง ทุกข้อไวยากรณ์และการอ่านจะตกข้อละหนึ่งนาทีครึ่งถึงสองนาที  มาจากการเฉลี่ยเวลาทั้งหมดจากการสอบอ่านไวยากรณ์หนึ่งชั่วโมงสิบห้านาที  

-----

578. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยหกสิบหก   คือ ผู้สอบที่ขาดทักษะการตั้งเป้าระยะเวลาสอบ อีกประการ คือ การตั้งเป้าสอบที่นานเกินไป ล้วนมีผลต่อคะแนนที่ขึ้นยากเช่นเีดียวกัน เนื่องจาก ผู้ที่ตั้งเป้าสอบนานแล้วคะแนนสอบสามารถพัฒนาขึ้น แสดงว่า การซ้อมก่อนวันสอบจริงต้องต่อเนื่อง และ ต้องซ้อมให้ครบทั้งการฟัง การอ่าน ไวยากรณ์ และ ศัพท์ แบบจับเวลา ผู้สอบที่ทิ้งยาว ไปซ้อมก่อนใกล้วันสอบเพียงไม่ถึงสองวัน ย่อมมีโอกาสสูงที่จะพัฒนาคะแนนลำบาก และได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับ การตั้งเป้าสอบสั้น แต่ซ้อมก่อนสอบจริงใกล้วันสอบ ซึ่งมีเวลาซ้อมน้อยเกินไปนั่นเอง 

----

577. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยหกสิบห้า   คือ ผู้สอบที่ขาดทักษะการตั้งเป้าระยะเวลาสอบ อีกประการ คือ การตั้งเป้าสอบที่นานเกินไป หรือ สั้นเกินไป ล้วนมีผลต่อคะแนนผู้สอบที่เพิ่มขึ้นยาก ด้วยเหตุผลหลายประการ ประการหนึ่งที่สำคัญ คือ การมีระยะเวลาการซ้อมทำลาย Error การอ่านการฟังไวยากรณ์และศัพท์ที่น้อยเกินไป สำหรับการตั้งเป้าสอบที่สั้น เป้าสอบระยะเวลาที่สั้นเกินไป เช่น สอบวันเว้นวัน หรือ สอบทุกรอบ มีผลต่อการสร้างทัศนคติผู้สอบที่ต้องการซ้อมในห้องสอบมากกว่า ภายหลังจะสร้างความคุ้นเคยน้อยลงกับการซ้อมก่อนสอบจริง   

----

575. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยหกสิบสี่   คือ ผู้สอบที่ขาดทักษะการตั้งเป้าระยะเวลาสอบ ต้องหมั่นเก็บสถิติตัวเอง โดยเฉพาะผู้สอบที่ได้คะแนนการสอบน้อยหรือน้อยลง ทั้งที่สอบหลายครั้ง สถิติดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการตั้งเป้าสอบที่นานหรือไม่นาน อันมีผลต่อ คะแนนการสอบที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง สถิติส่วนใหญ่ ผู้ที่ตั้งเป้าการสอบนานเกินไปและไม่ซ้อมทุก Part ให้ครบในทุกวัน หรือ ซ้อมการฟังแบบผิดวิธี หรือ ซ้อมการฟังน้อยกว่าวันละ 3 ชั่วโมง ล้วนมีความเสี่ยงต่อคะแนนการสอบที่ไม่เพิ่มขึ้น  

----

573. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยหกสิบสอง   คือ ผู้ที่สอบหลายครั้ง จากผลสำรวจพบว่า ผู้ที่เสียเงินยิ่งมาก จากการสอบหลายครั้ง หรือ ต้องการเรียนแบบจ่ายซ้ำไปเรื่อยๆ เนื่องจาก ผู้สอบดังกล่าว ไม่สนใจระบบการเรียนที่ทำให้สอบรับมือกับข้อสอบ TOEIC ที่ปรับยากขึ้น ซึ่งปกติในปัจจุบัน การฟังของ TOEIC เป็นการฟังแบบเร็วถึงเร็วมาก ไม่มีการฟังแบบธรรมดาหรือช้าอีกต่อไป ผู้ที่ไม่ปรับตัวกับข้อสอบด้วยการเรียนลงลึกการฟังแบบรับมือฟังเร็วตามหลักวิชาการ แทบจะปิดประตูการสอบ คะแนนจะขึ้นยากมาก ตัวอย่างการเรียนการฟังที่ผิดวิธี คือ นิยมเอาการฟังช้าที่เป็นแบบฝึกหัดตามท้องตลาดหรือการสอบแบบออนไลน์แบบ Pretest มาวนเทปซ้ำมากเกินไป หรือ อ่านเทปสคริปไปด้วยฟังไปด้วย เมื่อตอนซ้อมให้เทปสคริปออกแรงให้ หรือ ให้เทปวนออกแรงให้ เมื่อถึงเวลาสอบจริง ศูนย์สอบไม่มีทางปล่อยข้อสอบจริงที่เป็นการฟังเร็วมาขายในท้องตลาดอยู่แล้ว และ ข้อไวยากรณ์โทอิคที่ปรับจาก TOEFL Paper Based แบบเก่า ก็ไม่มีขายในท้องตลาด และ การสอบจริง ไม่มีการวนเทป ไม่มีเทปสคริปให้อ่าน จึงเป็นเรื่องปกติ ที่ผู้สอบดังกล่าวจะสูญเสียเงินมาก และ คะแนนไม่มีทางขึ้น เพราะ ไม่สามารถปรับตัวกับข้อสอบที่ปรับยากขึ้นได้นั่นเอง    

-------

572. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยหกสิบเอ็ด  คือ อ้างอ ิงข้อมูลของผลวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งที่เพิ่งเป็นข่าว กล่าวถึง ความน่าจะเป็นของการกระตุ้นให้การเปิดเสรีอาเซียนให้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางของอาเซียน เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงและเป็นคำกล่าวของคุณวิกรม กรมดิษฐ์  ประธานมูลนิธิอมตะนคร และ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในอาเซียนคนหนึ่ง กล่าวถึง การที่ประชากรที่รู้เพียงภาษาเดียว ย่อมเสียเปรียบและเสียโอกาสทางการค้า ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่รัฐบาลเขาเองกระตุ้นให้ประชาชนเขาพูดภาษาที่สาม นอกเหนือจากจีนและภาษาอังกฤษ  ประชาชน สปป. ลาว มีหลายคนพูดได้ทั้งรัสเซีย ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส และ จีน รวมถึง กัมพูชาและเวียดนามที่กำลังตื่นตัวกับการใช้ภาษาอังกฤษและสอบภาษาอังกฤษ และ ศูนย์สอบ TOEIC ที่เมืองโฮจิมินห์เพิ่งตั้งขึ้น  สิ่งเดียวที่ทำให้คนไทยไม่สูญเสียโอกาสทำธุรกิจหรือไม่สูญเสียโอกาสการแข่งขันในตลาดแรงงานสากล คือ การใช้ภาษาอังกฤษและการสอบภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการทำงานและสมัครงาน แบบ TOEIC และ IELTS ไม่ใช่ การสอบเพียง TOEFL ibt  ซึ่งใช้เพียงเรียนต่อต่างประเทศเท่านั้น และ มีหลายคนที่เรียนปริญญาตรีเมืองไทย แล้วเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ แล้วกลับมาหางานที่ประเทศไทย ปรากฏว่า มีหลายคนสอบคะแนน TOEIC ได้ต่ำกว่าที่คาด  

----

571. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยหกสิบ  คือ ปัจจุบันผู้สอบ TOEIC ชาวเกาหลีมีความตื่นตัวกับการใช้ภาษาอังกฤษและการสอบ TOEIC มากขึ้นมาก ภาครัฐบาลและเอกชนต่างกระตุ้นให้ผู้สำเร็จการศึกษาหรือคนทำงานได้คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะการใช้ประโยคภาษาอังกฤษกำกับลงไปในสารคดีหรือละครของเกาหลีตามสถานีโทรทัศน์ ทำให้ประชาชนเกาหลีมีความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษมากขึ้น และ มันเป็นดัชนีสำคัญทำให้ผู้สอบชาวเกาหลีได้คะแนน TOEIC มากขึ้น และ มันเป็นการยากที่นักเรียนไทยและคนทำงานหรือผู้สอบชาวไทยที่ห่างไกลกับการใช้ภาษาอังกฤษในประจำวัน โดยเฉพาะแทบไม่เคยฟังภาษาอังกฤษเลย และ ต้องไปรับมือข้อสอบการฟังที่เร็วที่สุดในโลกแบบ TOEIC  

-----

570. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยห้าสิบเก้า  คือ ความแตกต่างของผู้สอบ TOEIC ที่เป็นชาวเอเชีย กับ คนทำงานชาวอินเดีย ที่สามารถสอบวัดผลภาษาอังกฤษเทียบเท่่ากับ TOEIC เพื่อทำงานทั่วโลก อีกประการที่น่าสนใจพบว่า ประเทศกัมพูชา มีการนำโมเดลของประเทศอินเดียในการพัฒนาอาชีพเฉพาะ เช่น ไกด์ทัวร์ ให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ ด้วยการให้ นร ฝึกภาษาอังกฤษพูดฟังอ่านเขียนด้วยการประยุกต์หลักทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์เท่าที่จำเป็น แต่เน้นให้ใช้ภาษาอังกฤษให้มาก ผลสำรวจของสถาบันพบว่า นร ที่มีโอกาสทำงานกับฝรั่ง ทักษะการฟังจะพัฒนาขึ้นได้เร็วมากกับการเรียนการฟังลงลึกรับมือฟังเร็วกับสถาบัน แต่ผู้ที่มีโอกาสทำงานกับฝรั่งน้อย คะแนนสอบ TOEIC อาจพัฒนาได้ช้ากว่าเล็กน้อย

----

569. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยห้าสิบแปด  คือ ความแตกต่างของผู้สอบ TOEIC ที่เป็นชาวเอเชีย กับ คนทำงานชาวอินเดีย ที่สามารถสอบวัดผลภาษาอังกฤษเทียบเท่่ากับ TOEIC เพื่อทำงานทั่วโลก พบว่า ชาวอินเดียมีพื้นฐานของทักษะระดับประโยคที่แข็ง และ เข้าใจไวยากรณ์ที่สามารถทำให้พูดหรือเขียนได้ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานที่แข็งมิได้มุ่งแค่ต้องการสอบเพื่อให้ได้คะแนน ทำให้ชาวอินเดียสามารถทำคะแนนสอบภาษาอังกฤษได้สูง แตกต่างกับผู้สอบที่มุ่งคะแนนแต่ให้ความสำคัญกับศักยภาพทางภาษา หรือ Proficiency น้อยเกินไป ทำให้เมื่อต้องสอบกับข้อสอบ TOEIC ที่ปรับยากขึ้นจะมีปัญหาทันที

-----

568. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยห้าสิบเจ็ด  คือ ผู้สอบที่ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์การสอบ TOEIC อีกประการ คือ Motto ของการสอบ TOEIC ที่เขียนไว้ที่หัวข้อสอบ กล่าวถึง Listening Learning Leading อีกประการ คือ การสอบด้านการฟังการอ่านเป็นเพียงการทดสอบด้าน Passive Skill ซึ่งเป็นการรับข้อมูลทางเดียวเพื่อมาพิจารณาการสรุปเป็นประเด็นเพื่อตอบคำถามแนวปรนัยทั้งคำถามการฟังการอ่านทั้งเป็นคำถามประเภทข้อมูลดิบหรือประเด็น ปัจจัยของผู้สอบที่สอบได้คะแนนน้อยทั้งการอ่านและการฟัง ประการหนึ่งที่สำคัญ คือ การไม่สามารถนำข้อมูลจากการฟังการอ่านมาวิเคราะห์ตัดตัวเลือกที่ไม่เกี่ยวข้องหรือผิดออกไปได้นั่นเอง   

-----

567. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยห้าสิบหก  คือ ผู้สอบที่ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์การสอบ TOEIC อีกประการ คือ Motto ของการสอบ TOEIC ที่เขียนไว้ที่หัวข้อสอบ กล่าวถึง Listening Learning Leading เนื่องจาก การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ คือ การพูดฟังอ่านเขียน การฟังเป็นทักษะแรกที่ต้องพัฒนาก่อนทักษะอื่น เนื่องจาก เด็กทารกที่ต้องการพัฒนาเด็กที่เริ่มพูดได้ ต้องเริ่มจากการฟังพ่อแม่ก่อนแล้วนำสิ่งที่ฟังใช้พูดทันที ผู้สอบที่ละเลยการพัฒนาทักษะการฟัง โดยไม่มุ่งคะแนนการอ่านไวยากรณ์ โดยเฉลี่ย คะแนนรวมทั้ง TOEIC , IELTS จะพัฒนาขึ้นได้นานกว่า ผู้สอบที่สามารถพัฒนาทักษะการฟังก่อนได้  

----

566. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยห้าสิบห้า   คือ ผู้สอบที่ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์การสอบ TOEIC ข้อที่สอง คือ การพัฒนาทักษะการตัดสินใจในการคิดวิเคราะห์และกาข้อสอบปรนัย ผู้ที่มีความกลัวจะเกิดความใจร้อน ความใจร้อนนำไปสู่การกาทันที มันมีโอกาสผิด 75 % หรือ สามในสี่  ซึ่งผิดหลักการกาข้อสอบปรนัย ผู้ที่ไม่ซ้อมจับเวลานอกห้อง หรือ ฝืนตัวเองน้อย หรือ นิยมเรียนทางเดียวแต่ไม่ออกแรงฝืนตัวเองทำลาย Error ด้านต่างๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ผู้สอบนั้นจะมีความกลัวสูง ตามหลักสถิติผู้ที่ไม่พัฒนาความกล้าตัดสินใจให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และ ไม่เปลี่ยนความกลัวตัวเอง ผลสำรวจจะมีลักษณะเสียเงินค่าเรียนและค่าสอบจำนวนมาก แต่ผลคะแนนกลับได้น้อยมาก

-----

565. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยห้าสิบสี่   คือ การจับเวลาซ้อมก่อนสอบจริง มีผลอีกประการหนึ่ง คือ ผู้สอบที่ต้องการได้คะแนนมากกว่า 550 TOEIC ปัจจุบัน ต้องทำการอ่านหรือไวยากรณ์ให้เหลือข้อน้อยที่สุด หรือ ไม่เหลือเลย เนื่องจากปัจจัยของคะแนนของผู้สอบที่เคลื่อนที่ขึ้นไปได้ ขึ้นอยู่กับผู้สอบที่มาสอบในรอบนั้นด้วย ว่าเหลือข้อในส่วนข้อสอบข้อที่ Rated น้ำหนักสูง หรือ ไม่เหลือ ถ้าผู้สอบรอบนั้น เหลือจำนวนข้อน้อย โดยเฉพาะข้อสอบชุดง่าย มีผลต่อผู้สอบที่ประมาทและทำไม่ทัน ทำให้คะแนนขึ้นยาก  

----

564. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยห้าสิบสาม  คือ มีข้อสังเกตกับผู้สอบที่ออกจากห้องสอบ ข้อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ได้คะแนนระดับสูง กับ ผู้ที่ได้คะแนนระดับต่ำ อีกประการ คือ ผู้ทีซ้อมนอกห้องแบบจับเวลา แม้จะทำหลายข้อไม่ได้ แต่มีผลต่อการสอบจริง เนื่องจากการสอบจริง ผู้สอบต้องออกค่าใช้จ่าย ความตั้งใจจะมากขึ้น การจับเวลาในหัวหรือกำหนด Deadline เวลาในหัวจะทำได้เหมือนตอนซ้อมจับเวลาก่อนสอบจริง

----

563. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยห้าสิบสอง  คือ มีข้อสังเกตกับผู้สอบที่ออกจากห้องสอบ ข้อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ได้คะแนนระดับสูง กับ ผู้ที่ได้คะแนนระดับต่ำ โดยทั่วไป ตรวจสอบได้ว่า ผู้สอบที่ซ้อมน้อยหรือน้อยมาก แต่นิยมไปสอบบ่อย สอบหลายครั้ง สอบติดกันหลายครั้ง  มีโอกาสสูงที่จะไปซ้อมในห้องสอบ แทนที่จะมีความพร้อมเป็นผู้สอบมืออาชีพเพื่อไปสอบในห้องสอบ มันยากที่จะพัฒนาคะแนนในการสอบขณะที่เป็นลักษณะซ้อมในห้องสอบ เพราะ การสอบจริงต้องการเกิดจากการซ้อมที่ต้องจับเวลาหรือสอบแบบจับเวลาให้ได้มาตรฐาน ก่อนการสอบจริงจะเกิดขึ้น  

---

562. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยห้าสิบเอ็ด  คือ มีข้อสังเกตกับผู้สอบที่ออกจากห้องสอบ ข้อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ได้คะแนนการอ่านหรือไวยากรณ์ระดับสูง กับ ผู้ที่ได้คะแนนระดับต่ำ อีกประการ พบว่า ผู้ที่กาข้อสอบปรนัยเป็น มีผลต่อการเคลื่อนที่คะแนนขึ้นได้ เป็นปัจจัยที่มีผลถึง 40 % ตามระบบการจัดอันดับ Percentile Rank การกาข้อสอบเป็นจะเป็นการลดความเสี่ยงที่ข้อดังกล่าวผิด การกาทันทีโดยมิได้ผ่านขั้นตอนการใช้ความรู้และเหตุผลในการตัดตัวเลือก จะทำให้คะแนนขึ้นยากในทุก Part การสอบ   

----

561. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยห้าสิบ  คือ มีข้อสังเกตกับผู้สอบที่ออกจากห้องสอบ ข้อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ได้คะแนนการอ่านหรือไวยากรณ์ระดับสูง กับ ผู้ที่ได้คะแนนระดับต่ำ อีกประการ พบว่า ผู้ที่ใช้เหตุผลกับการตัด ช้อยส์ข้อไวยกรณ์ได้ ตามหลักการวิชาการ ไม่ใช่กรณีแปลงภาษาอังกฤษเป็นการวิเคราะห์แนวภาษาไทย ที่ไม่ได้ใช้หลักการ  English Comprehension  คะแนนมีโอกาสได้มากขึ้น

 

----

560. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสี่สิบเก้า  คือ มีข้อสังเกตกับผู้สอบที่ออกจากห้องสอบ ข้อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ได้คะแนนการอ่านหรือไวยากรณ์ระดับสูง กับ ผู้ที่ได้คะแนนระดับต่ำ พบว่า ผู้ที่ได้คะแนนระดับต่ำที่กล่าวว่ากาข้อสอบปรนัยได้ กาทัน หรือ กาเหลือข้อไม่มาก แต่เบื้องหลังซ้อมนอกห้องแบบจับเวลาน้อย หรือ จัดสอบด้วยตัวเองแบบไม่มีมาตรฐาน ประกอบกับ ออกจากห้องสอบแล้วไม่สามารถอธิบายแยกแยะข้อที่ทำได้ว่า เป็นข้อประเภทอะไรบ้าง ทำได้หรือไม่ได้  ผลสำรวจ คือ ผู้สอบกรณีดังกล่าวจะมีคะแนนไม่สูงมาก  

----

559. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสี่สิบเก้า  คือ ผู้สอบที่เริ่มต้นจากคะแนนต่ำ และ สามารถพัฒนาสู่คะแนนระดับสูงได้ ต้องคิดตรงกันข้ามกับผู้สอบที่สอบได้คะแนนต่ำแล้วไม่สามารถพัฒนาคะแนนได้ ทัศนคติเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนด ทัศนคติที่ต้องการให้ข้อสอบปรับหาตัวผู้สอบ จะมีผลต่อการพัฒนาคะแนนที่ยากขึ้น แตกต่าง จาก ผู้สอบที่หาวิธีปรับตัวเข้ากับข้อสอบ และ มุ่งมั่นในการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้สอบที่คิดว่า ผู้สอบรอบเดียวกัน เป็นผู้ที่มีพื้นฐานอ่อน เป็นความคิดที่ผิด เพราะ ปัจจุบันผู้สอบหลายคนเริ่มปรับตัวเข้าหาข้อสอบได้มากขึ้น  

----

558. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสี่สิบแปด  คือ ผลสำรวจข้อมูลสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงด้านการลงทุนและตลาดแรงงานภายหลังการเปิดเสรีอาเซียนอีกสามปีข้างหน้า ธุรกิจของสิงคโปร์จะมีความได้เปรียบในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างมากประเทศหนึ่ง โอกาสสูงที่ผู้สมัครงานจะมีตัวเลือกสมัครงานกับบริษัทร่วมทุนที่มาจากสิงคโปร์ ผู้สมัครงานที่ละเลยการสอบ TOEIC หรือ ไม่พัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษอย่างน้อยที่สุด คือ การฟัง การอ่าน ทำให้คะแนนการสอบน้อย  มันมีความเสี่ยงที่แรงงานต่างชาติที่มาสมัครงานด้วยผลสอบ TOEIC จะทำงานกับนายจ้างที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้  ผู้สอบหลายคนมีความเข้าใจผิดว่า การไม่มุ่งมั่นพัฒนาด้านการฟัง แต่ไปพัฒนาด้านการอ่านหรือไปศึกษาไวยากรณ์แทน มันน่าจะเพียงพอ ผลสำรวจการสอบ TOEIC คือ ผู้สอบที่ไม่เน้นคะแนนการฟังที่สูง คะแนนรวมของ TOEIC อาจไม่สูงเช่นเดียวกัน เพราะทักษะการฟังสามารถพัฒนาได้เร็วและง่ายกว่า

----

557. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสี่สิบเจ็ด  คือ ผลวิจัยเกี่ยวกับอาชีพที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะ ที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีช่วงเปิดเสรีอาเซียน ที่แรงงานมีความรู้และมีความสามารถด้านภาษาสามารถเข้ามาแย่งตำแหน่งงานกันในประเทศไทยได้ เช่น นางพยาบาล แพทย์ นักคอมพิวเตอร์ นักบัญชี และ แรงงานมีฝีมือ หรือ Blue Collar และแรงงานไทยก็สามารถไปทำงานในประเทศอื่นในอาเซียนได้  บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาที่ไม่ให้ความสำคัญกับการสอบ  TOEIC  และ ยังไม่ใช่สาขาที่เป็นอาชีพที่อาศัยความเชี่ยวชาญ เป็นสาขาอาชีพที่คนเรียนสาขาใดก็สามารถทำงานได้ เช่น Sales หรือ การตลาด  พบว่า แรงงานต่างประเทศยิ่งสามารถแย่งงานได้ไม่ยาก  

-----

556. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสี่สิบหก  คือ  แนวโน้มนโยบายการประกาศผลคะแนนของ ETS ที่ยกระดับมาตรฐานของผู้สอบจาก Test Taker เป็น Professional Examinee เป็นแนวโน้มที่จะ----พัฒนาคนทั่วไปให้มี Proficiency in English Skill ที่สูงขึ้น เป็นพื้นฐานของการต่อยอดสู่การพูดกับเขียนที่เป็น Business English แม้คะแนนอ่านกับไวยากรณ์ที่ผู้สอบจะได้ไม่มาก แต่คะแนนการพูดกับเขียนอยู่ในระดับมาตรฐาน ผู้รับสมัครงานจำเป็นต้องนำคะแนนการฟังมาเปรียบเทียบเพื่อวิเคราะห์ผู้สมัครงานรายนั้น  

----

555. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสี่สิบห้า  คือ  แนวโน้มนโยบายการประกาศผลคะแนนของ ETS ที่เป็นคะแนนข้อมูลดิบ ในอนาคตหลัง 1 มค 2555 ผู้สอบจำเป็นต้องพัฒนาจาก Test Taker เป็น Professional Examinee ให้ได้เร็วที่สุด อย่างน้อยที่สุด ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ คือ การรักษาเวลาในการตอบคำถามแต่ละข้อ อย่างสมเหตุสมผลที่สุด ผู้สอบจะใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ในการตัดสินเลือก Choice หรือ ตัด Choice ทิ้งไม่ได้ การคิดแบบเชิงระบบ คิดเป็นขั้นตอน นอกจากจะทำให้ก้าวกระโดดในการพัฒนาภาษาอังกฤษแล้ว ยังสามารถทำให้คะแนน TOEIC , IELTS ก้าวกระโดดได้ไม่ยาก 

----

554. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสี่สิบสี่  คือ  แนวโน้มนโยบายการประกาศผลคะแนนของ ETS ที่เป็นคะแนนข้อมูลดิบ ทำให้ผู้สอบสามารถตรวจสอบ Error การอ่านได้ กรณีที่ผู้สอบอ่านบทความใช้เวลานานเกินไป และ การตอบคำถามการอ่านแต่ละบทความใช้เวลานาน ถ้าคะแนนน้อยมาก มันมีโอกาสสูงที่ผู้สอบจะนิยมอ่านคำถามก่อนการอ่านบทความ มีผลต่อประสิทธิภาพในการย้อนกลับไปอ่านบทความเพื่อหาข้อมูลมาตอบ เพราะ ข้อสอบ TOEIC ในปัจจุบัน บทความจะมีเนื้อหาที่ยาวกว่าปกติ  

----

553. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสี่สิบสาม  คือ  แนวโน้มนโยบายการประกาศผลคะแนนของ ETS ที่เป็นคะแนนข้อมูลดิบ ทำให้ผู้สอบได้เข้าใจอุปสรรค ข้อผิดพลาด และ การมี Usefue Material Background  ที่ไม่เพียงพอ ของตัวเองได้มากขึ้น การวิเคราะห์ตนเองจะทำได้ละเอียดเมื่อทราบคะแนนดิบของ Part ไวยากรณ์ ผู้ที่ได้คะแนนส่วนไวยากรณ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน จะมีผลต่อการสอบพูดกับเขียนของ TOEIC และ IELTS ในอนาคต เพราะ เกณฑ์หนึ่งที่สำคัญที่นายจ้างต้องการพนักงานให้สอบได้คะแนนรับรองด้านการพูดการเขียน หรือ The testimonials of proficiency in Speaking and Writing Skill  เกณฑ์ดังกล่าว คือ ความสามารถในการใช้คำศัพท์เพื่อพูดและเขียน หรือ The Utilization of Lexicon Resource  ท่ามกลางการเปิดเสรีอาเซียนในอนาคตที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคอาเซียน  เกณฑ์คะแนนการฟังกับการอ่านของพนักงาน คงไม่เพียงพอ กับความต้องการของนายจ้างที่เป็นระดับ international  

----

552. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสี่สิบสอง   คือ  แนวโน้มนโยบายการประกาศผลคะแนนของ ETS ที่เป็นคะแนนข้อมูลดิบ ในแต่ละ Part การสอบ  ยังอยู่ในประเด็นลงลึกสำหรับผู้สอบที่มีคะแนนการฟังค่อนข้างต่ำ ปัจจุบัน ETS จำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานการสอบขึ้นเพื่อเทียบเท่าหรือสูงกว่าการสอบมาตรฐานอื่น การทดสอบ Listening จำเป็นต้องให้ผู้สอบคุ้นเคยกับการฟังเร็วหรือถ้าฟังไม่เร็วมาก มักจะเป็นการฟังที่มีศัพท์ยากปน การฝึกฟังกับ source การฟังที่ช้าย่อมเสียเปรียบกว่าผู้ที่ผ่านการฝึกกับ source การฟังเร็วและลงลึกสู่การถอดรูปประโยค แตกต่างจาก ผู้ฝึกฟังที่ผิดวิธีที่ไม่ผ่านการถอดรูปประโยค แม้ Earing เพี้ยนในแต่ละคำที่ฟังก็จะแปลเป็นภาษาไทยไปเลย ซึ่งอันตรายมาก  

-----

551. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสี่สิบเอ็ด   คือ  แนวโน้มนโยบายการประกาศผลคะแนนของ ETS ที่เป็นคะแนนข้อมูลดิบ ในแต่ละ Part การสอบ เป็นบริการสำหรับการสอบราคา 1500 ก่อนปีใหม่ 2555 แตกต่างจากการสอบธรรมดา 1200 ซึ่งแต่ละเดือนศูนย์สอบ TOEIC จะกำหนดวันสอบราคา 1500 เพียงไม่กี่วัน ข้อดีอีกประการกับการประกาศผลคะแนนเป็นคะแนนดิบในแต่ละ Part จะช่วยให้ นร ที่คะแนนการฟังน้อย สามารถวิเคราะห์หาจุดบกพร่องตัวเองได้ สาเหตุหนึ่ง คือ การทำคะแนน Part ที่สองของการฟังที่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง มันจะมีโอกาสทำคะแนนใน Part 3 และ Part 4 ได้ไม่มากเช่นกัน คะแนนการฟังจะไม่เกิน 250 หรือ ตั้งแต่ Part 2 ของการฟังเป็นต้นไปคะแนนต่ำกว่าครึ่งหนึ่งทั้งหมด ผู้สอบมีโอกาสได้คะแนนการฟังต่ำกว่า 200  

----

550. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสี่สิบ  คือ  แนวโน้มนโยบายการประกาศผลคะแนนของ ETS ที่เป็นคะแนนข้อมูลดิบ ในแต่ละ Part การสอบ ยังมีประโยชน์อีกประการ คือ ผู้สอบสามารถทบทวน Error ทั้งด้านการฟังการอ่านและไวยากรณ์ ผ่านคะแนนที่ตัวเองได้ ผู้สอบที่ได้คะแนนส่วนไวยากรณ์น้อยกว่า 60 % แสดงว่า ผู้สอบอาจจะได้คะแนนส่วนคำถามศัพท์ประเภท Word Choice ได้คะแนนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง  

-----

549. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสามสิบเก้า   คือ  แนวโน้มนโยบายการประกาศผลคะแนนของ ETS ที่เป็นคะแนนข้อมูลดิบ ในแต่ละ Part การสอบ ยังมีประโยชน์อีกประการ คือ ผู้สอบสามารถทบทวน Error ทั้งด้านการฟังการอ่านและไวยากรณ์ ผ่านคะแนนที่ตัวเองได้ ผู้สอบที่ได้คะแนนส่วนการฟัง Part Question Response ที่ต่ำ ไม่ถึง 80 % แสดงว่า ยังรับมือการฟังเร็วยังไม่ได้

----

548 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสามสิบแปด   คือ แนวโน้มของนโยบายของ ETS ที่บริหารศูนย์สอบโทอิคทั่วโลก ต้องการยกระดับมาตรฐานผู้สอบมากขึ้น ด้วยการออกผลสอบเป็นคะแนนดิบ มีแนวโน้มที่เป็นประโยชน์กับนายจ้าง อย่างน้อยที่สุด การวิเคราะห์คะแนนดิบจะช่วยให้นายจ้างทราบทัศนคติในการสอบของผู้สมัครงานว่า เป็นผู้สอบที่ต้องการวัดผลความรู้ภาษาอังกฤษที่ลงลึก หรือ ไม่ 

-----

547 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสามสิบเจ็ด   คือ แนวโน้มของนโยบายของ ETS ที่บริหารศูนย์สอบโทอิคทั่วโลก ต้องการยกระดับมาตรฐานผู้สอบมากขึ้น เนื่องจาก นายจ้างต้องการบุคลากรที่มีคุณภาพการทำงานควบคู่กับทักษะด้านภาษาต่างประเทศ หลัง ปี 2554 เริ่มปีใหม่ ปี 2555 แนวโน้มของศูนย์สอบจะเริ่มวัดผลและประกาศผลเป็นคะแนนดิบในแต่ละ Part ทั้งการฟังและการอ่านและไวยากรณ์ออกมาแบบตรงไปตรงมา เพื่อสนองความต้องการของนายจ้าง ดังนั้น ผู้สอบที่ไม่ปรับตัวเองให้เป็น Professional Examinee มันจะมีปัญหากับการนำผลสอบไปสมัครงานทันที  

----

546 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสามสิบหก   คือ  ปี 2555 เป็นปีที่มีการแข่งขันหางานสูงมาก ผลจากปัจจัยภายนอกเศรษฐกิจโลกลดอัตราการขยายตัว มีอัตราการว่างงานที่เริ่มสูงในอเมริกา ญีปุ่น สเปน อิตาลี และ ภูมิภาคอาเซียนเป็นแนวโน้มของโลกที่จะเป็นแหล่งขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีคนทั่วโลกต้องการเคลื่อนย้ายแรงงานมาทีภูมิภาคนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีชาวต่างขาติจำนวนมากเริ่มสอบโทอิคที่ศูนย์สอบที่กรุงเทพมากขึ้น และ มีส่วนต่อการยกระดับมาตรฐานต่อรอบสอบให้สูงขึ้น ผู้ที่ไม่เตรียมตัวสอบจะรับมือยากทั้งข้อสอบชุดที่ปรับยากกับผู้สอบที่มีคุณภาพมาร่าวมสอบด้วยภายใต้ระบบ Percentile Rank 
 

----

545 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสามสิบห้า   คือ  ช่วงการสอบที่มีจำนวนผู้สอบมากผิดปกติ และ ผู้สอบต้องการเร่งคะแนน ผู้สอบจำเป็นต้องใช้แทคติกในเรื่องการหาจุดอ่อนการสอบของตัวเอง จุดอ่อนที่พบมากสำหรับผู้สอบที่เพิ่งเป็น Test Taker ใหม่ๆ ยังมิใช่ Professional examinee คือ การรับมือการฟังที่เร็วยังไม่ได้ และ การทำข้อสอบศัพท์ แบบ Word Choice ในไวยากรณ์ กรณีที่ทำข้อสอบอ่านไวยากรณ์ไม่ทัน สิ่งที่ผู้สอบต้องระลึกถึง คือ การทำข้อสอบไม่ทันสิบข้อขึ้นไปจะเสี่ยงกับคะแนนอ่านไวยากรณ์ลดลงต่ำกว่า 200 ยกเว้น จะทำข้อสอบการอ่านและศัพท์ได้เกินครึ่งหนึ่ง การเหลือข้อสอบอ่านและไวยากรณ์ที่ไม่เกิน 15 ข้อจะไม่เป็นปัญหาอะไร คะแนนอ่านไวยากรณ์มีโอกาสเกิน 200 ได้ 
 

-----

544 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสามสิบสี่   คือ  ช่วงการสอบที่มีจำนวนผู้สอบมากผิดปกติ ผู้สอบที่ต้องการเร่งยื่นคะแนน ต้องสอบหนึ่งรอบแล้วรับผลสอบถึงสอบรอบต่อไปได้ แต่การขอสอบรอบพิเศษด้วยการ Stand By รายชื่อผู้สอบในรอบเย็น หรือ รอบคำ ขึ้นอยู่กับนโยบายศูนย์สอบในช่วงเวลานั้น การทำสอบ โดยอย่างต่ำที่สุดควรทำข้อ TOEIC การอ่านหรือไวยากรณ์ให้ครบทุกข้อ มันเป็นการลดความเสี่ยงที่คะแนนการอ่านไวยากรณ์ต่ำกว่า 200   

-----

543 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสามสิบสาม   คือ  ช่วงการสอบที่มีจำนวนผู้สอบมากผิดปกติ เช่น การสอบ TOEIC ยื่นสิทธิ์สมัคร กฟผ ในวันสุดท้าย หรือ ช่วง ธค. 54 ที่เป็นเดือนสุดท้ายก่อนปรับราคาค่าสอบเพิ่มขึ้น ผู้สอบหลายรายใช้วิธี Stand By เพื่อสอบรอบต่อรอบให้ได้คะแนนตามเกณฑ์ เป็นเรื่องปกติ และ ศูนย์สอบ TOEIC จะมีการเปิดเป็นรอบพิเศษ ผู้สอบไม่ควรทิ้งโอกาสการ Stand By มิฉะนั้นจะทิ้งโอกาสการสอบเพื่อเพิ่มคะแนน  

----

541 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสามสิบเอ็ด  คือ  มีระบบความคิดของผู้สอบที่ต้องการให้ข้อสอบปรับตัวมาหาผู้สอบ อีกประการ คือ พฤติกรรมการสอบทุกวัน ทุกรอบ และหวังว่า จะได้คะแนนมาก เป็นความคิดที่ไม่ได้ปรับตัวเองเข้ากับข้อสอบ วิธีที่ง่ายที่สุดกับการได้คะแนนมากกว่า 550 กับ TOEIC กับข้อสอบชุดยากที่มีแต่การฟังเร็วกับเร็วมากเท่านั้น คือ การได้คะแนนการฟังมากกว่า 300 และ อ่านไวยากรณ์พยุงตัวอย่าต่ำกว่า 200 การกาข้อสอบแบบทิ้ง Part หรือ เลือกปฏิบัติกาข้อสอบ จะได้คะแนนระดับผ่านเกณฑ์ 550 ยากมาก
 

-----

540 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสามสิบ  คือ  มีระบบความคิดของผู้สอบที่ต้องการให้ข้อสอบปรับตัวมาหาผู้สอบ แทนที่ ผู้สอบจะปรับตัวและพัฒนาให้เท่าทันข้อสอบ TOEIC , IELTS ที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้สอบที่ไม่ปรับตัวกับข้อสอบดังกล่าว จะมีการสอบหลายครั้งเกินจำเป็น โดยหวังว่า สอบเรื่อยๆ คะแนนจะขึ้น เป็นความคิดที่สร้างปัญหาระยะยาว  

-----

539 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยยี่สิบเก้า  คือ  มีระบบความคิดและระบบทัศนคติหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคของการสอบ TOEIC  อย่างเช่น ประการถัดมา คือ การไม่พัฒนาทักษะในการตัดสินใจวิเคราะห์ข้อสอบเป็นขั้นตอน ซึ่งถือเป็นวัตถุประสงค์การสอบ TOEIC ข้อหนึ่งที่สำคัญ  การใช้อารมณ์กับการทำข้อสอบที่ไม่ง่าย จำนวนข้อมาก เวลาน้อย กับ ส่วนการอ่านและไวยากรณ์  การกาข้อสอบด้วยอารมณ์ความรู้สึกจะทำข้อสอบหนึ่งข้อนานกว่าการคิดเป็นขั้นตอน และมีแนวโน้มที่จะเหลือจำนวนข้อจำนวนมาก คะแนนจะขึ้นยาก

-----

538 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยยี่สิบแปด  คือ  มีระบบความคิดและระบบทัศนคติหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคของการสอบ TOEIC  อย่างเช่น ประการถัดมา คือ การคิดไปเอง หรือ การสร้างรหัสเพื่อแปลความเข้าใจเป็นของตัวเอง ทั้งที่ภาษาอังกฤษแตกต่างกับภาษาไทยสิ้นเชิง ผู้สอบที่ไม่เข้าใจว่า การรับรู้ทางภาษาของภาษาอังกฤษกับภาษาไทยแตกต่างกันมาก เพราะ ภาษาไทยเป็นภาษาคำเดี่ยวแบบภาษาจีน เวียดนาม หรือ ภาษามลายูกลาง ไม่ได้เน้นโครงสร้างประโยคเพื่อขยายความให้มากที่สุดแบบภาษาอังกฤษ ผู้สอบที่คิดไปเองกับการแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยให้หมด พบว่า เวลาตอบ Choice กับข้อไวยากรณ์ ทุก Choice ที่เสียบลงไปในช่องพอแปลเป็นภาษาไทย กลับถูกต้องหมด ทำให้ไม่สามารถใช้หลักการ English Comprehension มาใช้ในการพิจารณาตัด Choice ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกับความหมายในบริบทได้

----

537 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยยี่สิบเจ็ด  คือ  มีระบบความคิดและระบบทัศนคติหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคของการสอบ TOEIC  อย่างเช่น ประการแรก ความใจร้อนที่สร้างบนความกดดันของผู้สอบเอง นอกจากมีผลต่อการพัฒนา Listening ทำให้ Earing เพี้ยน รวมถึง การแปะคำเพิ่มจากประโยคที่ได้ยิน หรือ พัฒนาสู่การฟังภาษาอังกฤษแต่จับคำไม่ได้ มั่วแปลเป็นภาษาไทยแทน  ทำให้ คะแนนการฟังไม่ขึ้น แล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นที่จะอธิบายต่อไป   

-----

536 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยยี่สิบหก  คือ ผู้สอบที่ยังไม่เคยสอบ TOEIC แล้วมีทัศนคติว่า ภายหลังสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ไม่ต้องสอบ TOEIC ก็ได้ แต่ต้องการ สอบกับข้อสอบที่มีค่าสอบแพงมากกว่า TOEIC คือ TOEFL ibt ภายหลังอนาคตหลัง 1 มค 2555 จนถึงเปิดเสรีแรงงานอาเซียนข้างหน้า คะแนน TOEIC จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และ ผู้ที่ปรับตัวไม่ทันกับข้อสอบดังกล่าว จะเสียเปรียบอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ การปรับข้อสอบ TOEIC  การอ่านที่ยาวมาก และ ใช้ศัพท์ระดับ TOEFL Paper Based ( คนละ Model กับ ข้อสอบ TOEFL ibt ) ผู้ที่ทำการอ่านไม่ทัน แล้วได้คะแนนสัดส่วนต่ำกว่าครึ่งแล้วเหลือข้อไวยากรณ์มากกว่า 20 ข้อขึ้นไป มีโอกาสสูงที่คะแนนอ่านไวยากรณ์จะอยู่ระดับแนวต้านสุดท้าย คือ 170 จาก คะแนนรวมการอ่านไวยากรณ์ 495   

-----

535 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยยี่สิบห้า  คือ ผู้สอบ TOEIC เบื้องต้น ที่ยังไม่มีประสบการณ์การสอบ TOEIC ศูนย์สอบ TOEIC ปรับข้อสอบให้ยากขึ้นอย่างมากเพื่อสอดรับให้ นร ปรับตัว กับ ค่าสอบที่เพิ่มขึ้นเป็น 1500 เริ่ม 1 มค 2555 เป็นต้นไป ข้อสอบที่ยากขึ้นมีการทดสอบศัพท์ยากในส่วนไวยากรณ์ที่เป็น Word Choice เทียบเท่ากับ ข้อสอบ TOEFL Paper Based แล้ว และ การรสอบการฟัง จะไม่มีที่เป็น การฟังที่ Speed ช้า หรือ Speed ปานกลาง อีกต่อไป สถาบันสำรวจ มีผู้สอบหลายคน ที่ออกจากห้องสอบ ไม่สามารถปรับตัวได้ เพราะการเตรียมตัวน้อย และ อีกคำตอบ คือ ไม่เคยสอบข้อสอบที่ยกระดับขนาดนี้มาก่อน  

-----

534 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยยี่สิบสี่  คือ ผู้สอบ TOEIC เบื้องต้น ที่ขาดความเข้าใจเรื่อง การสอบ Homophone ของคำที่ปรากฏในข้อสอบโทอิค มีปัญหาทำให้การสอบคะแนนไม่ขึ้นได้ เพราะคำที่เสียงคล้ายหรือเสียงเหมือนกัน แต่เป็นคำคนละประเภทกัน นับเป็นอุปสรรคสำเนียงฝรั่งที่ผู้สอบต้องให้ความสำคัญ เพราะ การสอบ Part ที่สอง จะเป็นประโยคสั้นถามตอบที่มีอุปสรรคสำเนียงฝรั่งจำนวนมาก  

----

533 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยยี่สิบสาม  คือ ผู้สอบ TOEIC เบื้องต้น ที่ยังมีประสบการณ์การสอบน้อย ที่ยังมีปัญหาการแก้ข้อสอบปรนัยที่ขาดหลักวิชาการ อีกประการหนึ่ง ผู้สอบที่นิยมกาข้อสอบทันทีกับข้อสอบไวยากรณ์มีโอกาสผิดสูง เนื่องจาก ข้อสอบไวยากรณ์ปัจจุบันเป็นข้อสอบชุดยากปรับปรุงหลัง กค 2554 ที่มีการวิเคราะห์ตามหลัก English Comprehension โดยเฉพาะการวิเคราะห์วิธีการตัด Choice กับตัวเลือกที่กำกวม หรือ Ambiguity ออกไปก่อน ผู้ที่ขาดความเข้าใจมักจะมีปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อคะแนนที่ไม่ขึ้น   

----

532 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยยี่สิบสอง  คือ ผู้สอบ TOEIC เบื้องต้น ที่ยังมีประสบการณ์การสอบน้อย หรือที่เรียกว่า Test Takers มีการกาข้อสอบที่ยังไม่เป็น Professional Examinee ทำให้คะแนนที่ได้มีโอกาสแกว่ง คะแนนการสอบไม่นิ่งและไม่สามารถขยับขึ้น หรือ ไม่สามารถพัฒนาสู่การก้าวกระโดด การกาข้อสอบแบบตัด Choice แบบขาดหลักวิชาการ แม้กระทั่งข้อสอบการฟังทุก Part   

----

531 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยยี่สิบเอ็ด  คือ ผู้สอบ TOEIC เบื้องต้น ที่ยังมีประสบการณ์การสอบน้อย หรือที่เรียกว่า Test Takers มีลักษณะอีกประการ คือ การกาข้อสอบปรนัยที่ขาดหลักวิชาการ ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการสอบ โดยที่ข้อสอบ TOEIC ที่มาจากเชิงวิจัยในทางวิชาการ ลงลึกทั้งเรื่องทักษะระดับประโยค และ ความรู้เรื่องเสียงภาษาอังกฤษ จะมีตรรกะที่แน่นอนที่ไม่ให้ ผู้สอบที่ขาดประสบการณ์ กาทิ้งแถวเดียวแล้วได้คะแนนมาก หรือ ผู้สอบที่กาทันทีโดยมิได้วิเคราะห์เป็นขั้นตอน มีโอกาสผิดในหลักวิชาการการกาข้อสอบปรนัย ในระดับถึง 70 %  

-----

530 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยยี่สิบ  คือ ผู้สอบ TOEIC เบื้องต้น ที่ยังมีประสบการณ์การสอบน้อย หรือที่เรียกว่า Test Takers แตกต่างจากผู้สอบที่มีการพัฒนาตัวเองให้มีทักษะการสอบขึ้นมา หรือที่เรียกว่า Professional Examinee ในประเด็นการเข้าใจวัตถุประสงค์การสอบ TOEIC หรือที่เรียกว่า Sole Mission of TOEIC โดยที่วัตถุประสงค์การสอบดังกล่าวจะเน้นกับผู้สอบที่เป็นสามกลุ่มหลัก กลุ่มที่มีจำนวนใหญ่สุด คือ กลุ่มสอบแบบ individuals ปัจเจกบุคคล ที่มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองเป็นสำคัญ ไม่ใช่ผู้สอบที่ชวนกันสอบเป็นกลุ่มที่จะมีพฤติกรรมการสอบอีกแบบหนึ่ง

-----

529 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสิบเก้า  คือ ผู้สอบ TOEIC , IELTS ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือ ละเลย เรื่องสำคัญที่เป็นอุปสรรคการสอบอย่างหนึ่ง คือ เรื่องอุปสรรคสำเนียงฝรั่ง ผู้สอบ TOEIC , IELTS ที่ประมาทคิดว่า ไม่มีอุปสรรคสำเนียงฝรั่งทั้งแปดแบบในข้อสอบ ผู้สอบจะมีปัญหาการสอบ TOEIC โดยเฉพาะ Part 2 Question Response ที่ปัจจุบันข้อสอบยากขึ้นฟังเร็วขึ้นมาก ตั้งแต่ กค 2554 และมีอุปสรรคสำเนียงฝรั่งทำให้ฟังยากขึ้น และ จะยิ่งมีปัญหาหนักตอนสอบการพูด TOEIC โดยเฉพาะข้อแรกที่บังคับให้ผู้สอบต้องพูดให้มี Tonation , Pronunciation , Stress , Accent ที่อยู่ในระดับมาตรฐาน ผู้สอบที่ไม่สนใจว่า อุปสรรคสำเนียงฝรั่งมีอยู่ในการสอบการฟัง ทำให้การสอบพูดจะพูดโดยไม่สนใจเรื่องสำเนียงที่ต้องผ่านการสอบข้อแรกให้ได้ด้วย 
 

-----

528 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสิบแปด  คือ  ผู้สอบไม่ควรประมาทกับการสอบ TOEIC ที่เป็นชุดข้อสอบยากขึ้น หลังจาก กค 2554 โดยเฉพาะ การฟัง Part ที่สอง คือ Question Response และ Short Talk ที่เป็นข้อสอบการฟังที่เร็วเป็นพิเศษ ผู้ที่ไม่พัฒนาทักษะระดับประโยคเบื้องต้น จะมีปัญหาในการรับมือการฟังเร็ว คะแนนโดยส่วนใหญ่ของ
การฟังจะขึ้นยาก  

-----

527 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสิบเจ็ด  คือ  ผู้สอบจะประมาทกับการสอบ TOEIC ไม่ได้ เนื่องจาก ความแม่นในขั้นตอนการวิเคราะห์และการตัดสินใจต้องเป็นขั้นตอน เพื่อทำให้เกิดการตัดตัวเลือกด้วยเหตุผลตามหลักการวิชาการด้าน English Comprehension ทำให้การทำสอบการฟัง การอ่าน ไวยากรณ์ ในคำถามทุกประเภท ผู้สอบจะรักษาเวลาในการทำแต่ละข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำข้อสอบทัน แตกต่างจากการทำข้อสอบทันด้วยการกาข้อสอบทันทีเพราะไม่มีเวลาวิเคราะห์ ซึ่งเป็นการกาข้อสอบที่ได้ผลลัพธ์น้อย   

-----

526 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสิบหก  คือ  การสอบการฟังการอ่านของ TOEIC , IELTS เป็นด่านแรกของ นร ที่ต้องปรับตัวและพัฒนาทัศนคติการสอบ อีกประการคือ การทำข้อสอบเพียงบางส่วน หรือ มักน้อย มันเป็นแนวคิดที่ไม่เหมาะสมกับการคิดคะแนนแบบ Percentile Rank แบบ TOEIC เพราะ ทุกคนที่สอบในรอบเดียวกัน ถ้าส่วนใหญ่มุ่งมั่นที่ต้องทำเก็บตกให้ได้ทุกข้อ ผู้สอบที่เลือกทำข้อสอบจำนวนหนึ่ง ไม่พยายามเก็บตกทุกข้อ จะประสบปัญหาทันที กับ การได้ฐานคะแนนที่เพิ่มขึ้น  

-----

525 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสิบห้า  คือ  การสอบการฟังการอ่านของ TOEIC , IELTS เป็นด่านแรกของ นร ที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองก่อนการสอบการพูดการเขียน แต่มีทัศนคติของผู้สอบบางประการที่ยังไม่พัฒนาสู่ระดับผู้สอบมืออาชีพ คือ การเชื่อเรื่องทำข้อสอบจำนวนน้อย กับ ข้อที่ต้องการทำ หรือ เลือกไว้ แล้วต้องการคะแนนสูง มันจะได้ผลลัพธ์สวนทางกับระบบการคิดคะแนนแบบจัดอันดับแบบ 100 อันดับ หาอันดับที่ดีที่สุด ในระบบการคิดคะแนน Percentile Rank เพราะ คนที่คิดทำข้อแต่จำนวนน้อย และ ต้องการกาทิ้งเวลาทำไม่ทัน มันจะได้อันดับคะแนนต่ำกว่า มีผลทำให้ฐานคะแนนผู้สอบคนนั้นต่ำและก้าวกระโดดยาก  

----

524 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสิบสี่  คือ  การสอบพูดกับเขียนของ TOEIC ผู้สมัครสามารถสอบได้ โดยไม่ต้องอ้างอิงคะแนนการฟังและการอ่าน เนื่องจากทักษะการฟังและอ่านเป็น Passive Skill โดยที่ทักษะเริ่มต้นของภาษาอังกฤษที่ทำให้ เด็กแรกวัยเริ่มพูดภาษาอังกฤษได้ ต้องมาจากการฟังพ่อแม่เด็กพูดมาก่อน แล้วเด็กดังกล่าวก็พัฒนาการฟังเป็นการพูด การสอบ TOEIC , IELTS จึงให้ความสำคัญกับคะแนนการฟังที่ใช้ Benchmark คะแนนการพูด ผู้ที่ฟังได้คะแนนน้อย มีโอกาสที่จะพูดหรือเขียนได้คะแนนน้อยเช่นกัน 

----

523 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสิบสาม  คือ  ปัจจุบัน ผู้สมัครงานต้องประสบกับสภาพตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไป  เพื่อช่วยเหลือ นร หลังวิกฤตน้ำท่วม ผู้สมัครคอร์ส TOEIC สถาบันแถมคอร์ส IELTS ให้ เช่นเดียวกัน ผู้สมัครคอร์ส IELTS สถาบันแถมคอร์ส TOEIC ด้วย มันจะลดความเสี่ยงที่ นร จะได้คะแนนน้อยนั่นเอง 
 

----

522 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสิบสอง  คือ  ปัจจุบัน ผู้สอบที่ต้องการคะแนนสอบพูดกับเขียนไปเสริมคะแนนการอ่านกับการฟังของการสอบ TOEIC หรือ ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจากการสอบ IELTS มาเป็นการสอบ TOEIC เพื่อเป็นมาตรฐานในการทำงานที่ประเทศอังกฤษแทน คะแนนการฟังไม่ควรต่ำกว่าเฉลี่ย เพราะ คะแนนการสอบการเขียนและการพูดของ TOEIC ต้องการเกิน 80 จาก 100 ทำให้ขอใบอนุญาตการทำงานได้ที่ประเทศอังกฤษ  

----

521 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสิบเอ็ด  คือ  ปัจจุบัน ผู้สอบที่ต้องการ สอบการพูดและการเขียน  สามารถสอบได้โดยไม่ขึ้นกับคะแนนการฟังและการอ่าน แต่คะแนนการฟังจะสัมพันธ์โดยตรงกับคะแนนการพูด เมื่อการสอบพูดและเขียน ต้องเสียเงิน 3500 บาท การเตรียมความพร้อมจึงสำคัญ ผู้ที่มีคะแนนการฟังน้อยเกินไป แสดงถึง การมีทักษะระดับประโยคค่อนข้างต่ำ การสอบพูดและเขียนย่อมได้คะแนนน้อยตามสัดส่วน  

----

520 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสิบ  คือ  ปัจจุบันสถาบันมี นร ที่สนใจจะสอบการพูดและการเขียน ซึ่ง นร สามารถตั้งเป้าในการสอบพูดกับเขียนทั้ง TOEIC , IELTS ได้ เพราะ มี Model ในการสอบคล้ายกัน การสอบ TOEIC จะเน้นวัดศักยภาพทางภาษาประยุกต์ทางธุรกิจมากกว่า IELTS จึงเหมาะกับการเตรียมพร้อมการสมัครงานในระดับ International ที่โดยส่วนใหญ่มีการสอบการเขียน 15 นาที และ สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ  ผู้ที่คะแนนการฟังหรือการอ่านยังไม่ขึ้น ยังไม่ควรเสียเวลากับการพูดหรือเขียน เพราะ นายจ้างผู้สัมภาษณ์งานต้องการดูคะแนนการฟังการอ่านเป็นพื้นฐานก่อน 

---

519 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยเก้า คือ  การสอบ TOEIC กับ IELTS ต้องคู่กันสำหรับผู้สอบที่ต้องการปรับตัวกับตลาดแรงงานที่มีการเปิดเสรีทั่วโลก โดยเฉพาะเปิดเสรีอาเซียน การเทียบคะแนนระหว่างการสอบ TOEIC กับ IELTS เฉพาะทักษะการฟังและการอ่าน เป็นเรื่องทำได้ เนื่องจากเป็นทักษะการสอบระดับสากลเหมือนกัน แต่การสอบวัดผล ภาษาอังกฤษ ในระดับ Local ภายในประเทศ ยังไม่ได้รับความยอมรับในการสมัครงานทั่วโลก เนื่องจากเป็นมาตรฐานภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับเพียงกับภาคการศึกษาเพื่อเป็นเพียงมาตรฐานรับสมัครศึกษาต่อเท่านั้น  

----

518 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยแปด คือ  การสอบคะแนน TOEIC แล้วได้คะแนนน้อย รวมถึงการสอบหลายครั้งคะแนนแกว่งหรือคะแนนลดลง ปัจจัยหนึ่งของผู้สอบ คือ Error การฟังของผู้ฟังที่เป็นความคุ้นเคยเดิมที่ไม่เปิดใจที่จะแก้ไข  หลักวิชาการเกณฑ์การสอบระดับ international ต้องมีการพัฒนาข้อสอบให้ยากขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพของผู้ที่สอบได้ให้อยู่อีกระดับหนึ่ง แต่ผู้สอบที่พยายามใช้วิธีการกาข้อสอบแบบเดิม การซ้อมที่ไม่ได้ใช้หลักวิชาการ ซ้ำแบบเดิมไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความเคยชินที่ทำให้ได้คะแนนน้อย เมื่อเจอข้อสอบที่ปรับให้ยากขึ้นหลัง กค 54 ทำให้ปรับตัวไม่ทัน  

----

517 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยเจ็ด คือ  การสอบคะแนน TOEIC ให้ได้คะแนนการฟังมากกว่า 400 ผู้สอบจะมีโอกาสสอบ IELTS ได้คะแนนการฟังมากกว่า Band 6 เนื่องจากการฟังยาวในอุปสรรคสำเนียงฝรั่งแบบ Great Britain English ใน IELTS ต้องอาศัยการฟังที่มี Earing ที่เพี้ยนในจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่น้อย ผู้ที่สอบ TOEIC แล้วไม่คิดเตรียมตัวลงลึกกับการฟังเป็นอย่างดี มีผลต่อ สภาพที่ยังมี Earing ที่เพี้ยน คะแนนการฟังทั้ง TOEIC และ IELTS จะขึ้นยาก

----

515 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยห้า คือ  การสอบคะแนน TOEIC ให้ได้คะแนนไม่ต่ำในส่วนของการฟัง ผู้สอบที่ฝึกโดยใช้แบบฝึกหัดที่ไม่สอดคล้องกับข้อสอบ และ ผู้สอบที่ไม่มีประสบการณ์ อาจยังไม่เคยไปลอง Audition ข้อสอบจริง ทำให้เกิดการเสียเปรียบในการรับมือการฟังเร็วของข้อสอบ TOEIC ที่มีการปรับให้ยากขึ้นในปัจจุบัน เช่นเดียวกับ ข้อสอบ IELTS ที่มีการพัฒนาการฟังแบบสำเนียง Great Britain English ที่เร็วขึ้น และ ฟังยาวกว่า TOEIC  
 

-----

514 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสี่ คือ  การสอบคะแนน TOEIC ให้ได้คะแนนระดับสูงในส่วนการอ่าน ที่ผู้สอบต้องทำการอ่านให้ครบทุก Passage และการตอบคำถามต้องมีการย้อนกลับไปหาข้อมูลที่ Topic Sentence  เป็นหลัก คะแนนการอ่านเป็นดัชนีสำคัญในการวัดเกณฑ์หนึ่งที่สำคัญ คือ การเข้าใจโครงสร้างประโยคหรือทักษะระดับประโยคที่มีประโยคย่อยหรือกลุ่มคำจำนวนมาก คะแนนการอ่านจะอยู่ในระดับสูงได้ ทักษะระดับประโยคของผู้สอบต้องดีเพียงพอ มิฉะนั้น จะส่งผลสู่คะแนนการพูดหรือเขียนที่ไม่สูง เนื่องจากทักษะระดับประโยคของผู้สอบไม่แน่นและไม่แม่น  

-----

513 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสาม คือ  การสอบคะแนน TOEIC ให้ได้คะแนนระดับสูงในส่วนไวยากรณ์ โดยเฉพาะเรื่องศัพท์ นับเป็นเกณฑ์ที่เรียกว่า Lexicon Resource ที่ผู้สอบต้องพัฒนาการเพิ่มปริมาณคำศัพท์ในระบบการเรียน เริ่มต้นจากการเดาศัพท์ยากตามหลักวิชาการให้ได้ความหมายใกล้เคียงจากการสอบการอ่านและข้อศัพท์ในไวยากรณ์ ถ้าคะแนนสอบการอ่านไวยากรณ์ยังน้อยมาก โอกาสที่จะผ่านเกณฑ์ Lexicon Resource ในการสอบการพูดหรือการเขียนของ IELTS และ TOEIC จะน้อยลง แต่การรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษไม่มาก ไม่ได้มีผลต่อคะแนนการสอบการฟังภาษาอังกฤษ ต่างกับ การรู้ศัพท์ภาษาจีนที่น้อย จะไม่สามารถสอบผ่านการสอบภาษาจีนเพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างนานาชาติ หรือ เรียกว่า HSK

-----

512 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยสอง คือ  การสอบคะแนน TOEIC ให้ได้คะแนนระดับสูงในส่วนไวยากรณ์ จำเป็นต้องมีการฝึกฝนการพูดและการเขียนประกอบกัน ซึ่งปัจจุบัน นร จีน ส่วนใหญ่ใช้วิธีการสอบฟังและอ่านของ TOEIC ไปพร้อมกับการสอบการพูดหรือเขียน อย่างน้อยที่สุด ตามหลักวิชาการ การสอบการอ่านและไวยากรณ์เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอบมีความตื่นตัวในการพัฒนาคะแนนการพูดกับการเขียนมากขึ้น 
 

----

511 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อยเอ็ด คือ  การสอบคะแนน TOEIC ให้ได้คะแนนระดับสูงในส่วนไวยากรณ์ ผู้สอบต้องทำข้อสอบส่วน Connecting Words ให้ได้คะแนน เนื่องจากข้อสอบชุดง่าย TOEIC จะมีข้ออยู่ไม่เกินสิบข้อ แต่ผู้สอบต้องนำความรู้ดังกล่าวเพื่อไปใช้ในการสอบพูดและเขียน TOEIC โดยเฉพาะการอธิบายด้วยการใช้ประโยคยาวอธิบายภาพด้วยการพูด Speaking  

----

510 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการที่สามร้อย คือ  การสอบคะแนน TOEIC ให้ได้คะแนนระดับสูงในส่วนไวยากรณ์ ผู้สอบต้องทำข้อสอบศัพท์ยากที่ถามลักษณะ Word Choice และ Word Form แม้กระทั่งเรื่อง Adverb เดิมที่เคยถามเป็นลักษณะความเข้าใจไวยากรณ์ธรรมดา แต่ปัจจุบัน ข้อสอบที่ถาม Adverb ยังถามความรู้เรื่องศัพท์ยากแทน จุดมุ่งหมายของการปรับข้อสอบ TOEIC ให้ยากขึ้น โดย ETS  คือ  การเตรียมความพร้อมให้ผู้สอบพัฒนาการเข้าใจและจดจำคำศัพท์ให้หลากหลายมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Vocabulary Enrichment เพื่อต่อยอดต่อการสอบการพูด TOEIC โดยเฉพาะข้อที่ต้องพูดอธิบายสิ่งที่ปรากฏในภาพ และ การอธิบายความคิดเห็นกับ Argument  ที่หยิบยกขึ้นมา  และ สอบการพูดและเขียนเริ่มได้รับความนิยมและยอมรับจากนายจ้างมากขึ้น  
 

-----

509 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเก้าสิบเก้า คือ  การสอบคะแนน TOEIC ให้ได้คะแนนระดับสูงในส่วนไวยากรณ์ บางครั้งข้อสอบจำเป็นต้องมีการออกข้อสอบส่วน Connecting Words เพื่อให้ ผู้สอบที่สอบการฟังการอ่าน ได้เริ่มเตียมตัวสอบการพูด อย่างน้อยที่สุด คำถามการพูดที่โจทย์ให้อธิบายรูปภาพ ผู้สอบจำเป็นต้องมีการอธิบายด้วยการเชื่อมประโยคสองประโยคมิฉะนั้น ผู้สอบคะแนนจะขึ้นยาก

----

508 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเก้าสแปด คือ  การสอบคะแนน TOEIC ให้ได้คะแนนระดับสูงภายใต้ระบบการคิดคะแนนแบบ Percentile Rank ผู้สอบที่ทัศนคติการสอบที่ผิดอีกประการ คือ ผู้สอบที่มีทัศนคติไม่ดีกับการพัฒนาการจำศัพท์เพื่อนำมาใช้ หรือที่เรียกว่า Vocabulary Enrichment นอกจากมีผลต่อคะแนนการสอบศัพท์ในชุดไวยากรณ์ TOEIC ที่ขึ้นยากแล้ว โดยที่มีข้อศัพท์ทดสอบ Word Choice จำนวน 25 - 30 ข้อ ที่ผู้สอบต้องรับมือ การรู้ศัพท์น้อยยังทำให้ ผู้สอบอาจมีปัญหากับการสอบการพูด TOEIC โดยเฉพาะคำถามการพูดช่วงสุดท้ายที่ผู้สอบต้องเน้นใช้คำศัพท์ที่อธิบายการพูดเชิง Opinion ให้ได้ความที่กระชับและขยายความเพียงพอ 
 

----

507 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเก้าสิบเจ็ด  คือ  การสอบคะแนน TOEIC ให้ได้คะแนนระดับสูงภายใต้ระบบการคิดคะแนนแบบ Percentile Rank ผู้สอบที่ทัศนคติการสอบที่ผิดอีกประการ คือ ผู้สอบที่ขาดการเตรียมตัว หรือ ไม่เตรียมตัวลงลึกทำลาย Error ของตัวเองด้านการอ่านและการฟังอย่างจริงจัง มีผลต่อทัศนคติต่อจำนวนครั้งการสอบ ผู้สอบที่ขาดการลงลึก จะเป็นไปได้ยากที่จะสอบเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวทำให้คะแนนก้าวกระโดดได้ เพราะข้อสอบ TOEIC จริง ไม่เหมือนกับแบบฝึกหัดที่ขายในท้องตลาด และ ไม่ได้ปล่อยให้นั่งทำต่อหนึ่งข้อนานในช่วงเวลาสอบจริง เหมือนกับนั่งซ้อมอยู่กับบ้าน การเตรียมตัวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

-----

506 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเก้าสิบหก  คือ  การสอบคะแนน TOEIC ให้ได้คะแนนระดับสูงภายใต้ระบบการคิดคะแนนแบบ Percentile Rank ผู้สอบที่ทัศนคติการสอบที่ผิด มีผลต่อการสอบหลายครั้งและคะแนนไม่ขึ้น  โดยเฉพาะ การเข้าใจผิดว่า ข้อสอบ TOEIC คิดข้อละห้าคะแนน เนื่องจากแผ่นพับของ TOEIC ทุกแผ่นทุกประกาศไม่เคยบอกว่า ข้อสอบ TOEIC คิดข้อละห้าคะแนน ผู้สอบที่ได้รับข้อมูลมาผิด จะมีทัศนคติการสอบที่ผิด โดยที่นิยมกาข้อสอบทิ้งและเลือกส่วนที่สอบ แต่มีความคาดหวังให้ได้คะแนนมาก แต่เมื่อคะแนนไม่ขึ้น ผู้สอบดังกล่าวจะไม่สามารถปรับตัวทัน เพราะ ระบบ Percentile Rank มีการวัดผลเทียบจากคะแนนรวมเทียบกับคะแนนโดยเฉลี่ยของคนสอบในรอบนั้น เมื่อพิจารณาตามเหตุผล คนที่กาทิ้งง่าย ไม่กาด้วยความรู้ หรือ ไม่กาทั้งหมด ย่อมเสียเปรียบคนทำข้อสอบได้ทั้งหมดแบบไม่กาทิ้ง ภายใต้ระบบวัดผลจัดอันดับแบบ Percentile

----

505 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเก้าสิบห้า  คือ  ดัชนีตัวหนึ่งที่เหมือนกันที่ทำให้คะแนนการอ่านของการสอบ TOEIC , IELTS , CU-TEP ขึ้นยาก เช่นเดียวกัน ประการที่สอง  คือ ผู้สอบไม่จับเวลาการอ่านต่อหนึ่งประโยคให้เร็วและพัฒนาให้เร็วขึ้น โดยเฉาะการใช้หลักวิชาการการอ่านด้วยการพิจารณาทักษะระดับประโยค ตำแหน่งคำ ประเภทคำ ช่วยเสริมให้อ่านด้วยเทคนิค Skimming และ Scanning ได้เร็วยิ่งขึ้น รวมถึง ช่วยหาคำศัพท์ยากและเดาศัพท์ยากที่แทรกในบทความได้เร็วขึ้น ผู้สอบที่อ่านหนึ่งประโยคช้ามากมีโอกาสทำข้อสอบการอ่านไม่ทัน คะแนนจะขึ้นยาก  

----

504 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเก้าสิบสี่  คือ  ดัชนีตัวหนึ่งที่เหมือนกันที่ทำให้คะแนนการอ่านของการสอบ TOEIC , IELTS , CU-TEP ขึ้นยาก อีกประการสำคัญ คือ ผู้สอบไม่นิยมอ่านบทความก่อน แต่นิยมอ่านคำถามก่อนแล้วติดปัญหาอ่านคำถามนานและเจอศัพท์ยากในโจทย์คำถามซึ่งไม่สามารถเดาได้ เมื่อไม่ได้อ่านบทความก่อนทำให้ไม่มีข้อมูล และ Key Word  จากบทความในการช่วยการพิจารณาตอบคำถาม เมื่อใช้วิธีกลับไปอ่านกวาดคร่าวที่บทความหลังอ่านคำถามแล้ว คะแนนจะขึ้นยากมาก  

----

503 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเก้าสิบสาม  คือ  ดัชนีตัวหนึ่งที่เหมือนกันที่ทำให้คะแนนการอ่านของการสอบ TOEIC , IELTS , CU-TEP ขึ้นยาก เนื่องจากข้อสอบ TOEIC จะมีลักษณะบทความหรือส่วนของบทความที่เกี่ยวกับข้อมูลเชิงธุรกิจ ขณะที่ IELTS จะเป็นบทความในเชิงวิชาการมี ศัพท์ยากเชิงเทคนิคผสมอยู่ และ ข้อสอบ CU-TEP อาจมีบทความในเชิงสังคมศาสตร์มาผสม ผู้สอบที่ขาดหลักวิชาการที่ทำให้เดาศัพท์ยากหรืออ่านบทความให้ได้เร็วท่ามกลางบทความที่มีศัพท์ยากเยอะๆ ไม่ได้ คะแนนผู้สอบจะขึ้นยากมาก  

-----

501 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเก้าสิบเอ็ด  คือ  ดัชนีตัวหนึ่งที่เหมือนกันสำคัญอีกตัวหนึ่งที่เป็นอุปสรรคการของการสอบการฟังของทั้ง IELTS , CU-TEP , TOEIC ปัจจัยอุปสรรคข้อจำกัดการทำงานสมองอีกประการหนึ่ง คือ สมองมีความเฉื่อยในตัว ผู้ที่ฝึกฟังผิดวิธีมีโอกาสสูงที่ฟังคำในประโยคแล้วเกิดการแช่คำทำให้ฟังคำอื่นในประโยคไม่ได้ มีผลต่อจำนวนคำที่ถอดได้ในประโยคมีน้อยมาก ทำให้ไม่มีข้อมูลเพียงพอในการตอบคำถามการฟังได้ คะแนนจึงขึ้นยาก  

----

500 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเก้าสิบ  คือ  ดัชนีตัวหนึ่งที่เหมือนกันสำคัญอีกตัวหนึ่งที่เป็นอุปสรรคการของการสอบการฟังของทั้ง IELTS , CU-TEP , TOEIC คือ ปัจจัยอุปสรรคข้อจำกัดการทำงานสมอง เพราะสมองทำงานแบบอนุกรม และ ไม่สามารถจำอะไรเยอะๆ ในระยะเวลาอันสั้น ถ้าจำอะไรใหม่ ที่ต้องฝืนและไม่ผูกกับความเข้าใจเดิม จะทำให้ลืมคำใดๆ แต่ละคำ ตั้งแต่วินาทีที่หนึ่งเป็นต้นไป หลังจากฟังประโยคใดๆ จบลง ถ้าฟังประโยคใดแล้วไม่ถอดรูปประโยคทันที คะแนนการฟังมีโอกาสขึ้นได้ยาก  

----

499 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยแปดสิบเก้า  คือ  ดัชนีตัวหนึ่งที่เหมือนกันสำคัญอีกตัวหนึ่งของการสอบการฟังของทั้ง IELTS , CU-TEP , TOEIC คือ ปัจจัยด้านทักษะระดับประโยค ผู้สอบที่ไม่สนใจเรื่องตำแหน่งคำในประโยค ประเภทคำในประโยค เวลาฟังจะนิยมฟังเอาแต่เสียงแต่ถอดเป็นคำภาษาอังกฤษไม่ได้ เมื่อถอดคำไม่ได้ ก็ถอดประโยคไม่ได้ จึงมีการสอนที่ผิดวิธีที่บังคับให้ผู้ฟังฟังแล้วมั่วเป็นภาษาไทยไปเลย โดยที่ยังถอดคำถอดประโยคไม่ได้ รวมถึง Earing ที่ฟังเสียงยังฟังเสียงเพี้ยนด้วย คะแนนจึงขึ้นยาก เพราะ ผู้สอบไม่มีข้อมูลไปตอบคำถามการฟัง     

----

498 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยแปดสิบแปด  คือ  ดัชนีตัวหนึ่งที่สำคัญของการสอบการฟังของทั้ง IELTS , CU-TEP , TOEIC คือ ปัจจัยทางจิตวิทยาที่ก่อให้เกิด Earing ที่เพี้ยน หรือ Noise การฟัง เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คะแนนการฟังไม่ขึ้น ความใจร้อนที่ต้องการบังคับเสียงที่ฟังให้เป็นเสียงที่อยากให้เป็น รวมถึง พัฒนาสู่การแปะคำเพิ่มนอกเหนือจากเสียงหรือคำที่ฟัง สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้บริบทที่ฟังเสียและเพี้ยน ทำให้ผู้สอบไม่ได้ข้อมูลที่สอดคล้องกับคำถามการฟังในข้อสอบ ผู้สอบจะมึนและหลุดง่าย คะแนนจะขึ้นยาก    

-----

497 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยแปดสิบเจ็ด  คือ  ดัชนีตัวหนึ่งที่สำคัญของการสอบการฟังการอ่านของข้อสอบ TOEIC , IELTS , CU-TEP คือ การกล้าตัดสินใจอย่างเป็นระบบและหลักการ โดยเฉพาะข้อสอบ TOEIC กับ CU-TEP ถ้าขาดการเตรียมตัวลงลึกการฟังที่มากพอ การกาข้อสอบโดยไม่ผ่านกระบวนการเทียบ Key Word และ ตัด Choice โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น เป็น การตัด Choice แบบขาดหลักวิชาการ ตัด Choice โดยอารมณ์ ผู้สอบจะมีความเสี่ยงสูงกับการทำข้อปรนัยมากกว่า 75 %  กับการกาข้อสอบทันทีและกาโดยใช้อารมณ์มากกว่าหลักวิชา    

----

496 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยแปดสิบหก  คือ  ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนไวยากรณ์ของ TOEIC กับ การสอบไวยากรณ์ของการสอบ TU-GET  สามารถเทียบกันได้โดยตรงเพราะข้อสอบทั้งสองประเภทมีการทดสอบด้วยคำถามถามศัพท์ยากแบบ Word Choice แต่โดยปกติข้อสอบศัพท์ของ TU-GET จะใช้ศัพท์ยากกว่ามาถาม ผู้ที่สอบคะแนน TU-GET ได้เกินระดับ 600 มีโอกาสสูงที่จะสอบคะแนนอ่านไวยากรณ์ของ TOEIC มากกว่า 350 เปรียบเทียบด้วยเปอร์เซ็นต์สัดส่วนจำนวนข้อข้อสอบ      

----

495 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยแปดสิบห้า  คือ  ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนไวยากรณ์ของ TOEIC กับ การฟังของการสอบ CU-TEP  ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจากการสอบการฟังของ CU-TEP ไม่ได้มีเรื่องอุปสรรคสำเนียงฝรั่งในการสอบเท่ากับการสอบของ TOEIC แต่ผู้ที่ได้คะแนนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของ CU-TEP สถิติมักพบว่า คะแนนการสอบของ TOEIC ก็จะต่ำกว่าครึ่งหนึ่งเช่นกัน    

----

494 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยแปดสิบสี่  คือ  ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนการฟังของ TOEIC กับ IELTS ต้องยอมรับว่าประเภทคำถามการฟังของข้อสอบ IELTS  มีหลากหลายมากกว่า TOEIC  ปัญหาของผู้สอบการฟัง TOEIC ที่ไม่ให้ความสำคัญกับการฟังลงลึกเพื่อรับมืออุปสรรคสำเนียงฝรั่ง แบบ Great Britain English และ คะแนนการฟัง TOEIC มีปัญหาขึ้นยาก จะส่งผลแปรผันตรงกับการสอบการฟัง IELTS เพราะ การฟัง IELTS จะมีอุปสรรคสำเนียงมากกว่า และ มีระยะเวลาในการฟังนานกว่า   

-----

493 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยแปดสิบสาม  คือ  ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนการอ่านของ TOEIC กับ IELTS ต้องยอมรับว่าประเภทคำถามการอ่านของข้อสอบ TOEIC มีหลากหลายมากกว่า IELTS ที่ถามคำถามการอ่านเกี่ยวกับประเด็นอย่างเดียว แต่การอ่านแต่ละบทความของ IELTS จำเป็นต้องใช้เทคนิคในการเดาศัพท์ยากมากกว่า TOEIC เพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่อง แต่คำถามโดยปกติจะง่ายกว่า ระดับคะแนนการอ่านและไวยากรณ์ TOEIC ระดับมากกว่า 345 มีโอกาสทำคะแนน IELTS ได้มากกว่า Band 6.0  

-----

492 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยแปดสิบสอง  คือ  ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนการฟังของ TOEIC กับ IELTS สำหรับผู้สอบหลายคนที่ต้องการวัดผลคะแนนการฟังจาก TOEIC เทียบกับ IELTS เนื่อกจากการสอบ TOEIC ลงทุนด้วยค่าสอบที่น้อยกว่า IELTS ผู้สอบที่ได้คะแนนเกินระดับ 350 ของ TOEIC จะมีโอกาสที่คะแนนการฟังของ IELTS เกินกว่า 5.0 ได้  

----

491 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยแปดสิบเอ็ด  คือ  ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนไวยากรณ์ของ TOEIC มันแปรผันตรงกับคะแนนการสอบการฟังของ TOEIC , IELTS ด้วย ผู้ที่สอบคะแนนการอ่านและไวยากรณ์พัฒนาขึ้น ผู้สอบดังกล่าวมีโอกาสที่จะพัฒนาคะแนนการฟังขึ้นได้ เนื่องจากการฟังที่ได้ประสิทธิภาพและคะแนนขึ้นต้องอาศัยความเข้าใจในโครงสร้างประโยค ตำแหน่งคำในประโยค ประเภทคำที่ฟัง และ ความสัมพันธ์ระหว่างคำตามหลักไวยากรณ์ หรือ Grammatical Usage มิใช่การฝึกฟังแล้วขาดหลักวิชาการทำให้พัฒนาคะแนนยากมาก   

-----

490 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยแปดสิบ  คือ  ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนการพูดการเขียน IELTS และ TOEIC มันมีความจำเป็นในการต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ ไม่ว่าจะเป็นการสอบพูดโดยตรงกับผู้ให้คะแนนหรือบันทึกเป็นไฟล์คอมพิวเตอร์ สิ่งที่สำคัญ คือ การวางประเด็นล่วงหน้าก่อนการพูดหรือการเขียน  ทำให้ไม่พูดช้า หรือ ไม่เขียนช้า เนื่องจากดัชนีที่ใช้เปรียบเทียบ คือ การอ่าน ผู้สอบที่ไม่สามารถค้นหาประเด็นในการอ่านได้ นอกจากคะแนนการอ่านของ IELTS , TOEIC จะไม่ขึ้นแล้ว การพัฒนาการเขียนและการพูดโต้ตอบจะพัฒนาคะแนนได้ยากเช่นเดียวกัน

 

-----

489 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเจ็ดสิบเก้า คือ  ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนการพูดของ TOEFL , IELTS และ TOEIC  เป็นมาตรฐานสำคัญในลำดับก่อนการเขียน ถ้า นร ไทย มีทักษะการพูดที่ยังช้า หรือ มีลักษณะแปลภาษาไทยหนึ่งคำเป็นภาษาอังกฤษหนึ่งคำ รวมถึง ไม่สนใจการสื่อสารในลักษณะ English comprehension เน้นการพูดภาษาอังกฤษที่เน้นแปลความหมายในเชิงภาษาไทยเป็นหลัก นอกจากผู้สอบดังกล่าวจะได้คะแนนน้อยในส่วนข้อสอบไวยากรณ์ของ TOEIC ที่ปรับข้อสอบให้ยากขึ้นใน NEW TOEIC แบบใหม่แล้ว การสอบเขียนในมาตรฐาน IELTS จะได้คะแนนมีโอกาสน้อยกว่า Band 5  ด้วย

 

-----

488 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเจ็ดสิบแปด  คือ ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนการพูดของ TOEFL , IELTS และ TOEIC มีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากมาตรฐานของ IELTS กำลังเป็นมาตรฐานกลางสำหรับภาครัฐบาลของหลายประเทศที่ใช้ในการตัดสินใจในการออก Work Permit ดังนั้น คะแนนการพูดกับการเขียนนับเป็นส่วนสำคัญของการติดต่อสื่อสารระดับสากลที่ นร ไทยต้องปรับตัว เพราะ คะแนนระดับการฟังกับการอ่านของ TOEIC ที่ได้ระดับสากล คือ 650 ทำให้สามารถสอบต่อยอดการพูดกับการเขียนได้ ผู้ที่ทำคะแนนการฟังการอ่านได้สูง แต่ศึกษาผิดวิธี ขาดต้นแบบในการศึกษา อาจารย์ผู้สอนเน้นแต่ตรวจ Writing แต่ไม่เขียน Writing ให้ นร ได้อ่าน จะทำให้ นร ไทยทำคะแนนส่วนการเขียนได้ยากมากขึ้น

-----

487 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเจ็ดสิบเจ็ด  คือ ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนไวยากรณ์ของ TOEIC เมื่อคิดรวมคะแนนกับการอ่าน  การวัดผลเบื้องต้นโดยเฉลี่ยสำหรับผู้ที่พอทำข้อสอบการอ่านทัน แต่ทำข้อสอบไวยากรณ์ไม่ทัน สำหรับข้อสอบ TOEIC รวมถึงผู้ที่มีประสบการณ์น้อย ระดับคะแนนโดยเฉลี่ยที่ผู้สอบดังกล่าวควรได้ คือ 200 ถึง 250 จากคะแนนรวม 495 ซึ่งเป็นก้าวแรกในการพัฒนาให้เกินคะแนนเฉลี่ยในอนาคตได้      

----

486 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเจ็ดสิบหก  คือ ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนการเขียนและการพูดของ IELTS ซึ่งจะเป็นมาตรฐานบทบาทสำคัญในการคัดเลือกบุคลากรคนทำงานในประเทศไทยในอนาคต ไวยากรณ์บทสำคัญที่เป็นแก่นหัวใจของการใช้ภาษาอังกฤษในการสอบ TOEIC และเป็นเรื่องที่ใช้สอบการเขียนและการพูดของ TOEIC , IELTS คือ Active Passive Voice และ Active Passive in Meaning ที่ผู้สอบโทอิคที่ยังได้คะแนนการอ่านไวยากรณ์น้อยมักเข้าใจผิดว่า การสอบ TOEIC มีสอบเพียงแค่เรื่อง TENSE 

----

485 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเจ็ดสิบห้า  คือ ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนการอ่านไวยากรณ์ของ TOEIC สามารถนำมาเทียบกับคะแนนการพูดกับเขียน IELTS ได้แค่เบื้องต้น เนื่องจากการกาข้อสอบไวยากรณ์ของ TOEIC เป็นคนละวัตถุประสงค์การสอบ การเขียน การพูดของ IELTS แต่มีเกณฑ์เบื้องต้นของ TOEIC ที่ว่าผู้สอบการเขียนหรือ การพูด ของ TOEIC ต้องมีคะแนนการสอบการฟังการอ่านให้ได้ระดับสูงก่อน ดังนั้น ถ้าผู้สอบมีฐานคะแนน TOEIC อยู่แล้วเกิน 650 จะมีศักยภาพสอบการเขียนการพูดของ IELTS ที่ได้คะแนนไม่ต่ำ

-----

484 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเจ็ดสิบสี่  คือ ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนการอ่านไวยากรณ์ของ TOEIC สามารถนำมาเทียบกับคะแนนการอ่าน IELTS ได้ คะแนนการอ่านไวยากรณ์ของ  TOEIC ที่มากกว่า 345 เทียบกับคะแนนการฟัง IELTS คือ ระหว่าง 5.5 ขึ้นไป ข้อสอบการอ่านของ IELTS มีประเภทคำถามเกี่ยวกับประเด็นมากกว่าคำถามประเภทข้อมูลดิบ จึงทำให้ข้อสอบ IELTS มีคำถามที่ง่ายกว่า แต่บทความที่อ่านมีศัพท์ยากมากกว่า TOEIC  

----

483 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเจ็ดสิบสาม  คือ ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนการฟังของ TOEIC สามารถนำมาเทียบกับผู้สอบ IELTS ได้ คะแนนการฟัง TOEIC ที่มากกว่า 400 เทียบกับคะแนนการฟัง IELTS คือ ระหว่าง 6.0 หรือ 6.5 ขึ้นไป การฟังประโยคขนาดกลางและยาวและฟังถอดรูปประโยคได้มีส่วนสำคัญกับการได้คะแนนของการสอบทั้งสองที่ไม่ต่ำเกินไป

-----

482 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเจ็ดสิบสอง  คือ ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนไวยากรณ์ TOEIC พบว่า ผู้สอบที่ทำแต่ละข้อช้าเกินไป หรือ กาข้อสอบโดยไม่ผ่านกระบวนการเทียบ Key Word ตัด Choice กรณีทำการอ่านไม่ทันจำนวนมาก แล้วทำข้อสอบไวยากรณ์ไม่ทันด้วย โดยเฉลี่ยคะแนนอ่านกับไวยากรณ์มีโอกาสต่ำกว่า 250 ได้เพราะ คะแนนการอ่านที่ไม่ถึงเกณฑ์ไม่มีคะแนนไวยากรณ์ไปอุด  

----

481 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเจ็ดสิบเอ็ด คือ ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนการฟังการอ่านการพูดการเขียน ในการสอบ IELTS , TOEIC ที่ไม่ขึ้น มีหลายประการ การอ่านของ TOEIC เป็นคะแนนสำคัญกว่าคะแนนไวยากรณ์ เพราะจำนวนข้อการอ่านมีมากกว่าและใช้เวลาทำนานกว่า ในการจัดอันดับคิดคะแนนแบบ Percentile Rank พบว่า คะแนนที่ก้าวกระโดดมาจากผู้สอบที่ทำการอ่านครบแล้วไม่กาเร็วกาทิ้งมีการตรวจสอบข้อมูลที่ตอบอย่างมีหลักการเสมอ   

----

480 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเจ็ดสิบ คือ ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนการฟังการอ่านการพูดการเขียน ในการสอบ IELTS , TOEIC ที่ไม่ขึ้น มีหลายประการ การฟังของ TOEIC มี Motto ว่า Listening , Learning , Leading เป็นวัตถุประสงค์ของการสอบ TOEIC ที่ผู้สอบต้องทำความเข้าใจให้ดี คะแนนครึ่งหนึ่งของการสอบ TOEIC ปัจจุบันเบื้องต้น คือ การฟัง กับ การอ่าน การฟังเป็นทักษะเริ่มต้นอันแรกเทียบจากพูดฟังอ่านเขียนที่ทำให้ คนอายุน้อยหรือเด็กสามารถเรียนรู้รูปแบบประโยคและเสียงประเภทต่างๆของคำ แล้ว นำรูปแบบประโยคดังกล่าวมาใช้พูดทันที การฟังจึงสำคัญที่สุดในการสอบ TOEIC ผู้ที่ให้ความสำคัญน้อยกับการฝึกการฟังที่ถูกวิธี ยากที่จะคะแนนขึ้น   

----

479 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยหกสิบเก้า คือ ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนการฟังการอ่านการพูดการเขียน ในการสอบ IELTS , TOEIC ที่ไม่ขึ้น มีหลายประการ ประการถัดไป คือ รวมถึงการสอบการอ่าน ช่วงตอบคำถามไม่สามารถใช้หลักเกณฑ์ลงลึกเพื่อตัด Choice การอ่านออกไป ด้วยหลักการเทียบ Key Word ใน Choice เทียบกับ บริบทในบทความที่อ่าน ผู้ที่กาทันทีกับคำถามการอ่าน  คะแนนการอ่านจะขึ้นยากมาก   

----

478 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยหกสิบแปด คือ ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนการฟังการอ่านการพูดการเขียน ในการสอบ IELTS , TOEIC ที่ไม่ขึ้น มีหลายประการ ประการถัดไป คือ การอ่านที่ไม่สามารถระบุ ประโยคที่เป็นประเด็นนำเสนอ ได้ เป็นดัชนีตัวหนึ่งที่ทำให้คะแนนการอ่านไม่ขึ้น ทั้ง IELTS , TOEIC 

---

477 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยหกสิบเจ็ด คือ ดัชนีตัวชี้วัดของผู้สอบที่สะท้อนถึงคะแนนส่วนการฟังการอ่านการพูดการเขียน ในการสอบ IELTS , TOEIC ที่ไม่ขึ้น มีหลายประการ เช่น การพูดประโยคยาว โดยเฉพาะ ประโยคประกอบสองประโยค แล้วช้ากว่า 10 วินาที มีผลต่อการไม่สามารถสอบ พูด IELTS ได้ตามมาตรฐาน โดยเฉพาะการพูดแสดงความคิดเห็นในส่วนที่สาม ยิ่งพูดช้า แสดงว่า ไม่สามารถเลือกรูปแบบประโยคภาษาอังกฤษมาใช้ นิยมการแปลไทยหนึ่งคำเป็นภาษาอังกฤษหนึ่งคำ ทำให้การพูดและการเขียนมีปัญหา สะท้อนถึงการสอบ TOEIC ที่นิยมแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษดังกล่าวในข้อสอบส่วนไวยากรณ์ ทำให้การตัดสินใจในการวิเคราะห์และเลือก Choice ในการตอบผิดพลาด คะแนนจึงขึ้นยาก

----

476 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยหกสิบหก คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ไม่เข้าใจการคิดคะแนนแบบการจัดอันดับแบบ Percentile Rank  จะส่งผลอีกประการต่อไป คือ ผู้สอบจะให้ความสำคัญน้อยกับการทำสอบข้อการฟังใน Part ที่สอง หรือ Question Response  เนื่องจตากข้อสอบส่วนดังกล่าว  ผู้สอบมีโอกาสหลุดสูงมาก เพราะเป็นการสอบฟังประโยคสั้น ที่มีอุปสรรคสำเนียงฝรั่งและการพูดที่เร็วกว่าปกติ ผู้สอบบางคนหลุดแล้วหลุดเลยแล้วหลุดหลายข้อ  

----

475 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยหกสิบห้า คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ไม่เข้าใจการคิดคะแนนแบบการจัดอันดับแบบ Percentile Rank  จะส่งผลอีกประการ คือ ผู้สอบจะให้ความสำคัญน้อยกับการทำสอบข้อทดสอบศัพท์ ในส่วนไวยากรณ์ ปัจจุบันนี้ ข้อสอบ NEW TOEIC เป็นแบบแนวใหม่ไม่ใช่แนวเดิม พบว่า การทดสอบข้อศัพท์จะมีมากขึ้น แม้กระทั่ง ส่วนของ Text Completion แทนที่จะมีการทดสอบไวยากรณ์ธรรมดา ข้อสอบบางชุดกลายเป็น Part นี้ทดสอบข้อที่เป็นศัพท์หมดแล้ว

----

474 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยหกสิบสี่ คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ไม่เข้าใจการคิดคะแนนแบบการจัดอันดับแบบ Percentile Rank  จะส่งผลอีกประการ คือ ผู้สอบจะให้ความสำคัญกับข้อสอบข้อยากโทอิคน้อยลง หรือ เลี่ยงไม่ทำข้อดังกล่าว จะส่งผลร้าย เมื่อการคิดคะแนนในระบบการจัดอันดับแบบ Percentile  Rank เพราะเป็นข้อที่เป็นข้อตัดสินแบบ  Head To Head ว่าใครจะมีอันดับสูงกว่ากัน  

----

473 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยหกสิบสาม คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ไม่เข้าใจการคิดคะแนนแบบการจัดอันดับแบบ Percentile Rank  ผู้สอบดังกล่าวมีโอกาสได้คะแนนสอบน้อยกว่าปกติมากกว่าผู้สอบที่มีความเข้าใจการคิดคะแนนและจัดอันดับคะแนนดังกล่าว เนื่องจากได้ข้อมูลมาผิดว่า กาข้ออย่างไรก็ได้ อย่างไรคงได้คะแนนห้าแต้มต่อข้อ เลยประมาทไม่พัฒนาตัวเองเรียนให้ตรงกับที่สอบแต่ละเรื่อง ทำให้ไม่สามารถทำข้อระดับยาก TOEIC เพื่อเป็นการตัดสินว่าได้อันดับในระบบ Percentile Rank สูงขึ้นกว่าคนอื่นได้  

----

472 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยหกสิบสอง คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่เข้าใจการคิดคะแนนแบบการจัดอันดับแบบ Percentile Rank  ผู้สอบดังกล่าวจะมีความละเอียดน้อยในการศึกษาการสอบ TOEIC โดยเฉพาะไม่สนใจหาข้อมูลจากแผ่นพับโบรชัวของศูนย์สอบ TOEIC การคิดคะแนนแบบการจัดอันดับมีการพัฒนาสูตรคิดคะแนนเทียบกับระดับคะแนนเฉลี่ยในปีที่ผ่านมาของผู้สอบทั่วโลก เป็นนัยสำคัญว่า ข้อสอบโทอิคต้องมีการพัฒนาข้อสอบให้ยากขึ้นและได้มาตรฐานขึ้น เพื่อให้ทัดเทียมหรือล้ำหน้ากว่ามาตรฐานอื่น  

----

471 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยหกสิบเอ็ด คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่เข้าใจการคิดคะแนนแบบการจัดอันดับแบบ Percentile Rank  ผู้สอบดังกล่าวจะมีการปรับตัวกับการทำข้อสอบ ปริมาณมาก ในเวลาจำกัด ไม่มีข้อง่าย ก่อนการสอบเสมอ ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้จะเป็นผู้ที่ได้อันดับต่ำเป็นฐานคะแนนให้คนอื่นได้คะแนนก้าวกระโดด ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้สอบที่ไม่ปรับทักษะการตัดสินใจ ความรู้ และ การกาข้อสอบที่ได้มาตรฐาน   

----

470 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยหกสิบ คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ให้ข้อมูลว่า ทำข้อสอบการอ่านหรือไวยากรณ์ทัน มีสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่คะแนนเพิ่มขึ้นหรือก้าวกระโดดไปเลย และ อีกกลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้คะแนนทรงตัวหรือน้อยลง ผลปรากฏว่า ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ คือ ข้อที่ทำโดยส่วนใหญ่จะผิดมากกว่า 40 % โดยเฉพาะข้อยากส่วน Double Passage และ ข้อศัพท์ไวยากรณ์ที่ทำไม่ได้ แต่ผู้สอบที่ทำได้ มีผลต่อคะแนนที่สูงขึ้นทันทีในการจัดอันดับแบบ Percentile Rank  

----

469 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยห้าสิืบเก้า คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่คะแนนการฟังการอ่านไม่ขึ้น อีกประการ คือ ผู้สอบที่ทำ Part การอ่านแล้ว ไม่ทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด มีการทำสลับไปยังข้อไวยากรณ์ ในขณะที่ทำการอ่านไม่เสร็จ ส่งผลต่อการใช้เวลาต่อข้อไม่คงที่และไม่สามารถวัดผล ส่งผลต่อการเหลือจำนวนข้อที่ทำไม่ทันได้       

----

468 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยห้าสิืบแปด คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่คะแนนการฟังการอ่านไม่ขึ้น เพราะไม่ทราบดัชนีชี้วัดที่ทำให้คะแนนการฟัง การอ่านไม่ขึ้น เช่น ผู้สอบที่ทำ Part การอ่านแล้วอ่านบทความไม่สามารถหาประเด็นในย่อหน้าได้ ตอบคำถามการอ่านข้างล่างแล้วไม่มีการย้อนกลับไปหาข้อมูลมาตอบ นี่คือ ดัชนีที่ทำให้คะแนนการอ่านไม่ขึ้น       

----

467 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยห้าสิืบเจ็ด คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่อยากได้ข้อสอบที่ไม่ยากเกินไป แล้วต้องการข้อสอบซ้ำ แนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดที่ผู้สอบต้องการเสียเงินให้มากที่สุด กับการสอบเพื่อให้บรรลุสิ่งที่หวัง เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ใช่ต้นเหตุ การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง คือ ต้องเรียนในระบบที่ทำให้ทำสอบโทอิคได้ ก่อนเรียนต้องศึกษาดีๆ  การเรียนระบบอะไรก็ได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอบโทอิค  หรือ เรียนลวกๆ คร่าวๆ ฝึกเองแบบผิดวิธีก็ได้ มันทำให้เสียเงินค่าเรียนมาก แต่สอบได้คะแนนต่ำมาก มันเป็นผลสู่การทำให้ นร ต้องสอบหลายครั้ง เป็นการเสียเงินหนักซ้ำดาบสองแล้วคะแนนไม่ขึ้น

-----

466 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยห้าสิืบหก คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่สอบแล้วพบกับข้อสอบชุดยากที่มึลักษณะ Listening เร็วมากตั้งแต่ Part ที่สอง และ Passage การอ่านจะยาวกว่าเดิม แต่ข้อไวยากรณ์มีจำนวนข้อศัพท์มาก ผู้สอบที่ซ้อมลงลึกการฟังจะมีความได้เปรียบสูงในระบบการคิดคะแนนแบบ Percentile Rank      

-----

465 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยห้าสิืบห้า คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่สอบแล้วพบกับข้อสอบชุดง่ายที่มึลักษณะ Listening ไม่เร็วมากๆ ดูกลางๆ แต่ Passage การอ่านจะยาวกว่าเดิม แต่ข้อไวยากรณ์ไม่ยากมาก  ผู้สอบที่ได้คะแนนต่ำกว่า 250 แต่ไม่น้อยกว่า 200 ถือว่า เป็นคะแนนที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย  แต่คะแนนที่ต่ำกว่า 200 ส่วนใหญ่มาจากการทำข้สอบไม่ทัน จึงไม่ใช่คะแนนสะท้อนศักยภาพจริงๆ 

----

464 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยห้าสิืบสี่ คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่สอบแล้วพบกับข้อสอบชุดง่ายที่มึลักษณะ Listening ไม่เร็วมากๆ ดูกลางๆ แต่ Passage การอ่านจะยาวกว่าเดิม ไวยากรณ์ยังมีข้อศัพท์แฝงอยู่ระดับเกือบสิบข้อ ผู้สอบที่ได้คะแนนอยู่ในช่วง 280 - 345 และทำทุกข้อของการอ่านและไวยากรณ์ครบ ถือว่า เป็นคะแนนที่เหนือเกณฑ์เฉลี่ย    

----

463 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยห้าสิืบสาม คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่สอบที่ต้องการคะแนนมากกว่า 550 และ พยายาม Section ข้อสอบ เลือกอยากทำแค่ Part ที่ตัวเองต้องการ แต่ไม่พยายามทำให้ครบหรือทำให้ทัน ผลที่พบส่วนมาก ผู้ที่เหลือข้อมากกว่า 30 ข้อในแต่ละ Part การอ่าน และ ไวยากรณ์ แม้จะกาแถวเดียวเพราะทำไม่ทัน คะแนนการอ่านไวยากรณ์ มีโอกาสต่ำกว่า 180 จาก 495 เทียบจากสัดส่วนคะแนน 200 - 225 กับผู้สอบที่ทำทันทั้งหมดแต่ข้อที่ทำผิดมากกว่า 40 % ในระบบ Percentile Rank     

----

462 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยห้าสิืบสอง คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่สอบที่ต้องการคะแนนมากกว่า 550 ในระยะเวลาอันสั้นที่ต่ำกว่าหนึ่งสัปดาห์ Check List  ที่ง่ายที่สุดของผู้สอบ คือ ดูจากดัชนีวัดผลหลายตัวเป็นหลัก เช่น ผู้สอบต้องสอบการอ่านจับเวลาจริง ตีเวลาบทความหนึ่งชุดใช้เวลาอย่านานเกินสองนาทีครึ่งการตอบคำถามข้อละ 40 วินาทีถึงหนึ่งนาที เช่น ปริมาณ 7 บทความสอบจับเวลาจริง สิบห้านาที เกณฑ์ต่ำสุดให้ได้อย่าต่ำกว่าครึ่งและอย่าพยายามเหลือการอ่านสักบทความ ทำให้ได้บ่อยๆ โดยเฉลี่ย เมื่อสอบจริงคะแนนการอ่านและไวยากรณ์จะไม่ควรต่ำกว่าค่าเฉลี่ย   

----

461 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยห้าสิืบเอ็ด คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่สอบที่คะแนนการฟังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ แต่ การอ่านไวยากรณ์ อยู่ในช่วงระยะระหว่าง 250 ถึง 300 และ ต้องการให้ได้คะแนน TOEIC เกิน 550 จำเป็นต้องให้ได้คะแนนการฟังมากกว่า 300 ด้วยการฝึกลงลึกฟังถอดรูปประโยค การเผด็จศึกในระยะเวลาอันสั้นควรทำดีกว่าลากยาว   

----

460 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยห้าสิืบ คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่สอบเกินกว่า 25 ครั้งแล้วคะแนนไม่เพิ่มขึ้น หรือ คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ สิ่งที่ต้องรีบแก้สำคัญที่ก่อเกิด Error กับผู้สอบ คือ การเรียนที่เป็นคนละเรื่องกับข้อสอบ ในทุกด้าน

----

459 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสี่สิบเก้า คือ จากผลสำรวจผู้สอบ อีกประเภท ที่ทำส่วนการฟังได้คะแนนไม่เกิน 300 ทั้งที่สอบหลายครั้ง เช่นกัน  ปัญหาส่วนใหญ่ คือ ความผิดพลาดนอกมาจาก  Earing ที่เพี้ยน ฟังแล้วปรุงแต่งเสียงไปเอง  ฟังเสียงแล้วถอดคำไม่ได้ หรือ ถอดคำแล้วผิด มักจะกาข้อสอบทันทีโดยไม่ผ่านกระบวนเทียบ Key Word ตัด Choice และได้คะแนนต่ำตั้งแต่ Part ที่สอง Question Response  

----

458 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสี่สิบแปด คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ทำส่วนการฟังได้คะแนนไม่เกิน 350 ทั้งที่สอบหลายครั้ง ปัญหาส่วนใหญ่ คือ ความผิดพลาดอันเกิดมาจาก Earing ที่เพี้ยน ฟังแล้วปรุงแต่งเสียงไปเอง ฟังเสียงแล้วถอดคำไม่ได้ หรือ ถอดคำแล้วผิด ทำให้เวลาสอบแล้วหลุดเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ ใน ส่วน Short Converation , Short Talk  

---

457 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสี่สิบเจ็ด คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ทำส่วนไวยากรณ์และการอ่าน แม้ไม่เหลือสักข้อ หรือ เหลือน้อย คะแนนอาจไม่ขึ้น มีสาเหตุหลายประการ ประการหนึ่งที่สำคัญ คือ การอ่านที่ไม่สามารถระบุประเด็น หรือ Topic Sentence เวลากาข้อคำถามการอ่านแบบไม่ย้อนกลับไปหาข้อมูลในบทความ หรือ เรียกว่า กาเปล่ากาทันที มีผลต่อทำให้คะแนนไม่ขึ้น ทั้งที่อ่านบทความได้เร็วและครบถ้วนก็ตาม 
 

----

456 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสี่สิบหก คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ทำส่วนไวยากรณ์ส่วนการอ่านเหลือจำนวนข้อที่มากกว่ายี่สิบข้อขึ้นไป มันมีโอกาสสูงที่ทำข้อยาก TOEIC ไม่ได้ หรือ ผิดเยอะ เมื่อข้อยาก TOEIC ผิดหนึ่งข้อมีผลต่อผลคะแนนจัดอันดับแบบ Percentile Rank เนื่องจาก ศูนย์สอบโทอิคไม่เคยบอกผ่านแผ่นโบรชัวร์ว่า ข้อสอบคิดข้อละห้าคะแนน ผู้สอบที่คิดไปเองหรือได้ข้อมูลผิด จึงคิดว่า ทำไม่ทันคงไม่ใช่เรื่องเสียหาย ความคิดดังกล่าวผิดอย่างมหันต์ การทำไม่ทันเพียงไม่กี่ข้อก็มีผลต่อคะแนนโทอิคที่คิดมาจากการจัดอันดับเทียบกับผู้สอบคนอื่นในรอบเดียวกันได้ 

----

455 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสี่สิบห้า คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ทำส่วนไวยากรณ์ส่วนการอ่านในข้อสอบ TOEIC ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีความมั่นใจในการอ่านมากกว่าผู้ที่ทำสอบอ่านก่อน และ ผลคะแนนส่วนใหญ่จะต่ำกว่าปกติเพราะผู้สอบดังกล่าวใช้เวลาในการทำสอบแต่ละข้อของไวยากรณ์นานเกินไป ยิ่งนานเท่าไร จำนวนข้อที่เหลือในการทำข้อสอบอ่านกับไวยากรณ์ก็มากขึ้นเท่านั้น  

----

454 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสี่สิบสี่ คือ จากผลสำรวจผู้สอบนิยมเรียนโดยใช้วิธีซื้อแบบฝึกหัดจากท้องตลาดมานั่งอ่านเฉลย หรือ ซื้อแบบฝึกหัดมานั่งอ่าน Tape Script แล้วฟังไปพร้อมกัน ไม่เคยลองออกแรงทำเองและจับเวลาก่อน แล้วค่อยอ่านเฉลย เมื่อผู้สอบประเภทดังกล่าวสอบหลายครั้ง คะแนนจะไม่ขึ้น เนื่องจากไม่ได้ฝึกการคิดเป็นขั้นตอน ทำให้ทำข้อแต่ละข้อโดยเฉพาะการอ่านไวยากรณ์ นานหลายนาที และมักเหลือข้อสอบระดับมากกว่ายี่สิบข้อขึ้นไป ทำให้คะแนนสอบในการสอบ Intense NEW TOEIC คะแนนส่วนใหญ่จะไม่เลย 550   

----

453 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสี่สิบสาม คือ จากผลสำรวจผู้สอบนิยมเรียนทางเดียว ไม่นิยมลองสอบจับเวลาก่อน ก่อนที่จะไปสอบที่ศูนย์สอบจริงๆ ต้องการไปสอบทีเดียวเลย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู่ที่ขาดประสบการณ์การสอบหรือไม่เคยสอบมาก่อน มีโอกาสที่จะสอบแล้วทำไม่ทันสูง ถ้าทำการอ่านไม่ทัน โอกาสที่จะได้คะแนนอ่านกับไวยากรณ์น้อยมากจะมีสูง

----

452 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสี่สิบสอง คือ จากผลสำรวจผู้สอบนิยมสอบ TOEIC มากกว่ายี่สิบครั้ง มีเหตุผลหนึ่ง คือ ต้องการได้ข้อสอบซ้ำ มีกลุ่มตัวอย่างหลายคนที่ได้ข้อสอบซ้ำแล้วคะแนนไม่ได้เพิ่ม แต่ก็มีหลายคนที่คะแนนเพิ่มบ้าง โดยส่วนใหญ่ ผู้สอบคนใดไม่ศึกษาแนวทางหรือหัวข้อทื่ข้อสอบเป็นอย่างดี แม้ได้ข้อสอบซ้ำ คะแนนจะขึ้นยาก 

----

451 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสี่สิบเอ็ด คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่มีคะแนนการอ่านก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น สถาบันเก็บสถิติมาว่า ผู้สอบเหล่านั้นจะมีการซ้อมการอ่านตามตารางเวลาเช่นเดียวกับการฟัง  แต่ประโยชน์ของการซ้อมจับเวลาอ่านบทความรอบเดียวใช้เวลาห้ามเกินสองนาทีครึ่ง และ ตอบคำถามข้อไม่เกิน 40 วินาที  ต้องฝึกสอบแบบตรงไปตรงมาอย่างมีวินัยมากกว่าการฟัง เพราะ คะแนนส่วนใหญ่ของอ่านไวยากรณ์ของ TOEIC ขึ้นอยู่กับทำการอ่านทันหรือไม่  

----

450 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสี่สิบ คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่มีคะแนนการฟังก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น สถาบันเก็บสถิติมาว่า ผู้สอบเหล่านั้นจะมีการซ้อมการฟังตามตารางเวลา เช่น ก่อนนอนอย่างน้อย ครึ่งชั่วโมง ก่อนออกไปทำงานครึ่งชั่วโมง หรือ ช่วงก่อนสอบซ้อมปรับ earing ด้วยตัวเอง เพื่อให้ tap in กับสำเนียงฝรั่งมากกว่าสามชั่วโมง

----

449 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสามสิบเก้า  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่มีพื้นฐานการฝึกการพูดฟังภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันทั่วไป แล้วต้องมาสอบข้อสอบ TOEIC กระทันหันพบว่า การปรับตัวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ การสอบการฟังข้อสอบ TOEIC จะเป็นการทดสอบประโยคที่มีอุปสรรคสำเนียงฝรั่ง ประโยคสั้นฟังเร็ว และ ประโยคยาว ซึ่งจะไม่ได้พบในการฝึกพูดฟังกับชาวต่างชาติในชีวิตประจำวัน ซึ่งมักเป็นการฟังประโยคสนทนาสั้นๆและพูดไม่เร็วมาก รวมถึงไม่ค่อยมีศัพท์ที่เป็น Unseen เยอะ เมื่อผู้สอบที่ฝึกแบบสนทนาแล้วไปสอบ TOEIC ต้องมีการปรับตัวอย่างมาก คะแนนการฟังถึงจะขึ้นได้ 

----

448 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสามสิแปด  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ไม่เคยสอบ TOEIC จะมีข้อเสียเปรียบกว่าผู้ที่เคยสอบมาหลายครั้ง เพราะ โดยส่วนใหญ่จะคิดว่า ข้อสอบจริงคงไม่ยาก มีผลต่อการที่ไม่สนใจระบบเรียนที่จะทำให้สอบได้ และ ไม่คิดจะศึกษาว่าจะทำให้สอบได้อย่างไร ผู้สอบเหล่านี้จะเริ่มเปลี่ยนความคิดว่าที่เดิมคิดนั่นไม่ใช่ ต่อเมื่อ เริ่มสอบ TOEIC และสอบหลังครั้งที่สามจนรู้ว่าคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์และคะแนนไม่ขยับ จึงเริ่มสนใจระบบเรียนที่เหมาะสม

----

447 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสามสิบเจ็ด  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่คิดว่ามีความมั่นในการสอบข้อไวยากรณ์แต่ทำการอ่านไม่ทัน โดยส่วนใหญ่คะแนนอ่านกับไวยากรณ์จะขึ้นยาก เนื่องจากจำนวนข้อของการอ่านมีมากกว่าไวยากรณ์ และ การคิดคะแนนแบบ Percentile Rank ข้อสอบการอ่านในส่วน Double Passage จะคิดคะแนนถ่วงน้ำหนักมากกว่า เมื่อผู้สอบทำการอ่านไม่ทันมันมีผลเสียหายมากกว่า  

----

446 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสามสิบหก  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่มีค่านิยมที่ไม่เรียนลงลึกให้ครบถ้วนตามที่ข้อสอบโทอิคสอบ หรือ ไอเอล สอบ นิยมเรียนภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ เช่น สนทนาชีวิตประจำวัน เรียนเรื่อง Tense อย่างเดียว เรียนเรือ่งรูปแบบประโยคง่ายๆ ประธาน กริยา กรรม เป็นต้น ในลักษณะเรียนง่ายๆ ไปก่อน ซึ่งคนละเรื่องกับระดับข้อสอบ TOEIC , IELTS ที่เน้นความรู้ไวยากรณ์อีกระดับ ส่งผลให้ ผู้สอบยังมี Error ที่ยังไม่แก้ การตัดสินใจสอบมักจะตัดสินใจสอบทันทีโดยไม่สนใจ Error ตัวเอง ทำให้ต้องสอบซ้ำมากเป็นระดับสิบครั้ง แต่คะแนนต่ำกว่ามาตรฐาน และ คะแนนไม่ขึ้น  

----

445 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสามสิบห้า  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ขาดความกระตือรือล้นส่วนใหญ่นายจ้างไม่ได้บีบหรือเน้นหรือสั่งให้สอบ ทำให้คนทำงานที่ปัจจุบันเกิดความประมาทไม่สอบ หรือ มีลักษณะเรียนไปเรื่อยๆไม่สอบ หรือ สอบลองของใหม่ มันมีผลต่อ การเตรียมตัวที่ไม่ต่อเนื่อง สร้างความเครียดเมื่อเวลาเจ้านายต้องการบีบให้สอบจริงในภายหลัง

----

444 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสามสิบสี่  คือ จากข้อมูลสถาบันเคยกล่าวถึง ข้อสอบ TOEIC ที่ต้องพัฒนามาตรฐานดึงผู้สอบให้มาสอบการพูดกับการเขียนในช่วงก่อนการเปิดเสรีอาเซียนอีกไม่ถึง สี่ปีข้างหน้า ผู้สอบที่ลากยาว ประมาท หรือ ไม่ลงเตรียมตัวสอบแบบลงลึก หรือ เรียนไปเรื่อยๆ แบบไม่คิดจะสอบ นับเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะ ผู้สอบ  TOEIC การพูดการเขียน ต้องมีคะแนนการฟังการอ่านสูงกว่า 600 คะแนน เมื่อนายจ้างบีบให้สอบทั้งพูดกับเขียนในช่วงเปิดเสรีอาเซียนข้างหน้า ผู้สอบที่ก็ยังสอบการฟังการอ่านไม่ผ่านจะเครียดหนักทันที  

----

443 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสามสิบสาม  คือ จากผลสำรวจของสถาบันกับ นร ส่วนใหญ่ที่ผ่านระบบการศึกษาไทย ที่เน้นให้ สอนบังคับให้จำทางเดียวทั้งในระบบโรงเรียนสามัญบางแห่ง และ การติวกวดวิชาก่อนสอบ ONET ในอนาคต ระบบความคิดที่จำทางเดียวทำให้ นร ไทยในยุคหลังจะยากต่อการผ่านข้อสอบภาษาอังกฤษระดับ TOEIC , IELTS , TOEFL ที่เน้นการสอบแบบให้ผู้สอบวิเคราะห์สองชั้นและหาวิธีใช้งานผสมผสานการพูดฟังอ่านเขียน เพราะ การสอนให้ นร จำทางเดียว มันจะจำแค่จุดเล็กๆที่คิดว่า เป็นเทคนิคลักไก่ช่วยสอบ ในกรณีการสอบ TOEIC เป็นข้อสอบที่ออกโดยนักวิจัยที่ต้องการวางหลุมพรางสอบกับพัฒนาความยากข้อสอบให้กับผู้สอบที่คิดง่ายแบบไม่ออกแรง คิดว่า อะไรก็ลักไก่ได้ ทำให้ผู้สอบดังกล่าวชอบกาช้อยทันที โดยไม่ต้องออกแรงวิเคราะห์ ทำให้ ผู้สอบได้คะแนนไม่สูงหรือต่ำไปเลย ทำให้ต้องสอบกับศูนย์ TOEIC สอบหลายครั้ง

----

442 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสามสิบสอง  คือ จากผลสำรวจ สถาบันได้แยกประเภทผู้สอบ TOEIC ได้สามประเภท คือ ประเภทแรก ผู้สอบประเภทที่ต้องการสอบจริงๆ มุ่งมั่น และ ตั้งใจ ด้วยเงื่อนไขกระตุ้นทำให้กระตือรือล้น เช่น เพื่อจบการศึกษา เพื่อสมัครงานในตำแหน่งที่แข่งขันกัน เป็นต้น ประเภทที่สอง คือ ผู้สอบที่ต้องการสอบ แต่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนเวลาที่เร่งมาก เพราะไม่ได้มีเงื่อนไขกระตุ้นอันใด ประเภทที่สาม ผู้สอบที่ต้องการเรียนแต่ไม่คิดสอบในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต้องการเรียนไปเรื่อยๆ  ผู้สอบประเภทที่สามจะเสี่ยงกับการปรับตัวไม่ทันกับข้อสอบ TOEIC ที่มีการปรับให้ยากขึ้น ทำให้คะแนนขึ้นยากขึ้น เพราะ ไม่กล้าปะทะความจริงเพื่อเพิ่มประสบการณ์หาวิธีที่จะจัดการกับข้อสอบที่มีการพัฒนาให้ยากขึ้นแบบ TOEIC อย่างไร  

---

441 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสามสิบเอ็ด  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ยังเข้าใจผิดว่า ทุกข้อข้อสอบโทอิค ต้องคิดคะแนนห้าแต้ม กาทิ้ง กาเร็ว กาไปเลย คงได้คะแนนสูง ไม่ต้องกาทั้งหมดก็ได้ รวมถึงมีสื่อหลายสื่อที่บอกข้อมูลว่า ข้อสอบคิดข้อละห้าแต้ม สถาบันตั้งข้อสังเกต หรือ คำถามสั้นๆ ว่า ในโบรชัวร์ของศูนย์สอบโทอิค มีการบอกหรือไม่ ว่าคิดคะแนนข้อละห้าแต้ม นร จะได้ลดความประมาทในการสอบลง   

---

440 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสามสิบ  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ยังยึดติดกับการต้องข้อสอบบางส่วน ไม่ทำทั้งหมด เพราะคิดว่า ข้อแต่ละข้อคิดคะแนนห้าแต้ม กาทิ้ง กาเร็ว กาไปเลย คงได้คะแนนสูง ไม่ต้องกาทั้งหมดก็ได้ โดยไม่เคยสนใจหรือให้ความสำคัญกับการอ่านรายละเอียดใบโบรชัวร์ของศูนย์สอบ TOEIC ที่อธิบายถึงการคิดคะแนนแบบ Percentile Rank ส่วนใหญ่ ผู้สอบที่มีพฤติกรรมการกาข้อสอบดังกล่าว คะแนนจะไม่สูงทั้งการฟังและการอ่าน   จากผลสำรวจของ นร ผู้สอบที่ได้คะแนนอ่านกับไวยากรณ์ที่เคยได้คะแนนเดียวกันมากกว่าสี่ครั้ง นร เหล่านั้นมั่นใจว่า ถ้าแตละข้อคิดห้าคะแนน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้คะแนนเดียวกันมากกว่าสี่สครั้ง   

----

439 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยยี่สิบเก้า  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ไม่มีความเข้าใจวิธีการซ้อม หลายคนนิยมการเรียนแบบพูดฟังโต้ตอบสนทนาภาษาอังกฤษแบบชีวิตประจำวัน คิดว่าเพียงพอกับการสอบข้อสอบ TOEIC โดยตามความจริง มันอาจได้ผล แต่สาเหตุที่คะแนนไม่ได้ขึ้นมากกว่านี้ เพราะ การสอบ TOEIC ต้องอาศัยการฝึกซ้อมที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมแตกต่างจากเอาแค่สนทนากับฝรั่งพูดฟังกันแค่ลักษณะประโยคสั้น เพราะการสอบโทอิค เน้นการสอบฟังรูปประโยคยาว และ เป็นการฟังเร็ว รวมถึง การปนไปด้วยศัพท์ Unseen ศัพท์เฉพาะ และ การออกเสียงจำนวนตัวเลข  

-----

438 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยยี่สิบแปด  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่มี Earing ที่เพี้ยน ไม่สามารถปรับการฟัง ที่เป็นอุปสรรคสำเนียงฝรั่งแบบ Great Britain English ฝืนที่จะไม่ปรับการฟังตามสำเนียง ต้องการปรุงแต่งเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงหรือคำที่อยากให้เป็น แม้ผู้สอบจะฟังเยอะ แต่คะแนนการฟ้งจะก้าวกระโดดยากมาก แต่ผลสำรวจส่วนใหญ่จะคะแนนทรงและค่อนไปทางลดลง คะแนน TOEIC ที่ผู้สอบได้ที่แท้จริงจะเป็นคะแนนตั้งแต่การสอบครั้งที่สามเป็นต้นไป จะตรวจสอบได้ว่า ผู้สอบมีพัฒนาการตามศักยภาพทางภาษาจริงหรือไม่

----

437 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยยี่สิบเจ็ด  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่พยายามไม่ซ้อมการอ่านให้เร็วตามเวลาที่กำหนดที่ข้อสอบ TOEIC กำหนด โดยที่มักซ้อมที่บ้านด้วยการอ่านเฉลยไปเลย หรือ อ่านบทความนานเกินไป หรือ ตอบคำถามนานมาก เมื่อสอบ TOEIC จะปรับตัวไม่ทัน การอ่านที่เหลือบทความจำนวนมาก โดยเฉพาะการเหลือมากกว่าสามบทความตามสถิติทั่วไป แม้ได้คะแนนไวยากรณ์เลยครึ่ง คะแนนจะไม่เพียงพอกับการชดเชยการอ่านที่ไม่ทัน คะแนนมีโอกาสต่ำกว่าระดับ 180 จาก 495 ได้

----

436 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยยี่สิบหก  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่พยายามไม่เลี่ยงวันสอบ ต้องการปะทะข้อสอบชุดยากที่มีลักษณะ Listening ที่เร็ว เริ่มเร็วตั้งแต่ Part ที่สอง ที่เป็นการทดสอบประโยคสั้นที่เป็นอุปสรรคสำเนียงฝรั่งและเป็นการฟังเร็ว รวมถึง มีข้อคำถามส่วนไวยากรณ์ที่เป็น Word Choice จำนวนมาก อาจถึงระดับสิบข้อ และ มีข้อไวยากรณ์ส่วนคำถามไม่ต่ำกว่าสองหรือสามบรรทัด และ ถามกระจายเรื่องบทไวยากรณ์ที่สอบหลากหลาย เนื่องจาก ผู้สอบที่ดำรงกับความไม่ประมาท ไม่กาทิ้งกาขว้างแบบเสียดายเงินข้อละเจ็ดบาท หรือ ทำแต่ละข้ออย่างมีวินัยรักษาเวลา ไม่ใช่ยิ่งทำนาน ยิ่งทำไม่ทัน ยิ่งเหลือ และ ยิ่งผิด คะแนนยิ่งไม่ขึ้น  และ ทำการอ่านทันไม่เหลือสักข้อ จะทำให้ผู้สอบได้ทราบศักยภาพทางภาษาของตัวเองได้มากกว่าการสอบข้อสอบชุดง่าย ถ้าทำได้ ตามระบบ คิดคะแนน TOEIC แบบ Percentile Rank คะแนนจะก้าวกระโดดทันที 

---

435 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยยี่สิบห้า  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่พยายามเลี่ยงวันสอบที่คิดว่าเป็นข้อสอบชุดยาก พยายามไปหาข้อสอบชุดง่าย ผลปรากฏว่า คะแนนของกลุ่มตัวอย่างจะไม่เพิ่มขึ้นทั้งที่สอบหลายครั้ง เนื่องจากข้อสอบชุดง่าย เนื่องจาก Listening มีความเร็วไม่มาก ส่วนไวยากรณ์ไม่ได้ออกสอบข้อศัพท์ที่เป็น Word Choice มากเหมือนข้อสอบชุดยาก แต่ Reading จะยาวกว่าเดิม เป็นข้อสอบที่อาจจะเหมาะกับคนที่ไม่แข็ง Listening แต่พอจะได้คะแนนระดับปานกลาง แต่การที่คะแนนไม่ขึ้น เพราะ การจัดคะแนนแบบ Percentile Rank ข้อสอบชุดง่ายมีผู้สอบทำได้มาก อันดับส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับเดียวกันเป็นกลุ่มใหญ่  กรุณาอ่านหัวข้อเพิ่มเติมย้อนหลังและล่าสุด   "ข้อเตือนใจผู้สอบ" ข้อย้อนหลัง ...  อยู่ที่ส่วนสุดท้ายของหน้านี้

-----

434 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยยี่สิบสี่  คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่พยายามเลือกวันสอบ เช่น เห็นเพื่อนที่เรียนด้วยกัน สอบวันใดวันหนึ่งช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายแล้วได้คะแนนมาก พบว่า คะแนนที่สอบที่ผู้สอบคนนั้นได้ จะไม่ได้สะท้อนศักยภาพทางภาษามากเท่าไร เนื่องจาก ผู้สอบที่นิยมเลือกวันสอบมีโอกาสสูงที่จะไม่ได้พบข้อสอบหลายชุด หลายแบบ หรือ แม้กระทั่งข้อสอบซ้ำ การสอบหลายครั้งแต่ไม่เลือกวัน จะมีผลต่อทำให้ตนเองเข้าใจจุดอ่อนของตัวเองได้มากกว่า  

----

433 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยยี่สิบสาม  คือ จากผลสำรวจผู้สอบบางส่วน ที่ต้องการเป็นพนักงานต้อนรับต้อนรับบนสายการบิน มีแนวโน้มที่ต้องพัฒนาการพูด Speaking คล้ายการสอบแบบ IELTS ตามข้อสอบข้อที่หนึ่งและสอง ที่เป็นการแนะนำตัวเองและการสัมภาษณ์แบบโต้ตอบ ถ้าผู้สมัครงานไม่เตรียมพร้อมเป็นอย่างดี มันมีผลต่อความน่าเชื่อถือที่ลดลง แม้คะแนนการฟังของ TOEIC จะอยู่ในเกณฑ์ดีก็ตาม    

---

432 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยยี่สิบสอง  คือ จากผลสำรวจผู้สอบบางส่วน ที่ต้องการเป็นพนักงานต้อนรับต้อนรับบนสายการบิน มีแนวโน้มที่ต้องการสอบระดับมากกว่าสิบครั้งขึ้นไป โดยมีการเตรียมตัวก่อนสอบน้อยมาก มีโอกาสผ่านการสัมภาษณ์น้อย สายการบินต่างประเทศหลายแห่งรวมถึงภายในประเทศ จึงมีความจำเป็นเปิดรับสมัครและปิดรับสมัครทันทีในช่วงระยะเวลาสั้น เพื่อให้ผู้สอบที่ต้องการสอบหลายครั้ง แต่มีการเตรียมตัวที่น้อย ต้องปรับตัวให้ทัน  

----

431 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยยี่สิบเอ็ด   คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ต้องการเป็นพนักงานต้อนรับต้อนรับบนสายการบิน ปัจจุบันมีแนวโน้มที่ผู้สอบที่ได้สองภาษา เช่น อังกฤษ หรือ จีน มีความได้เปรียบสูง และ การได้คะแนน TOEIC  สูงกว่าผู้สมัครคนอื่นเป็นด่านแรกที่สำคัญ แต่จะมีแนวโน้มที่ผู้สอบที่ได้คะแนน TOEIC ต่ำมากแต่ต้องการขอสัมภาษณ์ก่อน ส่วนใหญ่อย่างไรมันก็ไม่ผ่านการสัมภาษณ์ และ ถ้าผู้ว่าจ้างทราบว่า ผู้สมัครคนนั้นตระเวนสอบตระเวนเรียนมากๆ แต่คะแนนยังต่ำ ผู้สมัครคนนั้นจะเสียเครดิตค่อนข้างสูง  

----

430 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยยี่สิบ   คือ จากผลสำรวจผู้สอบที่ทำข้อสอบอ่านกับไวยากรณ์ไม่ทันเกินสิบข้อ มันมีผลต่อคะแนนอ่านกับไวยากรณ์มีโอากสไม่เกิน 250 ส่งผลต่อคะแนนรวมอาจน้อยกว่า 550 ได้ กรณีผู้สอบทำคะแนนการฟังใน Part 2 ถึง 4 โดยเฉลี่ยไม่ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์  

----

429 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสิบเก้า   คือ จากผลสำรวจโดยส่วนใหญ่ อีกแบบพบว่า  ผู้ที่บอกไม่มั่นใจ แต่ไม่สามารถอธิบายว่า ข้อไหนประเภทใดที่ทำผิด มีโอกาสผิดอย่างไร มีโอกาสคะแนนไม่ขึ้นได้ 

---

428 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสิบแปด   คือ จากผลสำรวจโดยส่วนใหญ่ ผู้สอบบางคนที่บอกว่า สามารถทำทันและมีความมั่นใจมาก แต่ส่วนใหญ่คะแนนไม่ขึ้น ผิดกับผลสำรวจ ผู้สอบอีกกลุ่มหนึ่งที่บอกถึงความไม่มั่นใจ แต่ก็ไม่ประมาท ไม่มั่นใจอะไรทั้งสิ้น กลับได้คะแนนสูงกว่าอีกกลุ่มตัวอย่าง 

----

427 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสิบเจ็ด   คือ ผู้สอบที่ทำการอ่านไม่ทัน รวมถึง ผู้สอบไม่แม่นกับไวยากรณ์และไม่แน่นกับ Step การวิเคราะห์ ผู้สอบจะไม่มีคะแนนไวยากรณ์มาช่วยอุดคะแนนการอ่านที่ไม่ทัน การเดาศัพท์ยากที่อยู่ในคำถามทั้งการอ่านและไวยากรณ์ โดยมีระบบขั้นตอนเป็นขั้นตอนเพื่อเดาศัพท์ให้มีความหมายใกล้เคียงที่สุด เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ผู้สอบใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 
 

---

426 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสิบหก   คือ ผู้สอบที่ทำการอ่านไม่ทัน ยิ่งต้องเสริมด้วยการเดาศัพท์ยากเท่าที่จำเป็น ถ้าผู้สอบไม่เดาศัพท์ยากเลยแม้แต่คำเดียวในบริบท Passage ที่อ่าน มีแนวโน้มที่จะพบความลำบากในการตอบคำถามการอ่านที่มีการฝังศัพท์ยากที่คำถามการอ่านและตัวเลือกการอ่าน

----

425 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสิบห้า   คือ ผู้สอบที่ทำการอ่านไม่ทัน และ ไม่ยอมย้อนกลับไปที่บทความเพื่อตอบคำถาม หรือ ไม่ระบุประเด็นในบทความให้ครบ คะแนนการอ่านจะขึ้นยาก  

----

424 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสิบสาม   คือ ผู้สอบที่ทำการอ่านไม่ทัน โดยส่วนใหญ่ คือ การอ่านแบบ Skimming , Scanning ช้าเกินไป ผู้ที่ฝึกโดยใช้สายตาแบ่งตำแหน่งคำในประโยค จะทำให้ได้เปรียบในการอ่านได้เร็วกว่า ผู้ที่อ่านช้าและไม่ย้อนกลับเอาข้อมูลในประเด็นมาตอบคำถามการอ่าน มีโอกาสได้คะแนนน้อยได้
 

----

423 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสิบสอง   คือ ผู้สอบที่ได้คะแนนการอ่านไวยากรณ์ไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก พลาดการทำข้อสอบการอ่านให้ทัน การทำไม่ทันห้าข้อ มิใช่ทำไม่ทันห้าข้อ เพราะ ก่อนที่จะทำไม่ทันห้าข้อต้องทำไม่ทันก่อนหน้า รวมถึง การอ่านคำถามก่อน ไม่ยอมอ่านบทความก่อนคำถาม ทำให้ไม่ทราบ Key Word จากบทความในการตัดตัวเลือกการอ่าน หรือ อ่านคำถามแล้วกาทันทีพร้อมกับดูบทความเพียงเล็กน้อย มีผลทำให้คะแนนการอ่านไม่เพิ่ม ถึงทำคะแนนไวยากรณ์ได้บ้างแต่ไม่พอชดเชยคะแนนการอ่านที่ทำไม่ทัน  
 

---

422 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสิบเอ็ด   คือ ผู้สอบที่ไม่แน่นอีกประการ  คือ ผู้สอบที่ไม่ได้เตรียมตัวมาดีพอ ไปสอบข้อสอบไวยากรณ์ พยายามแปลภาษาอังกฤษให้เหมือนภาษาไทย และ นิยมเลือกตัวเลือกตามความรู้สึกในช่วงเวลานั้น ทั้งที่ข้อสอบไวยากรณ์โทอิคที่ยาวโดยเฉลี่ยสองหรือสามบรรทัดไม่ได้ถูกออกแบบให้กาตามความรู้สึก แต่ถูกออกแบบเพื่อให้วิเคราะห์เป็นขั้นตอน ผู้สอบที่ไล่สเต็ปขั้นตอนไม่ได้ จะมีปัญหาการทำข้อช้าและผิดได้

----

420 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสิบ   คือ ผู้สอบที่ไม่แน่น คือ เรื่องที่ข้อสอบโทอิคเป็นเรื่องไวยากรณ์แต่ละเรื่อง ผู้สอบขาดความละเอียด ไม่รู้ว่า ข้อที่ทำเป็นข้อที่เกี่ยวกับไวยากรณ์เรื่องอะไร และ เป็นรูปแบบประโยคอะไร การเรียนที่ไม่ครบ การเรียนที่ไม่ลงลึกพอ ส่งผลให้ นร ทบทวนแล้วได้ไม่ครบ มีผลทำให้ เวลาทำสอบข้อไวยากรณ์มีผลต่อการลังเลในการตัดตัวเลือก หรือ เลือกข้อได้ 
 

---

419 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเก้า   คือ  ผู้สอบที่ขาดการทบทวนไวยากรณ์เรื่องที่ศูนย์สอบโทอิค มีโอกาสที่จะเรียนแล้วอ่านแล้วลืมได้ ภายในหนึ่งหรือสองวัน เช่นเดียวกับการฟังที่ขาดการซ้อมอย่างถูกต้อง หรือ ไม่ซ้อมเลยหนึ่งหรือสองวัน มันทำให้เกิด Earing ที่เพี้ยนได้ คะแนนผู้สอบโทอิคที่แกว่งในทางลง เกิดมาจาก ผู้สอบที่ไม่แน่นและไม่แม่น

----

418 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยแปด   คือ ผลสำรวจแรงงานต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทย ภายหลังเปิดเสรีอาเซียนอีกไม่ถึงสี่ปีข้างหน้า คือ แรงงานจากประเทศอินเดีย จีน และ อินโดนีเซีย แต่ผู้ประกอบการต่างชาติจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น และ มีแนวโน้มที่จะให้ ผู้สมัครงานต้องสอบมาตรฐานไม่ใช่แค่ TOEIC แต่อาจต้องสอบมาตรฐาน IELTS สอบพูดฟังอ่านเขียนผ่านเกณฑ์เพื่อทำงานในระดับตำแหน่งงานที่ต้องรับผิดชอบมากขี้น นร ควรปรับตัวเองเป็นผู้สอบที่ได้มาตรฐานกับการสอบ TOEIC แบบ Intense NEW TOEIC ก่อน การสอบพูดกับเขียน นร จะเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต  

----

417 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเจ็ด   คือ ปัจจุบันข้อสอบโทอิคได้พัฒนาสู่ข้อสอบที่ยากขึ้น หรือที่เรียกว่า Intense New TOEIC  และ ข้อสอบโทอิคใช้วัดคนทั่วโลก เป็นลักษณะข้อสอบ Worldwide โดยเฉพาะประเทศเกาหลีต้องการพัฒนาประชาชนคนทำงานให้พัฒนาภาษาอังกฤษและสอบให้ได้คะแนนสูง และ หลายองค์กรเริ่มกำหนดมาตรฐานคะแนน 700 กับการสมัครงานซึ่งต้องสอบกับข้อสอบ Intense New TOEIC แตกต่างกับ ข้อสอบ New TOEIC ที่ยังง่ายอยู่ ก่อน กค 2554  ยิ่งไปกว่านั้น สื่อโทรทัศน์ของเกาหลีได้พยายามสอนภาษาอังกฤษผ่านทีวีตัวเองในแทบทุกช่อง โดยมีการใช้ Sub ภาษาอังกฤษกำกับละครเกาหลีแทบทุกเรื่อง แตกต่างจากวงการทีวีเมืองไทย   

----

416 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยหก   คือ ลักษณะข้อสอบ TOEIC ที่ศูนย์สอบ ETS มีการปรับข้อสอบให้ยากขึ้น ส่วนข้อสอบการอ่าน ปัจจุบัน ข้อสอบการอ่านทั้ง Single Passage และ Double Passage มีการปรับให้มีคำศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocab ที่มากขึ้น และยาวขึ้นกว่า 40 % เช่น บางบทความเป็น Email สองฉบับที่มีความยาวมากกว่า สอง ย่อหน้าในแต่ละกรอบ Passage  การที่ผู้สอบไม่ปรับตัวเองให้เป็นผู้สอบที่ได้รับมาตรฐาน โดยเฉพาะการไม่สนใจ ที่ใช้ทักษะระดับประโยคกับการอ่าน Skimming , Scanning จะทำให้อ่านช้า และ เดาศัพท์ยากแบบใช้ความรู้สึก สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีผลต่อการเหลือขั้อสอบการอ่านมากกว่า 3 Passage มีผลต่อคะแนนรวมการสอบอ่านไวยากรณ์ได้น้อยได้   

----

415 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยห้า   คือ ลักษณะข้อสอบ TOEIC ที่ศูนย์สอบ ETS มีการปรับข้อสอบให้ยากขึ้น โดยเฉพาะ ข้อไวยากรณ์ ข้อสอบแต่ละข้อจะมีโจทย์ยาวสองถึงสามบรรทัด และ มีการวิเคราะห์สองชั้น และ Choice ที่เลือกจะไม่เป็นข้อแบบธรรมดา ผู้สอบที่ไม่เข้าตามเกณฑ์มาตรฐานแบบพยายามจำมาตอบ จะมีโอกาสผิดสูง เพราะ ข้อสอบไวยากรณ์ที่โจทย์ยาวขนาดนี้ คือ จะมีการวิเคราะห์สองชั้น โดยเฉพาะการวิเคราะห์เชิงความสอดคล้องความหมายในบริบท ไม่ใช่แค่การวิเคราะห์เชิงเทคนิคที่ถูกต้องทางทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์เท่านั้น  

----

414 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสี่   คือ สถาบันขอชื่มชมกับความมุ่งมั่นของ คณะวิเทศศึกษา มอ. ที่กำหนดมาตรฐาน นร ปริญญาตรีจะรับ Transcript สำเร็จการศึกษาได้ ต้องได้คะแนน TOEIC ไม่ต่ำกว่า 550 โดยเฉพาะ นร ภาควิชาภาษาจีน ที่พัฒนาภาษาอังกฤษควบคู่กับการพัฒนาภาษาจีนได้

----

413 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสาม   คือ มาตรฐานการสอบที่สำคัญตัวที่สาม ที่เกี่ยวกับ การกาข้อสอบให้ได้มาตรฐาน  คือ การกาข้อสอบการฟังประเภทคำถามประเภทข้อมูลดิบและคำถามประเภทประเด็นหรือเนื้อเรื่อง ต้องกาต่างกัน การกาคำถามประเด็นหรือเนื้อเรื่องที่ตัวเลือกมีลักษณะเป็นกลุ่มคำหรือเป็นประโยค ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะ Part การฟังแบบ Short Conversation ที่ยิ่งกาเร็วโดยไม่หาเหตุผลในการตัด Choice มันจะมีโอกาสผิดสูง 
 

----

412 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยสอง   คือ มาตรฐานการสอบที่สำคัญตัวที่สอง ที่เกี่ยวกับ การกาข้อสอบให้ได้มาตรฐาน  คือ การค้นหา Key Word ในคำถามการฟัง การอ่าน และ ไวยากรณ์ การหา Key Word ที่เร็วมากพอ มีผลทำให้คะแนน TOEIC ที่ได้ไม่ต่ำ เช่นเดียวกับคะแนนสอบ IELTS เนื่องจากข้อมูลสำคัญจะสะท้อนมาจากตั้ง Key Word ในคำถามและ Choice  

----

411 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อยเอ็ด   คือ นอกจากนั้น สไตล์การกาข้อสอบที่ไม่พัฒนาสู่ผู้สอบที่ได้มาตรฐาน จะทำให้ผู้สอบยิ่งสอบยิ่งขาดประสบการณ์ พัฒนาคะแนนตัวเองได้ยาก และ ยากต่อการอ้างอิงการสอบตัวเองกับคนอื่น มาตรฐานการสอบที่สำคัญตัวแรก คือ การรักษาเวลา สติในการควบคุมและรู้ระดับเวลาและมีการตั้ง Sensor ตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญ     

-----

410 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการสองร้อย   คือ ทัศนคติการสอบ หรือ ปัจจัยทางจิตวิทยา มีผลต่อคะแนนการสอบ TOEIC , IELTS มากกว่าปัจจัยอื่น ผู้สอบที่ประมาท คิดจะกา หรือ เขียนข้อสอบอย่างไรก็ได้ แล้วคิดว่า กาอย่างไรก็คงถูก มันจะมีปัญหาตรงที่ ข้อที่กาแล้วไม่สามารถหาเหตุผลเชิงวิชาการเพื่อเลือกข้อนั้นได้ มีโอกาสผิดสูง ส่วนใหญ่ผู้สอบจะผิดข้อยาก TOEIC  เมื่อผิดข้อหนึ่งข้อยาก ในไวยากรณ์ ตามสถิติ เราต้องชดเชยด้วยข้ออื่นถึงสามข้อ เพื่อชดเชยข้อยากนั้น เพราะ แต่ละข้อของ TOEIC คิดคะแนนแบบคูณถ่วงน้ำหนัก จะประมาทไม่ได้นั่นเอง    

----

409 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเก้าสิบเก้า   คือ สถาบันทำการสำรวจเบื้องต้น เหตุผลที่ นร หรือ ผู้สอบ มักตอบภายหลังที่สอบหลายครั้งแล้วคะแนนไม่ขึ้น สาเหตุอีกประการ  คือ  อยากสอบเมื่ออยากสอบ สอบตามอารมณ์ เป็นความรู้สึกของ ผู้สอบที่ขาดการเตรียมตัวแล้วพยายามสอบถี่ๆหลายครั้งเป็นเวลานาน มันเป็นความเคยชิน ที่ไม่คิดจะเตรียมตัวลงลึก การสอบตามอารมณ์จะสร้างความรู้สึกที่ประมาท แตกต่างจากการสอบแบบเตรียมตัวหาจุดบกพร่องตัวเอง แล้วมองข้อสอบไม่ใช่ง่าย และ ไม่ประมาททุกข้อ  

-----

408 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเก้าสิบแปด   คือ สถาบันทำการสำรวจเบื้องต้น เหตุผลที่ นร หรือ ผู้สอบ มักตอบภายหลังที่สอบหลายครั้งแล้วคะแนนไม่ขึ้น มีอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ผู้สอบ ที่มีทัศนคติที่แก้ยาก คือ ตั้งใจที่จะสอบหลายครั้งแล้วคิดว่า สอบบ่อยๆ คะแนนจะขึ้น กายังไงก็ได้ มันคงจะสุ่มโดนเจอคะแนนเพิ่มเอง เป็นความคิดที่ผิด อย่างน้อยที่สุด สอบครั้งต่อไป คะแนนก็ไม่เพิ่มแม้ได้ข้อสอบชุดเดิม เพราะขาดความเอาใจใส่ความรู้ที่ได้จากข้อสอบจริง แตกต่างจาก นร จีน และ เวียดนามที่สอบโทอิค เขาพยายามเรียนรู้ความรู้จากข้อสอบเพื่อประสบการณ์ครั้งใหม่ที่ดีกว่า 
 

----

407 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเก้าสิบเจ็ด   คือ สถาบันทำการสำรวจเบื้องต้น เหตุผลที่ นร หรือ ผู้สอบ มักตอบภายหลังที่สอบหลายครั้งแล้วคะแนนไม่ขึ้น มีอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ผู้สอบ มักเลือกซ้อมทักษะแค่บางส่วนที่ตัวเองสนใจ โดยไม่ให้ความสำคัญกับการซ้อมให้ครบทุกรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ก่อนสอบสองวันอาจจะนิยมเพียงแค่อ่านไวยากรณ์ แต่ไม่ฝึกฟัง หรือ หลายคนนิยมแต่มุ่งการฟังเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ซ้อมการอ่านแบบจับเวลาจริง หรือ ก่อนสอบสองชั่วโมง อ่านแต่ศัพท์หรือไวยากรณ์ ทั้งที่เข้าห้องสอบครั้งแรก มันสอบการฟังก่อน 
 

----

406 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเก้าสิบหก   คือ สถาบันทำการสำรวจเบื้องต้น เหตุผลที่ นร หรือ ผู้สอบ มักตอบภายหลังที่สอบหลายครั้งแล้วคะแนนไม่ขึ้น เนื่องมาจาก การประมาท ขาดซ้อม ขาดการเตรียมตัว และ ยึดติดกับสไตล์การทำสอบ หรือ การเตรียมตัวแบบเดิม ที่ไม่ได้ทำให้คะแนนมากขึ้น  

----

405 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเก้าสิบห้า   คือ ผู้สอบที่ไม่ได้ตั้งคำถาม หรือ ตั้งคำถามกับตัวเอง  กับปรากฏการณ์ที่ศูนย์สอบโทอิค ออกข้อสอบยากขึ้น และ นิยมสอบวันเว้นวันแบบไม่เตรียมตัว เพื่อหวังว่า คะแนนคงก้าวกระโดดได้  มันจะสาเหตุไม่ได้ว่า ที่คะแนนตัวเองสอบอย่างไร จะสอบมากกว่ายี่สิบครั้ง ก็คะแนนไม่ขึ้น มันจะสาเหตุไม่ได้ 
 

----

404 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเก้าสิบสี่  คือ ปัจจุบัน นร ที่ฝึกซ้อมแบบตามที่ตัวเองต้องการ เอาแบบง่ายไว้ ก่อนเช่น อ่านเทปสคริปไปเลยก่อน แล้วค่อยฟัง ฟังไม่ได้ให้หยุดเทปและนั่งคิดจดในกระดาษต่อว่าที่ฟังมันคืออะไร ต่อไปอีกสิบนาที แล้วค่อยอ่านเทปสคริปและฟังเทปต่อ คำถามคือว่า ตอนสอบศูนย์สอบโทอิคจริง Listening มันเร็วกว่าซีดีที่ซื้อตามท้องตลาดแล้วจะทำอย่างไร หรือ ตอนสอบเขามีหยุดเทปการฟังให้คุณจดกระดาษหรือไม่ หรือ ตอนสอบเขามีเทปสคริปให้คุณอ่านหรือไม่ หรือ ตอนสอบเขารีเทปให้คุณหรือไม่ ให้ผู้สอบลองตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ก่อน ก่อนที่จะลงมือฝึกอะไรก็ตาม  

----

403 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเก้าสิบสาม คือ  สถาบันได้ทำการสำรวจผู้ที่สอบแล้วคะแนนไม่ขึ้น ผลสำรวจพบว่า ความประมาทที่คิดว่า กาอย่างไรก็ได้คะแนนเป็นทัศนคติที่ทำให้สอบ TOEIC แล้วมีปัญหา เพราะ คะแนนไม่ขึ้นก็สอบหลายครั้ง หรือ มากกว่ายี่สิบครั้งก็ได้ แล้วไปกาแบบเดิม ด้วยทัศนคติที่ประมาทขาดการเตรียมพร้อม ทำให้คะแนนก็ยังไม่คงไม่ขึ้น วิธีแก้เป็นคติพจน์สำคัญ นร ที่สถาบันก็ใช้ คือ ต้องอย่าประมาท คิดว่า ข้อถัดไปจะต้องยากกว่าข้อปัจจุบันเสมอ จงทุ่มสรรพกำลังทำเต็มที่ ประมาทไม่ได้ พริบตาเดียวอาจผิดได้เลย   

----

402 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเก้าสิบสอง คือ นร จีนและเวียดนามที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศแล้วกลับมาทำงานที่บ้านเกิด พบว่า ภาษาอังกฤษดีขึ้น ทั้งการพูดฟังอ่านเขียน แต่ต้องมาสอบข้อสอบ TOEIC เช่นเดียวกัน ปัจจุบันผู้ที่สอบได้คะแนนตามมาตรฐาน TOEFL ibt หรือ IELTS จำเป็นต้องสอบ TOEIC เผื่อไว้ เนื่องจากการวัดผลของผู้สัมภาษณ์หรือนายจ้างมีแนวโน้มที่จะให้ ผู้สมัครงานสอบมากกว่าหนึ่งมาตรฐานและอนาคตมีโอกาสให้ผู้สมัครงานต้องมีภาษาที่สองด้วย   

----

401 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเก้าสิบเอ็ด คือ ผู้สอบที่สอบหลายครั้งมีแต่คะแนนลดลง หรือ อย่างดีสุด คือ ทรงตัว สาเหตุอีกประการคือความประมาท สถาบันเก็บสถิติคำตอบของผู้ออกจากห้องสอบ คำตอบของผู้สอบประเภทที่มีคะแนนขึ้นยาก จากผลสำรวจ มักตอบว่า ข้อสอบเป็นข้อสอบทำได้ไม่เห็นจะยาก ไม่ต้องพยายามมาก มันสบายๆ  กายังไงก็ได้คะแนน กาไปเลย แตกต่างจากผู้ที่สอบคะแนนขึ้นหรือคะแนนก้าวกระโดดไปเลย คือ ข้อสอบไม่น่าเป็นข้อสอบง่าย น่าจะมีหลุมพราง คิดว่า ไม่ได้ทำง่ายๆ แต่ต้องพยายามเต็มที่ กัดไม่ปล่อย เน้นๆ ดีกว่า ถ้ากาแบบประมาท มันน่าจะผิดทันที สรุปว่า คำตอบที่มาจากคนสองกลุ่มแตกต่างกันทางนัยสำคัญทางสถิติเชิงคุณภาพ  

-----

400 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเก้าสิบ คือ  ลักษณะผู้สอบที่สอบหลายครั้ง พบว่า ช่วงครั้งหลังๆ คะแนนจะลดลงมาก มีหลายสาเหตุ สาเหตุหนึ่งที่สำคัญ คือ ศูนย์สอบโทอิคมีความจำเป็นในการปรับข้อสอบให้ยากขึ้น และ มีข้อยากในข้อสอบโทอิคมากขึ้น เช่น คำถามเกี่ยวกับคำศัพท์ หรือ Word Choice มากขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานตัวเองเปรียบเทียบกับการสอบ TOEFL ibt และ IELTS สร้างการยอมรับกับนายจ้างทั่วโลกให้ได้ ซึ่งปัีจจุบัน นายจ้างฝัี่งยุโรป ออสเตรเลีย หรือ แม้กระทั่ง อเมริกา ตัองการเรียกคะแนน IELTS เพื่อเป็นเกณฑ์การสมัครงาน แต่ TOEIC อาจจะเริ่มเป็นที่นิยมในเอเชีย โดยเฉพาะ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเปิดเสรีอาเซียนข้างหน้า  ผู้สอบที่ไม่ปรับตัว มีผลคะแนนลดลง   

----

399 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยแปดสิบเก้า คือ แนวโน้มปัจจุบันและอนาคต เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลตั้งเป้าสอบ TOEIC ให้ได้คะแนนสูง เป็นแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น เพราะ ฝ่ายบุคคลสามารถหมุนงานไปทำงานฝึกอบรมได้ และ คะแนน TOEIC ที่สูงจะทำให้ตำแหน่งงานฝ่ายบุคคลจะมีเงินเดือนสูงขึ้นท่ามกลางการเปิดเสรีอาเซียนอีกไม่ถึงสี่ปีข้างหน้าแล้ว  

-----

398 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยแปดสิบแปด คือ ผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่นที่ข้ามชาติมาลงทุนที่ประเทศไทย โดยส่วนใหญ่มีนโยบายให้พนักงานมีความตื่นตัวในการพัฒนาภาษาต่างประเทศ ไม่ใช่เพียงภาษาญี่ปุ่น แต่การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษและการสอบ TOEIC เป็นเรื่องสำคัญ โดยสถิติ การกระตุ้นพนักงานให้มีการตื่นตัวโดยใช้ Rewarding System โดยเฉพาะการนำคะแนน TOEIC มายื่นเพื่อเพิ่มคะแนนหรือ Promote ตำแหน่งงาน มีส่วนทางอ้อมที่ทำให้คะแนน TOEIC ขึ้นได้  

----

397 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยแปดสิบแปด คือ มีผู้สอบหลายคนที่ฝึกซ้อมเองที่บ้านแล้วไม่จับเวลาข้อต่อข้อ โดยเฉพาะส่วนของไวยากรณ์ และ ไม่ได้มีการจับเวลาจริงสอบตามจำนวนข้อที่มากและกระจายรูปแบบหัวข้อให้สอบมากพอ บางครั้งได้คะแนนมากเพียงไม่กี่ครั้งแล้วรีบไปสอบทันที มีผลทำให้คะแนนไม่ขึ้นได้ 

----

396 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ด คือ สถาบันรวบรวมสถิติข้ัอมูลจากผู้สอบจำนวนมากและจากการที่อาจารย์รับสายตรง นร หรือ ผู้สอบ ที่โทรมาสมัครเรียนและขอคำปรึกษาพบว่า ข้อที่เป็นโจทย์ถามศัพท์ยาก ประเภท Word Choice และ Word Form ใน Part ไวยากรณ์ สอบของ TOEIC ที่หลายคนมีปัญหาการสอบอยู่ เนื่องจากการกาข้อสอบศัพท์ทันทีจะัส่งผลให้ทำข้อนั้นนานกว่าและมีโอกาสผิดกว่า กับการใช้เทคนิคผ่าชิ้นส่วนคำเทียบรากเดาความหมายใกล้เคียงของศัพท์ยากนั้นแล้วเทีียบกับ Key Word ในโจทย์ ถ้าไม่สอดคล้องกับ Key Word ก็ตัด Choice นั้นทิ้ง จะไม่เครียด ใช้เวลาน้่อยกว่า และมีโอกาสถูกมากกว่า การทำสอบประเภท ผู้สอบที่พยายามหาข้อที่คิดว่าใช่ แล้วเลือกทันที ทั้งที่หาเหตุผลมาอธิบายหรือหาไม่ได้ก็ตาม

----

395 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยแปดสิบหก คือ จากข้อมูลของผู้สอบจำนวนมากที่ไปสอบกับศูนย์สอบช่วงเวลาตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางปี 54 หลายคนยอมรับทันทีว่า ข้อสอบไวยากรณ์ยากขึ้น และ คะแนนรวมการอ่านไวยากรณ์ขึ้นยาก แม้กระทั่งคนที่กาทัน บางคนคะแนนก็ไม่ขึ้น ข้อสังเกตมีหลายประการที่มีต่อคนคะแนนน้อย ข้อหนึ่งที่สำคัญ คือ การหนีที่จะไม่ปะทะข้อที่เป็นศัพท์ ลักษณะเจอทันทีกาทันที ไม่ได้ออกแรง สถาบันใช้เทคนิคผ่าชิ้นส่วนคำเทียบรากอ้างอิงหลักวิชาการ เป็นเครื่องมือที่ทำให้ นร สถาบัน เวลาออกแรงแล้วได้ผลิตภาพ แตกต่าง จากการกาทันที หรือ ชอบหรือถูกใจหรือใช้อารมณ์ ชอบข้อไหนกาข้อนั้น โดยไม่มีเหตุผลอธิบายที่เลือกตามหลักวิชาการ ทำให้ส่วนศัพท์มีผลกระทบต่อคะแนนโดยรวมได้

-----

394 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยแปดสิบห้า คือ ผู้สอบที่ฝึกการฟัง โดยที่ ซ้อมน้อย ซ้อมไม่ครบ ไม่ซ้อม มีผลต่อการทำให้คะแนนการฟังไม่ขึ้น การซ้อมการฟังที่ผิดวิธี แต่ซ้อมใช้เวลานาน ไม่เกิดประโยชน์เท่ากับ การซ้อมถูกวิธีเพียงหนึ่งหรือสองชั่วโมง การซ้อมการฟังต้องใช้หลักวิชาการ ทั้งปัจจัยการทำลายข้อจำกัดของสมองเวลาฟัง และ มีพื้นฐานทักษะระดับประโยคที่แน่นด้วย ถ้าซ้อมการฟังโดยไร้หลักวิชาการ จะพัฒนายาก คะแนนจะขึ้นยากตาม 
 

----

393 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยแปดสิบสี่ คือ ผู้สอบควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับคะแนนขั้นต่ำที่สุดของ TOEIC ที่เป็นไปได้ หรือ Lowest Credible Score ส่วนของอ่านและไวยากรณ์ เนื่องจาก มีโอกาสน้อยมากที่ผู้สอบจะได้คะแนนต่ำำกว่า 100 คะแนน ผู้ที่ได้คะแนนอ่านและไวยากรณ์ใกล้เคียง 100 คะแนน จาก 495 คือ ผู้ที่ทำไม่ทันมากกว่าครึ่งหนึ่งในแต่ละส่วนย่อยข้อสอบไวยากรณ์ แต่ถ้าทำการอ่านไม่ได้ จะยิ่งเสริมให้คะแนนน้อยลงมาก    
 

-----

392 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยแปดสิบสาม คือ ผู้สอบที่ทำข้อไวยากรณ์หนึ่งข้อโดยเฉลี่ยนานกว่าสองนาที มีผลต่อการทำข้อสอบไม่ทันในอีกห้านาทีสุดท้าย มีผลทำให้ถูกเร่งให้กาเร็วกาทันที และ มันมีโอกาสที่ผิดทันทีกับการกาทันที เพราะข้อสอบโทอิคมีการล็อคเลี่ยงการกาช้อยมั่วแล้วได้คะแนนอยู่แล้ว  

----

391 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยแปดสิบสอง คือ ผู้สอบที่คะแนนการอ่านและไวยากรณ์น้อยมีผลต่อการทำข้อการอ่านไม่ทันมากกว่า 5 ข้อขึ้นไป และ ถ้าออกจากห้องสอบแล้วไม่ทราบว่าตัวเองทำผิดข้อใดบ้าง มีโอกาสสูงที่เมื่อเวลาได้ข้อสอบซ้ำ จะกาแบบเดิมทำให้ได้คะแนนไม่เพิ่ม 

----

390 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยแปดสิบเอ็ด คือ ผู้สอบบางคนที่คาดหวังข้อสอบที่ซ้ำชุดเดิมในการสอบครั้งถัดไป หลายครั้งที่ได้ชุดเดิมแต่คะแนนไม่ได้ขึ้นมากเพราะเนื่องจากผู้สอบดังกล่าวไม่ได้วิเคราะห์ว่าข้อใดทำได้ ข้อใดทำไม่ได้ ข้อใดทำทันทำไม่ทัน เพราะสาเหตุใด เพราะปัจจุบันข้อสอบโทอิคมีการปรับมาจากข้อสอบ TOEFL Paper Based เป็นข้อสอบวิเคราะห์สองชั้น มีการวางหลุมพรางโดยเฉพาะข้อสอบไวยากรณ์ ผู้ที่จำมาสอบแต่เพียงอย่างเดียว คะแนนจะขึ้นยาก

----

389 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยแปดสิบ คือ ผู้สอบที่พื้นฐานอ่อนมาก แต่เน้นสอบถี่  ผู้สอบพื้นฐานอ่อนที่ไม่ทบทวนนอกห้องเรียน ในหัวข้อบทไวยากรณ์ที่ TOEIC สอบ มีผลทำให้ทำข้อไวยากรณ์แต่ละข้อช้า เพราะขาดความรู้ความเข้าใจในการนำความรู้มาตัด Choice การสอบถี่แต่ใช้วิธีกาทันที หรือ พยายามแปลภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาไทย โดยไม่ศึกษาการแปลความหมายภาษาอังกฤษในหัวฝรั่ง เหล่านี้ มีผลต่อการทำให้คะแนนพัฒนาขึ้นลำบาก

----

388 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้า คือ ผู้สอบหลายคนที่ตั้งเป้าหมายคะแนนโทอิคที่สูง เพื่อสมัครตำแหน่งงานพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน  แต่ไม่สามารถทำคะแนนได้ถึงเกณฑ์อย่างต่ำที่สุด หลายคนลองสมัครและขอสัมภาษณ์งานก่อน เพื่อต้องการพิสูจน์ว่า แม้คะแนน TOEIC ไม่สูง แต่อาจจะพูดสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ แต่ความเป็นจริง จะผ่านการสัมภาษณ์งานได้ยาก เพราะ บุคคลที่ฟังหรืออ่านยังไม่ได้ จะยากต่อการพูดภาษาอังกฤษในรูปการบรรยายหรือ ยากต่อการพูดประโยคยาวเพื่อแนะนำตัวเองหรือแสดงความคิดเห็นในช่วงสัมภาษณ์งานนั่นเอง   

----

387 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปด คือ ผู้สอบหลายคนที่ตั้งเป้าหมายคะแนนโทอิคที่สูง แต่ไม่ศึกษาความต้องการของนายจ้างให้ถ่องแท้ จะมีปัญหาต่อการสมัครงาน เช่น ปัจจุบันสายการบินทั้งในและนอกประเทศ นิยมตั้งเกณฑ์คะแนน TOEIC อย่างน้อยที่สุดที่จะเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เป็น 650 แต่ผู้สมัครหลายรายสามารถสอบ TOEIC ได้คะแนนเกิน 700 ผสมผสาน กับการปรับบุคลิก ทั้งมีการเสริมศัลยกรรม การพูดภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่ว การลดน้ำหนักเข้าสู่้เกณฑ์ ผู้สอบที่คะแนน TOEIC น้อย แต่ขอไปสมัครดูก่อน มีสิทธิสัมภาษณ์เบื้องต้นได้ แต่อาจจะไม่ผ่านการสัมภาษณ์ในรอบถัดไป  

-----

386 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเจ็ด คือ ผู้สอบหลายคนที่ตั้งเป้าหมายคะแนนโทอิคที่ต่ำเกินไป มีข้อเสียเปรียบมากกว่าข้อได้เปรียบ เนื่องจาก แนวโน้มของ ผู้สอบที่ตั้งคะแนนต่ำ จะมีการแบ่งส่วนสอบ แบ่งส่วนไม่สอบ หรือ เรียกว่า การ section ข้อสอบ ตามสถิติ ผู้สอบที่ Section ข้อสอบมีผลต่อการหนีข้อยากโทอิคที่มีการคูณถ่วงคะแนนสูงกว่าข้ออื่น โดยเฉพาะข้อสอบที่ศัพท์ในส่วนไวยากรณ์ของโทอิค มีผลต่อ คะแนนดิบในลำดับ Percentile Rank ที่เป็นลำดับน้อยกว่าคนอื่นในรอบเดียวกัน

-----

385 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเจ็ดสิบหก คือ ผู้สอบหลายคนที่ไม่ได้ศึกษาการสอบ TOEIC ให้ละเอียดเป็นประเด็น เป็นจุด ให้ครอบคลุมทุกบท ทุก Part ว่าจุดไหนที่ผู้สอบอ่อน สาเหตุที่ทำให้ทำไม่ได้ และวิธีที่ทำให้ได้ให้สั้นที่สุด ตรงตัวที่สุด คือ อะไร เมื่อผู้สอบไม่ทราบ มันมีแนวโน้มสูงที่จะมองเข้าข้างตัวเอง ประกอบกับการหนึปัญหา หนีปะทะความจริง ไม่ได้ศึกษาสถิติของตัวเองที่ผ่านมา จึงมีแนวโน้มการ section ข้อสอบหรือต้องการเลือกสอบในข้อสอบบาง Part ผลคือ คะแนนอาจจะไม่ขึ้นเลย เพราะ คะแนนขึ้นมันขึ้นกับคะแนนทุก Part แต่ละ Part มาเสริมมาอุดซึ่งกันและกัน  

----

384. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้า คือ ผู้สอบหลายคนไม่เข้าใจวัตถุประสงค์การสอบ ข้อที่สอง ของ TOEIC คือ ข้อสอบ TOEIC ต้องการวัดทักษะการตัดสินใจที่ดีของผู้สอบ ท่ามกลางสภาวะข้อสอบเยอะ ไม่ง่าย เวลาสอบมีให้น้อย  มันเป็นเรื่องไม่แปลกที่ผู้สอบคนไทยหลายคนมีปัญหากับวัตถุประสงค์ข้อนี้เมื่อเทียบกับคนต่างชาติที่มาสอบ TOEIC ได้แก่ คนฮ่องกง สิงคโปร์ คนจีน หรือ ยุโรปตะวันออก ที่มาสอบศูนย์สอบเมืองไทย เพราะ คนต่างชาติมีความเป็น Assertiveness สูง และ ไม่หนีความจริง กล้าปะทะปัญหา กล้าปะทะ Error ที่ตัวเองมีอยู่ และ ไม่หนีความจริงด้วยการไปฝึกกับแบบฝึกหัดการฟังหรือไวยากรณ์ที่ง่ายเกินไป แต่ความจริงคือความจริง ข้อสอบโทอิคส่วนการฟังถูกปรับให้ยากขึ้น เร็วขึ้น รูปประโยคยาวขึ้น กับ ข้อสอบไวยากรณ์ที่ไม่ใช่แค่จำมาตอบ แต่ต้องวิเคราะห์สองชั้นถึงความหมายไวยากรณ์สอดคล้องกับบริบทด้วย

----

383. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสี่ คือ ผู้สอบหลายคนปรับตัวไม่ทันกับการประกาศเปิดรับสมัครงานกระทันหัน เช่น สายการบิน Low Cost Air Line แบบ Bangkok Airway เปิดรับสมัครกระทันหัน ช่วง 8 -20 กค 54  สำหรับตำแหน่งงาน Cebin Crew พนักงานต้อนรับบนเครื่อง ซึ่งกำหนดให้ผู้สมัครมีคะแนน TOEIC มากกว่า 650 แต่หลายคนพยายามสอบให้ได้พอดี 650 เพราะอยากทำข้อสอบโทอิคเฉพาะส่วน หรือ Section ข้อสอบ นอกจากจะตัดโอกาสการสมัครงานตัวเองแล้ว ทำให้ถูกผู้สมัครรายอื่นที่พยายามสอบให้ได้คะแนนสูงสุด ตัดโอกาสไปได้นั่นเอง  

----

382. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสาม คือ ปัจจุบัน สถาบันมีระบบที่สอน ซ้อม และ ทดสอบ ข้อไวยากรณ์แบบจับเวลาเรียงข้อ ข้อละ 40 วินาที ถึง หนึ่งนาทีครึ่ง ทำให้ผู้สอบ TOEIC โดยเฉพาะสอบครั้งแรกหรือครั้งที่สอง คะแนนมีโอกาสก้าวกระโดดได้ แต่หลักใหญ่ ผู้สอบที่คะแนนไม่ขึ้น ปัจจัยสำคัญ คือ การซ้อมนอกห้องที่น้อยเกินไป ซ้อมผิดวิธี โดยเฉพาะการทำข้อไวยากรณ์ด้วยตัวเองที่บ้าน ด้วยโจทย์ที่ง่ายเกินไป และ ทำช้าเกินไป ทำให้คะแนนไม่ขึ้น  นร ของ สถาบัน ปัจจุบัน ลองซ้อมกับข้อไวยากรณ์ที่ระดับ TOEFL Paper based เป็นข้อที่ยากขึ้น จึงทำให้ นร หลายคนของสถาบัน ทำข้อไวยากรณ์ของสถาบันได้ผ่านเกณฑ์ 60 % ได้  

-----

381. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสอง คือ ผู้สอบ TOEIC มีแนวโน้มที่จะถูกทดสอบการพูดและการเขียน โดยนายจ้างผู้รับสมัครงาน ในอนาคตอันใกล้ในช่วงใกล้เวลาเปิดเสรีการค้าอาเซียนที่ประเทศไทยไปเซ็นสัญญากับภูมิภาค ศูนย์สอบโทอิคพยายามให้ผู้สอบเตรียมตัวด้วยการอธิบาย Proficency หรือ ศักยภาพทางภาษาทั้งพูดฟังอ่านเขียนในระด้บคะแนนที่ผู้สอบได้ ถ้านายจ้างบังคับให้มีการสอบครบทั้งสี่ทักษะ ผู้สอบที่ขาดการเตรียมตัวคะแนนจะมีการเปลี่ยนแปลงเห็นชัดเจน

----

380. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเอ็ด คือ ผู้สอบ TOEIC ที่อายุมากและมีความจำเป็นสอบโทอิคเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือหมุนงานไปในตำแหน่งอื่น เช่น ต้องการเป็น Senior Manager ที่ บริษัท ปตท ผู้สอบต้องได้คะแนนระดับ 700 ขึ้นไป เป็นเกณฑ์ปัจจุบันที่ใช้รับผู้อาวุโสที่สมัครงานตำแหน่งงานอาวุโสเช่นเดียวกัน แต่ถ้าผู้สอบโทอิคที่อายุเยอะมีความเป็นนักเรียนน้อยลง ไม่สนใจคำว่าเรียนรู้ตลอดชีวิต มองภาษาอังกฤษเป็นเพืยงการสอบเอาผลคะแนน ผู้ที่อายุเยอะจะเสียเปรียบสู้คนที่อายุน้อยทันที เพราะ การคิดสร้างความกดดันให้ตัวเอง จะส่งผลต่อ พฤติกรรมของผู้สอบอาวุโสบางคนที่ต้องการกว้านซื้อแบบฝึกหัดในท้องตลาดที่ส่วนใหญ่มันคนละเรื่องกับข้อสอบจริง และ นิยมอ่านเฉลยแบบฝึกหัดเท่านั้นแล้วไปสอบ คะแนนจะขึ้นยาก  

----

379. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเจ็ดสิบ คือ ผู้สอบ TOEIC ที่ขยันแต่ฝึกผิดวิธี เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย การฝึกฟังไปเรื่อยๆ ฟังข่าว ฟังเพลง ฟังยูบีซี แต่หลายกรณีศึกษา กลับทำคะแนนการฟังไม่ขึ้นได้มาก เพราะการฝึกไม่ได้เป็นระบบพอ แต่ นร ที่สถาบัน มีการซ้อมให้ผ่านเกณฑ์ โดยเฉพาะเกณฑ์พื้นฐานที่ต้องทำให้ผ่านคะแนนการฟัง 350 คือ การถอดประโยคใน Short Talk ให้ได้บนกระดาน โดยที่ นร ดูบนกระดานไม่ได้ และถอดแค่เสียงก็ไม่เอา ต้องถอดเป็นคำ และ ให้โดน Key Word ในประโยค ห้ามเกินการ Retape ที่กำหนด และ ถอด Short Talk ภายใต้เวลาที่กำหนด มีผลทำให้คะแนนสอบการฟังจับเวลาจริงคะแนนขึ้นได้ ผู้ที่ฝึกการฟังไม่เป็นระบบที่บ้าน ฝึกตามใจชอบ คะแนนการฟังอาจจะขึ้นยาก

-----

378. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยหกสิบเก้า คือ ผู้สอบที่นิยมอยากเลือกวันเพื่อเจอ ข้อสอบชุดง่าย อาจเป็นความคิดที่ผิด เนื่องจาก ข้อสอบชุดง่ายเป็นชุดที่ทำให้ผู้สอบมีคะแนนเกาะกลุ่มกัน ทำให้คะแนนระดับ Percentile Rank ไม่ต่างกัน คะแนนจะขึ้นยาก ยกเว้น แม้ Listening จะไม่เร็วมาก และ ไม่ยาก แต่ผู้สอบยังฝึกได้ไม่ดีพอ จะยิ่งทำให้คะแนนต่ำลงได้  
 

-----

377. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยหกสิบแปด คือ ผู้สอบบางคนที่รีบร้อนลนไปสอบไม่ได้ไปรอสอบก่อนเวลา ทำให้เสียเปรียบผู้สอบคนอื่นที่มาก่อนเวลาและเตรียมซ้อมการฟังก่อน เพราะ Part แรกที่เจอในข้อสอบ คือ การฟัง เนื่องจาก ผู้สอบที่ไม่ได้ฝึกการฟังถูกวิธีแล้วไปอ่านไวยากรณ์ก่อนสอบทั้งที่เข้าไปห้องสอบต้องเจอการฟังที่เร็วเลยทำให้ทำคะแนนการฟังได้น้อย  

----

376. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ด คือ ผู้สอบบางคนที่ไม่สบายป่วย โดยหลักการจะเกี่ยวกับประเด็น Proficiency ด้าน Listening เพราะ การฟังที่สามารถลงลึกถอดรูปประโยคและฟังได้จำนวนคำที่เป็น Key Word จำนวนมาก อยู่ที่สมาธิและชั่วโมงบินการฟังที่มากพอ ผู้ที่สอบฟังแล้วคะแนนลดลงหรือสอบไปหลับไปเกิดจากการฝึกฟังที่เป็น Listening ที่ช้าและฟังไปเรื่อยๆ ขาดการพัฒนาการลงลึกนั่นเอง  

-----

375. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยหกสิบหก คือ ผู้ที่มีพื้นฐานอ่อน มีความจำเป็นต้องฝึกให้ครบถ้วน การเลือกฝึกตามสิ่งที่ตัวเองชอบ จะสร้างความรู้สึกหรือความุคุ้นเคยเช่นเดียวกับการเลือกสอบ คะแนนที่น้อยตามสถิติที่สถาบันรวบรวม หนึ่งในตัวอย่าง คือ ผู้สอบเจตนา Section ข้อสอบ ต้องการเลือกสอบในส่วนที่ตัวเองต้องการเท่านั้น เช่น ต้องการทำการฟังเพียง Part 2 แต่ไม่ต้องการฟังประโยคยาวใน Part 3 หรือ 4 จึงทิ้ง Part Short Conversation กับ Short Talk ทำให้คะแนนอยู่ในระดับ Percentile Rank ที่ไม่สูง

----

374. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยหกสิบห้า คือ ผู้ที่มีพื้นฐานอ่อน มีความจำเป็นต้องปรับพื้นด้วยการปูพื้นไวยากรณ์และทักษะระดับประโยค เมื่อเรียนแล้วบางครั้งลืม อาจต้องเรียนทวน หรือ ทบทวนด้วยการวิเคราะห์ทักษะระดับประโยคคู่กับไวยากรณ์ และ ต้องฝึกทำข้อไวยากรณ์ การฟัง การอ่าน แบบรักษาเวลาให้เข้ม ฝึกถูกวิธีอย่างต่อเนื่อง ถ้ากลับบ้านไม่ทำอะไร สถาบันมีวิธีการซ้อมและสอบทุกสองชั่วโมง มันจะเห็นระดับคะแนนก่อนทันทีไปสอบ ถ้า นร ไม่ผ่านเกณฑ์ จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์ที่สถาบันให้ได้อย่างน้อยที่สุดก่อนสอบจริง

----

373. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยหกสิบสี่ คือ สถาบันเห็นด้วยการนโยบายของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่แจกคอมพิวเตอร์แก่นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งในปี 54 ซึ่งเป็นจุดเชื่อมความรู้ทั่วโลก แต่ สถาบันขอแสดงความเห็นว่า ควรแจก Dictionary พกพาเสริมด้วยดีกว่า เพราะ ปัจจุบัน ผู้สอบที่รู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษน้อยมากแล้วไปสอบ TOEIC แม้อาจจะพยุงตัวเองให้ได้คะแนนระดับหนึ่งในข้อสอบไวยากรณ์ แต่ระยะยาวแล้ว ผู้สอบที่รู้ศัพท์น้อยจะเสี่ยงกับการที่เจอศัพท์ยากในตัวคำถามของข้อสอบ Part ไวยากรณ์ หรือ การอ่าน โดยเฉพาะยิ่งศัพท์ยากนั้นเป็นคำสำคัญหรือ Key Word ที่ใช้ตัด Choice  

-----

372. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยหกสิบสาม  คือ ปัจจุบัน สถาบันขอส่งเสริมและยกย่อง คณะการบริการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบางแห่ง ที่เป็นแบบอย่างของการยกระดับนักศึกษาระดับปริญญาตรีว่า จะได้รับปริญญาตรีก็ต่อเมื่อสอบ TOEIC ให้ผ่านเกณฑ์คะแนน 630 นับเป็นการกระตุ้นการตื่นตัวของทรัพยากรบุคคลของประเทศไทยที่แรกของประเทศไทย พร้อมรับการที่ประเทศไทยจะเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนบวกหก ที่บุคลากรคนไทย ด้านภาคท่องเที่ยวที่มีคุณภาพที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ จะสามารถไปทำงานต่างแดนและได้รับการยอมรับในอนาคต ถ้านักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีไม่สนใจตื่นตัวกับการสอบ TOEIC นับเป็นความเสี่ยงสูงที่จะมีทัศนคติที่ไม่พัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษควบคู่กับคะแนนสอบ TOEIC ที่มากขึ้นตาม    

----

371. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยหกสิบสอง  คือ ผู้ปกครองบางรายนิยมให้ผู้สอบที่เป็นลูกหลาน สอบบ่อยๆ สอบถี่ๆ โดยจะออกเงินค่าสอบให้ไม่อั้นและเต็มที่ การสอบแบบถี่มากๆ เหมาะกับคนที่มีเวลาและขยันที่ฝึกตัวเองก่อนสอบอย่างถูกวิธี ไม่เหมาะกับผู้สอบที่พื้นฐานไม่แน่น ไม่มีการปูพื้น และ มีเวลาในการฝึกซ้อมน้อย และ สอบตามเทศกาล ซึ่งสอบอย่างไรจะคะแนนไม่ขึ้นหรือคะแนนแกว่งมากๆ

----

370. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ด คือ สถาบันมีการตรวจสอบ นร สถาบันว่ามีการฝึกการฟังหรือการอ่านหรือการทำข้อไวยากรณ์ ว่าฝึกผิดหรือไม่ ถ้าไม่ฝึกอย่างถูกต้องและไม่ตรวจสอบ Error ของการฝึกตัวเอง และ ดูการฝึกว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการวิเคราะห์เป็นขั้นตอนและใช้เวลาให้ไม่นานเกินเกณฑ์กำหนด แต่ผู้สอบเอาแต่สอบสุ่มเล่นๆ คะแนนสอบจริงมีโอกาสทีจะไม่ขึ้น  

----

369. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยหกสิบ  คือ  ผู้สอบหลายคนที่ฝึกซ้อมผิดวิธีแล้วพบว่า คะแนนการฟังไม่ขึ้น แต่ยังยึดมั่นการฝึกผิดวิธีเหมือนเดิมโดยหวังจะให้คะแนนก้าวกระโดด แม้จะเปลี่ยนไปเรียนวิธีใหม่แต่ยังคุ้นเคยกับการฝึกแบบวิธีเดิมที่ผิดคะแนนการฟังอาจจะขึ้นครั้งแรก แต่คะแนนที่แท้จริงต้องดูคะแนนครั้งที่สองครั้งสามเป็นต้นไปว่า คะแนนการฟังลดลงหรือไม่ ซึ่งถ้าฝึกผิดวิธีคะแนนการฟังจะไม่คงที่และจะไม่ขึ้นไปมากกว่านี้  

----

368. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยห้าสิบเก้า  คือ  ผู้สอบหลายคนนิยมสอบเสียเงินโดยไม่ต้องการส่วนลดเพื่อได้ผลสอบแบบ Personal เพื่อนำไปสมัครงานกับองค์กรใหญ่บางที่ที่นิยมให้ผลสอบเป็นลักษณะเป็นแบบ Personal โดยไม่ต้องสอบผ่านสถาบันใด เพื่อกันความเสี่ยงของผู้สอบ ผู้สอบควรถามองค์กรนั้นก่อนการสมัครงาน มิฉะนั้น ถ้ามีการสอบเพื่อให้ได้ผลครั้งที่สองแล้วได้คะแนนน้อยลงจะไม่คุ้ม

----

367. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยห้าสิบแปด  คือ  ผู้สอบที่จำเป็นต้องสอบหลายครั้งในรอบสัปดาห์ เพื่อต้องการยื่นผลสำเร็จการศึกษา หรือ เป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายปิดรับสมัครยื่นคะแนน TOEIC สมัครงาน สถาบันเข้าใจและพยายามอำนวยความสะดวก นร ที่เป็นผู้สอบดังกล่าวด้วยการลุยแนวสอบที่อัพเดทเรื่อยๆ และ สอบจริงทุกคาบ พร้อมการส่ง นร ไปสอบให้มีส่วนลดค่าสอบทุกครั้ง 300 บาท

-----

366. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ด  คือ  ผู้สอบจำเป็นต้องศึกษาความรู้เรื่อง Prefix , Suffix เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจวิเคราะห์ข้อไวยากรณ์ส่วนที่เป็นศัพท์ การเดาศัพท์ยากเป็นเรื่องปกติในการทำสอบ TOEIC ปัจจุบันข้อสอบชุดยากที่ Listening เร็วมาก มักจะมีข้อที่เป็นศัพท์ยากถามเป็นข้อ Word Choice ใน Part ไวยากรณ์ มากกว่าสิบข้อ ถ้าผู้สอบทำไม่ได้ในส่วนข้อศัพท์มีผลต่อคะแนนรวมที่ได้น้อยลง 

-----

365. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยห้าสิบหก  คือ  นอกจากผู้สอบที่ซ้อมผิดวิธี หรือ ซ้อมน้อยแล้ว ลักษณะการเตรียมตัวที่ผิดพลาด คือ การเน้นเพียงอ่านทฤษฏีหรือสนใจที่จะเรียนทางเดียวเข้าไปในหัว แต่ไม่กล้าปะทะความจริงด้วยการลงมือฝึกทำหรือซ้อมข้อยากของการฟังการอ่านไวยากรณ์ ทำให้ไม่เห็น Error ของตัวเอง  

-----

364. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยห้าสิบห้า  คือ  ผู้สอบที่สอบถี่หลายครั้ง เช่น วันเว้นวัน หรือ วันเว้นสองวัน เพื่อเร่งให้ได้คะแนน 550 , 600 , 700 การสอบถี่ติดกัน มีโอกาสที่คะแนนไม่เพิ่ม ทรงตัว หรือ ลดลงได้ เพราะ ผู้สอบมีเวลาน้อยกับการตรวจสอบทบทวนว่าทำไมตัดสินใจกาช้อยแล้วผิดพลาด ทำให้การทำสอบครั้งใหม่ การตัดสินใจกาข้อสอบ ยังคงลักษณะเดิม ไม่ได้มีการพัฒนา  

----

363. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยห้าสิบสี่  คือ นร บางคนพัฒนาเป็นผู้สอบที่มีศักยภาพแล้วหรือมีความครบเครื่องมากขึ้น แต่ไม่สามารถทำข้อสอบได้ทัน ตัดโอกาสตัวเอง เนื่องจากไม่เข้าใจลำดับหัวข้อการทำข้อสอบ เช่น ผู้สอบบางคนนิยมทำข้อสอบไวยากรณ์ก่อนการอ่าน ทำให้ทำไม่ทัน ปกติผู้สอบต้องมีวินัยใช้เวลากับข้อไวยากรณ์เพราะเป็นข้อที่ควบคุมได้ลดความเสี่ยงได้ ต้องใช้เวลา 25 นาทีเท่านั้น ตกข้อละ 40 วินาทีหรือหนึ่งนาที หลายคนใช้เวลาเพลินไม่นับเวลาในหัว ทำข้อหนึ่งนานเกินไปแล้วผิดส่วนใหญ่ พอไม่มีเวลาพอทำการอ่าน เหลือข้อจำนวนมากกว่า 5 ข้อ แสดงว่า ก่อนหน้านั้น ก็กาทันทีไม่ได้ตัดช้อยหลายข้อแล้ว ทำให้คะแนนไม่ขึ้น

-----

362. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยห้าสิบสาม  คือ สถาบันมีการปรับข้อสอบแนว Error Recognition ที่น่าสนใจให้กลายเป็น Sentence Completion ทำให้โจทย์ไวยากรณ์ที่ซ้อมจับเวลากับ นร ก่อนสอบจริง มีความหลากหลายมากขึ้น และ การซ้อมต้องจับเวลาข้อละ 40 วินาทีถึงหนึ่งนาทีสิบห้าวินาที ด้วยการแจกแจงขั้นตอนการเทียบ Key Word และตัด Choice และใช้หลักเกณฑ์ English Comprehension ตัดช้อย  แต่ นร ที่เน้นแต่เพิ่มคะแนนการฟัง อาจไม่ได้ซ้อมที่บ้าน แต่ซ้อมและสอบไม่ผ่านเกณฑ์ของสถาบัน เวลาสอบจริงอาจทิ้ง Part ไวยากรณ์ เพื่อทดสอบคะแนนการฟังตัวเองอย่างเดียว

-----

361. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยห้าสิบสอง  คือ สถาบันทำให้ นร หลายรุ่น สามารถทำลาย Error ของการฟ้ง , ทำลาย Error การอ่าน และ ทำลาย Error ที่มาจากการกาข้อทันทีกับข้อไวยากรณ์ พร้อมกับการปูพื้นและลงลึกทักษะระดับประโยคกับไวยากรณ์และศัพท์ ทำให้ นร เกิดความมั่นใจ เมื่อ Error ลดลง ความมั่นใจในการสอบจึงมากขึ้น ทำให้ นร สถาบันไปสอบด้วยตัวเองด้วยความเตรียมพร้อม เมื่อ นร สถาบันที่ลด Error ตัวเองลงได้ เมื่อ นร สถาบันออกจากห้องสอบ จะแยกแยะข้อที่ทำได้ ข้อที่ยาก ออกมาได้ และ รู้ระดับคะแนนตัวเอง แตกต่างจาก ผู้สอบที่ต้องการคะแนนสูงแต่ความพร้อมการสอบมีน้อย

----

360. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ด  คือ ผู้สอบจะเตรียมตัวซ้อมการทำข้อไวยากรณ์ที่บ้าน ส่วนใหญ่จะไม่นิยมรักษาเวลาในการทำข้อแต่ละข้อ 40 วินาที ถึง หนึ่งนาทีสามสิบวินาที เมื่อซ้อมที่บ้าน ทำข้อต่อข้อ แล้วนานเกินไป ทำให้เวลาไปสอบจริง ทำข้อไวยากรณ์ไม่ท้น และ ผู้สอบจะยิ่งเสียเปรียบเมื่อไปทำข้อไวยากรณ์ก่อนการอ่าน เพราะเมื่อเผลอสอบจริงทำไวยากรณ์นานเกินไปก็จะไม่มีเวลาทำสอบ Part การอ่าน มากพอ

-----

359. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยห้าสิบ  คือ  ผู้สอบบางรายมีค่านิยมสอบให้ถี่ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ คาดหวังว่า คะแนนจะเพิ่มขึ้นผ่านเกณฑ์ 550 กับ 700 มันเป็นไปได้สองทาง ทางแรก คือ ถ้าผู้สอบได้ข้อสอบซ้ำชุดเดิม ซึ่งน้อยคนจะได้ และ ผู้สอบจำเนื้อความ Short Talk การฟัง หรือ จำข้อไวยากรณ์ได้ แล้วออกจากห้องสอบรู้ว่า ข้อใดทำได้ ข้อใดทำไม่ได้ ข้อใดทำผิด เมื่อสอบครั้งใหม่และได้ข้อสอบซ้ำ แก้การกาใหม่ มีโอกาสที่จะได้คะแนนเปลี่ยนแปลงไป ทางที่สอง คือ ถ้าผู้สอบจะได้ข้อสอบชุดไหนก็ทำไม่ทันหรือกาแบบแนวเดิมกาทันที คะแนนจะไม่มีทางขึ้น

----

358. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสี่สิบเก้า  คือ สถาบันสอนลงลึกพูดฟังอ่านเขียน ทักษะระดับประโยค และ ไวยากรณ์  + ซ้อมลุยแนวข้อสอบ จับเวลาการฟังถอดรูปประโยคก่อน 4 วินาที , ซ้อมการอ่าน , ซ้อมข้อไวยากรณ์ + การสอบจริงทุกสองชั่วโมงในทุก Part + การตรวจสอบการซ้อมที่บ้านของ นร ว่าผิดหรือไม่ผิดวิธี โดยเฉพาะ นร ที่ซ้อมผิดวิธี เช่น การฟังไม่ฝึกถอดรูปประโยคและไม่แก้ Earing ที่เพี้ยนทำให้เกิดความเคยชินและคุ้นเคยที่ไม่ดีในการสอบ สถาบันต้องตรวจสอบและแก้ไขทันทีมิฉะนั้นคะแนนสอบจะไม่ขึ้น

-----

357. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสี่สิบแปด  คือ ผู้สอบต้องการติวในระยะเวลาสั้นมากเพื่อสอบให้ผ่านระดับคะแนน 550 ต้องมีความต่อเนื่องในการฝึกการฟังนอกห้อง การฟังที่มี Earing เพี้ยน หรือ ฟังแล้วถอดรูปประโยคฟังให้โดน Key Word ในประโยคให้มีจำนวนคำมากพอ มันจะทำให้แปลเป็นภาษาไทยได้อย่างครบถ้วน คะแนนการฟังต้องมากพอจึงมีโอกาสผ่าน 550 ระยะเวลาอันสั้น ยกเว้น ผู้สอบที่ฝึกการฟังผิดวิธีทำให้มี Earing ที่เพี้ยนและฟังแล้วจิกคำที่ฟังในประโยคไม่เกินสามคำ ทำให้แปลเป็นภาษาไทยจากรูปประโยคภาษาอังกฤษไม่ได้หรือคลาดเคลื่อน

----

356. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสี่สิบเจ็ด  คือ ผู้สอบที่ปรับตัวทันกับการทำคะแนนให้ได้ 700 ก่อนอื่น การเข้าใจโครงสร้างคะแนน 700 เป็นเรื่องสำคัญ การรักษาเวลาในการทำไวยากรณ์และการอ่านในแต่ะละข้อไม่เกิน 1 นาทีครึ่งทั้งตอนซ้อมและสอบจริงจับเวลาเองหรือสอบที่ศูนย์สอบ ประกอบกับ อย่าทำข้อสอบแบบใช้ความรู้สึกโดยพยายามแปลภาษาอังกฤษให้เหมือนภาษาไทย ถ้าทำได้ มีโอกาสทำให้ได้คะแนนการอ่านไวยากรณ์มากกว่า 300 แต้ม แต่การฟังแม้ไม่ถึง 400 แต่ควรเกิน 350 จะมีโอกาสได้ 700

----

355. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสี่สิบหก  คือ ผู้สอบที่สอบติดกันหลายครั้ง เช่น สอบวันเว้นวัน สอบสองวันหนึ่งครั้ง คะแนนที่ได้จะไม่เพิ่ม แม้จะได้ข้อสอบชุดแตกต่างกัน เนื่องจากทักษะการตัดสินใจในการกาข้อสอบ ไม่ได้ผ่านกระบวนการใหม่ที่ทำให้คะแนนเพิ่มขึ้น ผู้สอบที่สอบติดกัน จะคุ้นเคยกับสไตล์การกาแบบเดิม หรือ มีการตัดสินใจเหมือนเดิม ผู้สอบจำเป็นต้องเพิ่มเติมความรู้ให้ตรงจุดและมีเทคนิคที่ลดความเสี่ยงมากขึ้น  

-----

354. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสี่สิบห้า  คือ ผู้สอบที่ต้องการเร่งคะแนนให้ขึ้นมากช่วงระยะเวลาสั้น โดยเฉพาะคนพื้นฐานอ่อน หลายคนที่มีฐานคะแนนเดิมของตนเองต่ำกว่า 400 แล้วเห็นผลคะแนนโชว์ผลสอบของ นร พื้นฐานแข็งที่ได้ 800 , 900 แล้ว มีทัศนคติคิดไปเอง ว่าติวเพียงไม่กี่วันแล้วจะทำให้ได้คะแนนจาก 300 เป็น 800 เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะคนพื้นฐานอ่อนจะมีคะแนนขึ้นได้ ต้องเข้าใจจุดอ่อนตัวเอง และคะแนนต้องขึ้นเป็นลำดับขั้น เช่น จาก 300 เป็น 550 , 600 กว่า , 650 , 700 และ 700 กว่า แตกต่างจาก ผู้สอบที่ไม่สนใจระบบการเรียน ระบบซ้อม ซึ่งจะทำให้คะแนนขึ้นยาก เพราะคะแนนที่ขึ้นในแต่ละระดับมันจะมีเหตุผลของมันรองรับอยู่เสมอ    

-----

353. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสี่สิบสี่  คือ ผู้สอบที่ไม่ได้ฝึกการฟังถอดรูปประโยคให้ฟังแล้วโดน Key Word แล้วถอดรูปประโยคก่อน 4 วินาที ทำให้ ผู้สอบรับมือข้อสอบชุดยากหรือชุดผสมยาก ที่มี Listening เร็วได้ยากขึ้น หรือ รับมือไม่ได้ ยิ่งผู้สอบซื้อแต่แบบฝึกหัดในท้องตลาดทั้งหมดเป็น Listening ที่ช้า เอามาซ้อม ยิ่งทำให้รับมือข้อสอบชุดยากได้ยากมากขึ้น   

-----

352. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสี่สิบสาม  คือ ข้อสอบ TOEIC ส่วน Part ไวยากรณ์ ศูนย์สอบมีการนำข้อสอบ TOEFL Paper Based มาปรับเป็นข้อสอบโทอิค ทำให้มีการวิเคราะห์สองชั้น ชั้นแรกคือ เชิงเทคนิคทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ และ ชั้นที่สอง คือ เชิงความหมาย English Comprehension ผู้ที่ใช้เวลานานในการคิดทำสอบแต่ละข้อมากกว่าหนึ่งนาทีสามสิบวินาที ส่วนใหญ่จะผิด เพราะ การคิดนานไม่ได้หมายถึง สามารถแจกแจงขั้นตอนการทำและหาเหตุผลความรู้มาตัด Choice ได้จริง   

-----

351. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสี่สิบสอง  คือ ข้อสอบ TOEIC ส่วน Part ไวยากรณ์ ศูนย์สอบมีการนำข้อสอบ TOEFL Paper Based มาปรับเป็นข้อสอบโทอิค แต่จะไม่ใช่ลักษณะให้ผู้สอบไปจำจากที่ไหนมาตอบก็ได้ แต่เป็นการวิเคราะห์ไวยากรณ์แต่ละเรื่องในรูปแบบประโยคที่หลากหลาย ถ้าผู้สอบไม่เข้าใจรูปแบบประโยคที่ข้อสอบนำเสนอ จะทำให้ทำข้อสอบได้ช้า เมื่อคิดนาน และ ไม่ได้คิดเป็นขั้นตอน มีผลทำให้ทำผิดต่อข้อได้ 

-----

350. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสี่สิบเอ็ด  คือ ข้อสอบ TOEIC ส่วน Part Text Completion ที่ผู้สอบได้คะแนนน้อย เนื่องจาก ผู้สอบไม่อ่านประโยคหรือบริบทให้เลยไปกว่าช่องว่างของคำถามที่ถาม เนื่องจาก Key Word ที่อยู่ในบริบทอาจไม่จำเป็นอยู่เพียงแค่ประโยคที่เว้นช่องว่างไว้ มันอาจอยู่เลยไปถึงสองประโยคข้างหน้าได้ และ Key Word ดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดการเลือก Choice นั่นเอง

-----

349. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสี่สิบ  คือ ข้อสอบ IELTS และ TOEIC ในส่วน Part Reading มีกระบวนการและขั้นตอนในการวิเคราะห์เหมือนกัน แต่นับเนื้อต่อเนื้อแล้ว ข้อสอบ TOEIC มีคำถามที่ยากกว่า IELTS แต่ IELTS มีส่วนบทความยาวกว่า มีศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocab มากกว่า และให้เวลาในการสอบมากกว่า  ผู้สอบที่สอบได้คะแนนน้อยใน Part การอ่าน ทั้ง TOEIC , IELTS หมายถึง ผู้สอบไม่สามารถระบุประโยคที่เป็นประเด็นเพื่อแบ่งส่วนและลำดับเรื่องราวของบทความได้ครบ โดยเฉพาะ บทความสอบ IELTS จะระบุประโยคที่เป็นประเด็นง่ายกว่า TOEIC 

----

348. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสามสิบเก้า  คือ ศูนย์สอบ ETS มีฐานข้อมูลข้อสอบไวยากรณ์ที่สะสมมาจากการสอบ TOEFL แบบ Paper Based  ผู้สอบที่มีความเข้าใจผิดกับบทไวยากรณ์ที่สอบกับ TOEIC เช่น ผู้สอบบางรายสังเกตตัวเลือกที่มีรูปแบบ V+ing , V ช่อง 3 , To Verb เข้าใจไปเองว่า ข้อนี้เป็นการสอบเรื่อง Tense แท้จริง มันคือการทดสอบความเข้าใจ Active , Passive Meaning ทั้งแบบ Active Voice , Passive Voice , Adjective Formation การกาผิดเพราะไม่เข้าใจว่าคำถามถามเกี่ยวกับความรู้อะไร ทำให้โอกาสเสี่ยงสูงที่จะผิดหลายขัอได้

-----

347. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสามสิบแปด  คือ ศูนย์สอบ ETS มีฐานข้อมูลสะสมคำ นอกเหนือจากที่ออกเสียงเป็นคำคล้ายซึ่งกันและกัน แล้ว ยัง มีการนำเสียงที่มีคำใกล้เคียงมาทดสอบ Earing ของผู้สอบ เช่น Whether , Weather / And , End ผู้สอบที่ไม่ได้นำความรู้ทักษะระดับประโยค ตำแหน่งคำในประโยค ประเภทคำในประโยค มาช่วยแก้ Earing ที่ฟังผิดพลาด คะแนนการฟัง อย่างน้อยที่สุด  Part การฟัง Question Reponse  คะแนนจะน้อยกว่าปกติ 

----

346. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ด  คือ ศูนย์สอบ ETS มีการทำวิจัยในเชิง Focus Group กับกลุ่มเป้าหมายผู้สอบที่เพิ่งเป็น Beginner กับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะการฟัง พบว่า ศูนย์สอบ ETS มีฐานข้อมูลสะสมคำที่ออกเสียงเป็นคำคล้ายซึ่งกันและกัน เช่น Mail , Mail / Ate , Aid มีผลทำให้ ผู้สอบที่ไม่ได้เตรียมตัวฝึกซ้อมการฟัง มีปัญหาเรื่องฟังภาษาอังกฤษแล้ว Earing เพี้ยน มีผลทำให้คะแนนฟังที่ได้ลดลง 

-----

345. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสามสิบหก  คือ แนวคิดของผู้สอบที่ยังนิยมกาง่ายโดยไม่ต้องวิเคราะห์โดยใช้ Step ขั้นตอน หรือ  ไม่ต้องใช้ความรู้ไวยากรณ์ตัด Choice หรือ ไม่ใช้ความรู้โครงสร้างประโยค ตำแหน่งคำในประโยค ประเภทคำในภาษาอังกฤษใช้เทียบ Key Word ตัด Choice มันส่งผลต่อ การกาข้อสอบช้ากว่ามาตรฐานของผู้สอบ เพราะผู้สอบไม่สามารถแจกแจง Step ขั้นตอนวิเคราะห์ อันทำให้ลดเวลาและความเสี่ยงในการทำได้ เมื่อเหลือข้อจำนวนมาก แล้วกาแถวเดียวหรือจะกระจายหลายแถว ศูนย์สอบเชิงการค้ายอมไม่ยอมให้คนกามั่วเพราะทำไม่ทันได้คะแนนเกิน 700 และ 800 แน่นอนเพราะจะทำให้เขาเสียผลประโยชน์   

----

344. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสามสิบห้า  คือ ผู้สอบคิดไปเองและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อสอบTOEIC ส่วนไวยากรณ์ เช่น มีผู้สอบหลายคนเห็นตัวเลือกที่เป็น V-ing , V ช่อง 3 แล้วชอบคิดไปเองว่าเป็นการทดสอบเรื่อง Tense แท้จริง ข้อสอบ TOEIC ไม่ได้สอบว่า นร ท่องมาสอบหรือจำมาตอบว่า ภาษาอังกฤษมีกี่ Tense แต่ข้อสอบจะถามเรื่อง Adjective Formation คือ นำคำกริยามาแปลงเป็น Adjective ในความหมายเชิง Active ในรูป V-ing และ Adjective ในความหมายเชิง Passive ในรูป V ช่อง 3  ยิ่งไปกว่านั้น TOEIC จะสอบการประยุกต์ Tense เรื่องลำดับเวลากับเหตุการณ์ไล่เลี่ยเท่านั้น  

-----

343. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสามสิบสี่  คือ ผู้สอบไม่เข้าใจว่า การคิดคะแนนและออกผลสอบ TOEIC ที่คะแนนลงท้ายด้วยศูนย์หรือห้านั้น มันมาจากการนำคะแนนดิบเข้าสูตรเพื่อออกผลมาให้สอดคล้องตามลำดับที่กระจายออกมา เป็น Percentile Rank เทียบจากผู้สอบร่วมกันในลักษณะเกณฑ์ 100 อันดับ ผู้ที่เตรียมตัวสอบ เช่น จะสอบ กฟผ รอบแรกครั้งที่สอง อีกไม่นานที่จะถึงนี้ ถ้าผู้สอบเตรียมตัวสั้น เช่น แค่ 1 วันเพื่อจะสอบให้ได้ 550 ผ่านเกณฑ์ มันเป็นค่านิยมที่ไม่ดี และ ถ้าคะแนนการฟังไม่สูงพอ มันจะกดดันตัวเอง และทำให้แทบจะปิดประตูไปเลย

----

342. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสามสิบสาม  คือ ข้อสอบโทอิคมีวัตถุประสงค์การทดสอบทักษะการตัดสินใจของผู้สอบ ผู้สอบที่คิดว่า ทำข้อง่ายไม่ได้ แต่หวังว่าทำข้อยากได้ มันเป็นไปได้ยาก เพราะ ข้อสอบโทอิคเป็นข้อสอบที่มีความยากระดับสากล เป็นข้อสอบที่ข้อสอบแต่ละข้อแต่ละ Part วัดความรู้ในแต่ละด้าน ผู้สอบที่คิดว่า ผ่านข้อที่ไม่อยากทำ ไปหาข้อที่อยากทำ หรือ คิดว่ามีข้อง่ายกว่ารอ จึงมักทำข้อสอบไม่ทัน

------

341. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสามสิบสอง  คือ การที่ผู้สอบไม่ได้คำนวณคะแนนขั้นต่ำของตัวเอง ผู้สอบบางคนทิ้ง Part ไวยากรณ์ และได้คะแนนไม่ถึง 200 แต่มุ่งคะแนนการฟัง สิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่การสอบโทอิคครั้งแรก แต่มันต้องเป็นการสอบครั้งที่สองและครั้งที่สาม เปรียบเทียบกับครั้งแรกว่าคะแนนลดลงหรือไม่ ถ้าลดลงแสดงว่า พื้นฐานไม่แน่น แนวโน้มระยะยาวคะแนนอาจจะลดลงกว่านี้ เพราะข้อสอบมีการพัฒนาให้ยากขึ้นในรอบปี

----

340. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสามสิบเอ็ด  คือ การที่ผู้สอบไม่ได้เตรียมพร้อมหรือวอร์ม Part ไวยากรณ์ก่อนการสอบ ซึ่งต้องทำก่อนที่จะมาสอบ ไม่ควรมานั่งทำข้อไวยากรณ์ก่อนการสอบที่จะถึงในอีกไม่เกินสองชั่วโมง เนื่องจาก Part แรกที่สอบ คือ การฟัง ผู้สอบที่ต้องการซ้อมข้อไวยากรณ์ควรซ้อมที่บ้านและทำให้ได้โดยใช้เวลาข้อละ 40 วินาที หรือ หนึ่งนาที เท่านั้น และ ต้องทำด้วยการเทียบ Key Word และใช้ความรู้ทักษะระดับประโยคกับไวยากรณ์รวมถึงหลักการ English Comprehension มาตัด Choice ด้วย

-----

338. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยยี่สิบเก้า  คือ การที่ผู้สอบไม่ได้เตรียมพร้อมด้านร่างกายก่อนสอบ เพราะ การไม่เตรียมพร้อมย่อมเป็นการตัดกำลังและตัดศักยภาพตัวเอง เช่น ผู้สอบควรกินน้ำก่อนการสอบก่อนชั่วโมงครึ่ง โดยเฉพาะ การกินนม นมจะเปลี่ยนเป็นปัสสาวะเร็วมาก ต้องระมัดระวัง ถ้าฝึกซ้อมการฟ้งไม่แน่นจริง และ ต้องทนปวดปัสสาวะ จะเสียสมาธิตั้งแต่ Part สอง เป็นต้นไป

-----

337. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยยี่สิบแปด  คือ การที่ผู้สอบไม่ได้ตั้งเป้าหมายกำหนดเวลาการทำข้อสอบแต่ละ Part แต่ละข้อ ควรใช้เวลาเท่าไร ทำให้เวลาทำสอบจริงเกิดความประมาทการใช้เวลา ผู้สอบบางคนมีศักยภาพในการสอบที่พร้อมได้คะแนนมาก แต่กลับได้คะแนนน้อยเพราะทำไม่ทัน อย่างน้อยที่สุด ผู้สอบดังกล่าวไม่ได้ถูกฝึกให้นับเวลาในหัว และ ตั้งระดับเซ็นเซอร์ช่วงเวลาต่อข้อ ผู้สอบไม่มีทางที่จะดูเวลาที่อยู่บนนาฬิกาข้อมือได้ทัน

-----

336. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ด  คือ การที่ผู้สอบไม่ได้ตั้งเป้าหมายชัดเจนอีกประการก่อนสอบ คือ ผู้สอบไม่ได้ถามตัวเองว่า ต้องสอบโทอิคกี่ครั้ง หรือ แม้กระทั่ง IETLS กี่ครั้ง และ แต่ละครั้งคะแนนควรเพิ่มเท่าไร แล้วจะบรรลุเป้าหมายไม่เกินการสอบกี่ครั้ง ผู้สอบที่ไม่กำหนดอะไรเลย นั่นคือ ต้องการจะสอบไปเรื่อยๆ โดยหวังว่าคะแนนมันคงโดนหวยสักวัน ซึ่งมันเป็นความคิดที่ผิด เพราะ ศูนย์สอบ TOEIC เป็นศูนย์สอบเชิงการค้า ต้องการให้คนมาสอบซ้ำเรื่อยๆ และ ไม่เปิดโอกาสให้คนกามั่วแล้วได้คะแนนก้าวกระโดดจะทำให้เขาเสียผลประโยชน์

-----

335. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยยี่สิบหก  คือ การที่ผู้สอบไม่ได้ตั้งเป้าหมายชัดเจนในการสอบว่าต้องการเอาผลสอบโทอิคไปทำอะไร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการผลแค่เอาไปสมัครงานแต่ไม่ได้ระบุระดับคะแนนที่ตนเองต้องการให้สอดคล้องกับงานที่สมัคร มีผลต่อการไม่เข้าใจโครงสร้างคะแนน และ การกำหนดกลยุทธ์ชั่งน้ำหนักระหว่างการมุ่งพัฒนาการฟังมาชดเชยการอ่าน หรือ  การรักษาระดับคะแนนการอ่านไม่ให้สร้างภาระต่อส่วนสอบการฟัง

----

334. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยยี่สิบห้า  คือ การที่ผู้สอบไม่ซ้อมถูกวิธีอย่างต่อเนื่อง นิยมสอบทันที่ โดยไม่ตรวจสอบ Error ตัวเองทั้งการอ่าน การฟัง และ ไวยากรณ์ ผู้สอบที่มี Error มาก มาจากการซ้อมที่ผิดวิธี และ ไม่รักษาเวลาข้อต่อข้อให้สู่มาตรฐาน ความมั่นใจจะลดลง เมื่อความมั่นใจลดลง จำนวนข้อที่เหลือ หรือ ข้อที่กาไม่ทันจะมีมาก

----

333. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยยี่สิบสี่  คือ การที่ผู้สอบเน้นกาตัวเลือกข้อสอบทันที หรือ กาง่ายเกินไป หรือ ไม่ออกแรงวิเคราะห์ลงลึกในแต่ละตัวเลือก ทั้ง ส่วนการฟัง และการอ่าน และ ไวยากรณ์ ทำให้เกิดความเสี่ยง เพราะข้อสอบโทอิคถูกออบมาในระบบการสอบเชิงการค้า ไม่มีทางที่จะให้คนกามั่วแล้วได้คะแนนสูง ทำให้เขาเสียผลประโยชน์ แต่เขาต้องการให้ ผู้สอบสอบซ้ำกับเขาให้มากที่สุด

----

332. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยยี่สิบสาม  คือ การที่ผู้สอบฝึกซ้อมการฟังที่ผิดวิธี เมื่อคะแนนการฟังไม่ขึ้น และยังมีการประเมินข้อสอบ TOEIC ต่ำเกินไป แต่สอบหลายครั้ง กลับกัน คะแนนไม่ขึ้น ตัวอย่างที่สาม คือ ผู้สอบไม่มีการปูพื้นฐานทักษะระดับประโยค ไม่เข้าใจตำแหน่งคำ และ ประเภทคำของภาษาอังกฤษที่อยู่ในตำแหน่งคำนั้น พื้นฐานจึงไม่แน่น เมื่อเวลาเหลือน้อยข้อต่อข้อ โดยเฉพาะ Part 2 การฟัง ยิ่งทำให้ตัดสินใจกาทันที หรือ กามั่ว เพระทำไม่ทัน นั่นคือ ความเคยชิน หรือ นิสัยของผู้สอบที่ไม่ใช่มืออาชีพ เพราะ นิยมความใจร้อน เอาแบบง่ายๆ แต่ไม่ออกแรงคิดอะไรเลย กาเร็ว กาทันที ไม่มีการหาความรู้หรือหลักเกณฑ์ มาตัด Choice ไม่ออกแรงวิเคราะห์ เพื่อลดความเสี่ยง นิสัยดังกล่าวจะนำไปสู่หายนะอย่างแท้จริง 

-------

331. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยยี่สิบสอง  คือ การที่ผู้สอบฝึกซ้อมการฟังที่ผิดวิธี เมื่อคะแนนการฟังไม่ขึ้น และยังต้องมีภาระคะแนนสอบไวยากรณ์กับการอ่านที่ต้องทำให้เพิ่มขึ้น ตัวอย่างที่สอง คือ การฝึกผิดแบบอ่าน Tape Script ไปด้วยแล้วฟังไปด้วย แล้วบอกว่าตัวเองฟังได้ แต่ตอนสอบไม่มี Tape Script ให้อ่าน ตอนสอบไม่มีการ Retape ความมั่นใจในการสอบจะหายไปเลยมากกว่า 90 %

-----

330. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ด  คือ ข้อสอบโทอิคมีการปรับให้ยากขึ้น โดยเฉพาะครึ่งแรกของปี 53 ผู้ที่สอบไม่ผ่าน 550 มีจำนวนมากจนล้นห้องสอบทั้งรอบเช้า บ่าย เย็น และ ค่ำ โดยเฉพาะวันที่ต้องส่งผลสอบ กฟผ ล่วงหน้า ให้ทัน สาเหตุหลัก คือ การที่ผู้สอบฝึกซ้อมการฟังที่ผิดวิธี เมื่อคะแนนการฟังไม่ขึ้น และยังต้องมีภาระคะแนนสอบไวยากรณ์กับการอ่านที่ต้องมากกว่า 275 เพื่อให้ได้คะแนน 550 มีหลายคนส่งอีเมล์มาสอบถามกับอาจารย์ เรื่องการสอบโทอิคมากกว่าสิบครั้ง แต่คะแนนไม่เกิน 550 เพราะการฝึกฟังที่ผิดวิธี  อาทิเช่น ตัวอย่างที่หนึ่ง คือ การฝึกผิดแบบ Retape ประโยคเดียวมากกว่ายี่สิบครั้ง เพื่อถอดคำทีละคำ ตอนสอบจริง มันไม่มีการวนเทปยี่สิบครั้ง การฟังแล้วจดลงในกระดาษทำให้ ผู้สอบฟังไม่ทัน แล้วไปสร้างความรำคาญกับคนข้างๆ ด้วยการลบยางลบเขย่าโต๊ะ ซึ่งเสี่ยงกับการถูกฟ้องให้หมดสิทธิสอบได้  

-----

329. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยยี่สิบ  คือ ผู้สอบต้องคำนวณโครงสร้างการใช้เวลาของการฝึกซ้อมการฟัง โดยเฉพาะ Part ที่สอง Question Reponse เนื่องจาก จบหนึ่งข้อแล้ว โจทย์จะขึ้นข้อถัดไปไม่เกิน 10 วินาที ถ้า ผู้สอบฝึกซ้อมด้วยการฟังแล้วนั่งคิดว่าที่ฟังแปลว่าอะไร เป็นเวลานาน ซึ่งโดยปกติระบบสมองจะถูกยัดเยียดให้จำมันจะลืมทีละคำที่ฟ้ง ภายในวินาทีที่ 4 เป็นต้นไป ผู้สอบที่ฝึกฝนแล้วไม่ดูเวลา จะทำให้ทำสอบ Part นี้ไม่ทัน    

-----

328. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสิบเก้า  คือ ผู้สอบต้องคำนวณโครงสร้างการใช้เวลาของการฝึกซ้อมแต่ละ Part การฝึกซ้อมทำแต่ละข้อที่นานาเกินไปมีผลต่อการสอบที่ทำข้อสอบไม่ทัน การทำข้อไวยากรณ์ที่ใกล้หมดเวลาแล้วเหลือเกินสิบข้อ อันตรายจะตามมา นั่นคือ จำนวนข้อที่เหลือ ที่มีลักษณะกาเร็วหรือไม่ตั้งได้เน้นพิจารณา จะมีจำนวนมาก ก่อนหน้านี้  มันจะสะสมและกดดันก่อนหมดเวลาห้านาที ทำให้คะแนนผู้สอบมีโอกาสน้อยกว่า 250 คะแนนได้ ใน อ่านและ ไวยากรณ์  

-----

327. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสิบแปด  คือ ผู้สอบต้องคำนวณโครงสร้างการใช้เวลาของแต่ละ Part และต้องลงลึกการใช้เวลาในแต่ละข้อ โดยเฉลี่ย อีกตัวอย่างเช่น ผู้สอบที่ทำข้อการอ่าน โดยเฉพาะข้อคำถามการอ่านที่ถามเกี่ยวกับข้อมูลดิบ ต้องใช้เวลาเทียบ Key Word กลับไปที่บทความ และ ตัด Choice ที่ไม่เกี่ยวข้องจะต้องใช้เวลาไม่เกิน 40 วินาทีเหมือนกัน แต่ ข้อสอบ TOEIC มีข้อไวยากรณ์มากกว่าการอ่าน การรักษาเวลาการทำข้อไวยากรณ์แต่ละข้อจะสำคัญกว่า  

------

326. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสิบเจ็ด  คือ ผู้สอบต้องคำนวณโครงสร้างการใช้เวลาของแต่ละ Part และต้องลงลึกการใช้เวลาในแต่ละข้อ โดยเฉลี่ย เช่น ผู้สอบที่ทำข้อไวยากรณ์ข้อใดก็ตาม แล้วใช้เวลานานกว่า 40 วินาที ถึง หนึ่งนาที  การคิดนานแต่ไม่ผ่านกระบวนการเทียบ Key Words และ ตัด Choice นอกจากจะมีโอกาสถูกน้อย ยังทำให้ไปเบียดบังเวลาการทำข้ออื่นได้ ถ้าคะแนนไวยากรณ์น้อย ผู้สอบจะไม่มีคะแนนไปอุดคะแนนการอ่านที่พลาดของตัวเอง

------

325. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสิบหก  คือ ผู้สอบต้องคำนวณโครงสร้างคะแนนที่เป็นเป้าหมายให้ละเอียดเปรียบเทียบกับศักยภาพหรือทักษะทีตัวเองมีหรือขาด การขาดการสำรวจตัวเอง โดยเฉพาะ การฝึกด้วยตัวเองที่ไม่จับเวลาจริง เป็นบ่อเกิดของความคุ้นเคยที่ทำให้ทำสอบไม่ทัน โดยเริ่มตั้งแต่การตัดสินใจการกาข้อสอบการ ฟัง Part 2 Question Response เลยไปถึงการสอบ Part การอ่าน และ ไวยากรณ์ 

------

324. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสิบห้า  คือ ผู้สอบยังไม่เข้าใจระดับความลึกและความละเอียดของข้อสอบ TOEIC ดีพอ โดยเฉพาะข้อสอบไวยากรณ์ เนื่องจากฐานความรู้ หรือ Knowledge Base ในการออกข้อสอบ TOEIC ของ ETS สามารถงัดความรู้มาจากหรือปรับมาจากชุดข้อสอบ TOEFL Paper Based ได้ ตัวอย่างเช่น นร ไทย เข้าใจผิดคิดว่า ไม่ต้องเตรียมตัวลงลึกความรู้ไวยากรณ์ ไปกาเร็วๆ ก็คงได้คะแนนเยอะ เป็นความคิดที่ผิด เพราะ ETS พร้อมออกข้อสอบแม้ที่เป็นขัอ Connecting Words ก็เลือกเอาตัวคำสันธานหรือกลุ่มคำที่เชื่อมประโยคที่แปลกที่ นร ไม่คุ้นมาออกสอบได้ ซึ่งมาจากฐานข้อมูลที่เป็นคำถามใน TOEFL paper based นั่นเอง

-----

323. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสิบสี่  คือ ผู้สอบยังไม่เข้าใจความแตกต่างสไตล์การทำสอบแนวข้อสอบ Entrance , ONET ในประเทศไทย ที่แตกต่างจากข้อสอบ TOEIC ผู้สอบหลายรายนิยมเชื่อว่าใช้สไตล์การกาเหมือนกัน ทำให้คะแนนไม่ขึ้น เนื่องจาก ข้อสอบ Entrance , ONET มักมีหลักคิดให้ทำข้อง่ายก่อน เจอข้อยากให้ผ่านไปก่อน โดยผู้สอบนำเอาความคิดแบบนี้มาทำกับข้อสอบ TOEIC ไม่ได้ เพราะ แต่ละข้อมีการกำหนดระนาบให้คิดแบบ Step To Step ทำให้แต่ละข้อไม่ได้มีความแตกต่างด้านความง่ายหรือยาก จะมีลักษณะความยากใกล้เคียงกันมาแทน

-----

322. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสิบสาม  คือ ผู้สอบยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องสไตล์ข้อสอบ TOEIC เป็นข้อสอบแนว วัดทักษะการตัดสินใจของผู้สอบด้วย เพิ่มจากข้อที่แล้ว เนื่องจากข้อสอบไม่ง่ายนัก เวลาจำกัด มีปริมาณข้อจำนวนมาก ผู้สอบที่ตัดสินใจไม่ดี ทั้งกาเร็วเกินไป หรือ กาช้าเกินไป ล้วนแต่มีความน่าจะเป็นในการตกหลุมพรางของข้อสอบได้ โดยเฉพาะข้อไวยากรณ์

-----

321. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสิบสอง  คือ ผู้สอบยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องสไตล์ข้อสอบ TOEIC เป็นข้อสอบแนว Step-To-Step Analytic โดยนิยมฝึกให้ผู้สอบออกแรงวิเคราะห์ และ มีการพัฒนาข้อสอบให้ยากขึ้นทุกปี และ เมื่อวัดเนื้อต่อเนื้อแล้ว วัดคำถามต่อคำถาม ข้อสอบ TOEIC ด้านการฟังและการอ่านจะยากกว่า IELTS ฉะนั้น ผู้สอบที่ไม่เตรียมตัว หรือ นิยมลากยาว ไม่ต่อเนื่องพัฒนาตัวเองให้เท่าทันกับพัฒนาการของข้อสอบ ผู้สอบรายนั้นย่อมประสบความสำเร็จยาก

-----

320. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสิบเอ็ด  คือ ผู้สอบที่มีทัศนคติการกาสอบกับทุกข้อทุก Part ที่นิยมการกาตามรูปแบบเดิมๆ พบว่า ผู้สอบบางคนได้ข้อสอบซ้ำเหมือนเดิมสามครั้ง แต่ยังได้คะแนนเพียงระหว่าง 400 - 450 เท่านั้น เนื่องจากผู้สอบไม่รู้เฉลยและมีสไตล์การกาเหมือนเดิม กับ ข้อการอ่านและไวยากรณ์ ทำให้คะแนนไม่ขึ้น  

------

319. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสิบ  คือ ผู้สอบที่มีทัศนคติการกาสอบกับทุกข้อทุก Part ที่ไม่ใช้วิธีเทียบ Key Word และ ตัด Choice จะมีปัญหา เพราะข้อสอบ TOEIC มีการวนเอา Passage ตัวเดิม หรือ ไวยากรณ์ข้อเดิม แต่มีการเปลี่ยน Choice ผู้ที่ใช้ความคุ้นเคยในการกาข้อจากการสอบเหมือนคราวก่อนหน้านี้ มักมีโอกาสตกหลุมพรางได้ และ คะแนนไม่ขึ้น   

-----

318. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเก้า  คือ ผู้สอบที่มีทัศนคติการสอบแบบแบ่งส่วนข้อสอบ หรือที่เรียกว่า Section ตัวข้อสอบ จะทำให้ผู้สอบไม่ฝึกซ้อมดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้เต็มที่เพื่อหาทางเอาชนะข้อสอบ TOEIC ที่มีการวิเคราะห์สองชั้น การมีความรู้เรื่อง ไวยากรณ์ 8 บทที่ Suffix , Preposition และ Connecting Words มีส่วนช่วยให้ นร มีเกณฑ์การตัด Choice ได้ ถ้าไม่ออกแรงคิดเป็นขั้นตอน ตั้งใจไปกาทันที กาเร็ว กาเลย จะได้คะแนนน้อย หรือ คะแนนไม่ขึ้น 

------

317. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยแปด  คือ ผู้สอบที่มีทัศนคติการสอบแบบแบ่งส่วนข้อสอบ หรือที่เรียกว่า Section ตัวข้อสอบ คิดว่า ทำข้อสอบไม่กี่ Part ที่เหลือที่ไม่ชอบไม่ถนัดทิ้งไปเลย คงจะได้ 550 มันเป็นความคิดที่ผิด เพราะ พื้นฐานมาจาก การขาดข้อมูลการสอบหรือข้อสอบโทอิค และ ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์การสอบโทอิค โดยมักคิดว่า เป็นข้อสอบที่ง่าย และคิดไปเอง แล้วทำไมคะแนนไม่ขึ้นเสียที ผิดกับทัศนคติที่ประเมินข้อสอบโทอิคว่าไม่ง่าย แต่ต้องพยายามหาวิธี แทคติก หรือ ความรู้ เพื่อเอาชนะมันให้ได้  

-----

316. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยเจ็ด  คือ ผู้สอบที่ไม่นิยมศึกษาผู้เข้าสอบด้วยกันว่ามีผลกระทบกับคะแนน Percentile Rank ของผู้สอบ โดยเทียบจากตัวข้อสอบแต่ละชุด เนื่องจากข้อสอบชุดง่ายที่ Listening ไม่เร็วมาก Reading มีศัพท์ยากน้อย และ ไวยากรณ์ มีข้อที่เป็นศัพท์น้อย เป็นข้อสอบที่ใช้สอบกับจำนวนห้องที่มี นร จำนวนมาก ผู้ที่ฝึกมาดีหรือไม่ได้ฝึกมาเมื่อทำชุดง่ายพร้อมกัน คะแนน Percentile Rank อาจไม่ต่างกัน ผู้ที่เตรียมตัวมาดีควรเลือกข้อสอบชุดยากหรือชุดผสมดีกว่า

------

315. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยหก  คือ ผู้สอบที่ไม่นิยมศึกษาผู้เข้าสอบด้วยกันว่ามีผลกระทบกับคะแนน Percentile Rank ของผู้สอบ เนื่องจาก นร ต่างชาติ โดยเฉพาะ นร จีน ที่มาจากมณฑลกวางสี หรือ คนจีนเผ่าไทยช้วน ที่สามารถพูดจีนกลาง พูดไทยได้ด้วย และ สอบ TOEIC เหมือนกับคนไทยที่คนไทย และ โดยเฉลี่ย จะทำคะแนนได้มาก มีผลต่ออันดับคะแนนในร้อยอันดับที่สูงกว่าคนไทย

-----

314. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยห้า  คือ ผู้สอบที่ศึกษาผู้ที่เข้าสอบด้วยว่ามีลักษณะพฤติกรรมอย่างไร บางคนพยายามลบยางลบแบบเขย่าโต๊ะในช่วงการฟัง และ การอ่าน หรือ ไวยากรณ์ ซึ่งผู้สอบสามารถบอกคนคุมสอบว่า พวกเขาผิดกติกาการสอบที่เขาเขียนตัวอักษรลงไป

----

 313. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสี่  คือ ผู้สอบที่ไม่ฝึกการตอบคำถามไวยากรณ์ให้อยู่ภายใต้เวลาแต่ละข้อ 40 วินาที ถึง 1 นาที หรือ ซ้อมนอกห้องใช้เวลาตอบคำถามไวยากรณ์หนึ่งข้อนานเกินไป มีผลต่อ การใช้เวลาสอบจริงนานเช่นเดียวกัน ถ้ามีจำนวนข้อเหลือมาก และ ถูกบีบให้เร่งกาเร็ว โอกาสที่จะได้คะแนนส่วนการอ่านไวยากรณ์น้อยจะมีสูง

-----

312. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสาม คือ ผู้สอบที่เหลือเวลาทำน้อยกว่า 5 นาที ก่อนส่งข้อสอบ TOEIC ถ้ามีแนวโน้มข้อที่จะกาไม่ทันและเหลือมากกว่า 10 ข้อ มีโอกาสสูงที่คะแนนจะไม่ผ่านระดับ 550 หรือ 600 ผู้ที่สอบได้คะแนนน้อยมักจะเอาช้อยใส่ลงไปในช่องว่าง และ ดูว่า ความหมายเข้าท่าหรือไม่เข้าท่า แสดงว่า เป็นการใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล ขาดหลักเกณฑ์และหลักการในการเลือกช้อยหรือตัดช้อย การกาข้อสอบดังกล่าวคะแนนจะขึ้นยาก เพราะ ข้อไวยากรณ์ใน Sentence Completion , Text Completion มีจำนวนข้อมากกว่าการอ่าน จะประมาทไม่ได้

-----

311. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยสอง คือ ผู้สอบที่เตรียมตัวสอบด้วยเวลาที่น้อยหรือน้อยมาก แต่ต้องการผ่านเกณฑ์ 700 คะแนนการฟังต้องทำให้ก้าวกระโดดให้มากที่สุด ส่วนการอ่านและไวยากรณ์ ผู้สอบต้องพยุงคะแนนไม่ควรต่ำกว่า 300 ผู้สอบต้องฝึกการวิเคราะห์ข้อสอบไวยากรณ์สองชั้น ทั้งระดับทักษะระดับประโยค ไวยากรณ์ และ การเข้ากันของช้อยที่เลือกกับความหมายของประโยค โดยเลี่ยงความกำกวมในความหมาย ตามหลัก English Comprehension

-----

310. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อยหนึ่ง คือ ผู้สอบที่เตรียมตัวสอบด้วยเวลาที่น้อยหรือน้อยมาก แต่ต้องการผ่านเกณฑ์ 550 หรือ 650 คะแนนการอ่านและไวยากรณ์มีส่วนสำคัญรองลงมา แต่หลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับคะแนนไวยากรณ์ นับเป็นความคิดที่ผิดถ้ามีการกาทิ้ง เนื่องจากคะแนนไวยากรณ์จะเอามาอุดคะแนนการอ่านที่ทำไม่ท้น และ มีการถ่วงน้ำหนักการคิดคะแนนข้อไวยากรณ์หลายข้อที่สูงกว่าคำถามการอ่าน

------

309. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหนึ่งร้อย คือ ผู้สอบที่เตรียมตัวสอบด้วยเวลาที่น้อยหรือน้อยมาก แต่ต้องการผ่านเกณฑ์ 550 หรือ 650 คะแนนการฟังมีส่วนสำคัญอย่างมาก กรณีผู้สอบที่ไม่ได้เตรียมตัวหรือเอาแต่อ่านเฉลยแบบฝึกหัดที่ขายตามท้องตลาดซึ่งข้อสอบจริงไม่ออกซ้ำ หรือ ขาดพื้นไวยากรณ์ที่เกี่ยวข้องกับสอบ TOEIC  ผลคือ ผู้สอบจะได้คะแนน 275 ยากขึ้น เพราะ คะแนนดังกล่าวเป็นครึ่งหนึ่งของช่วงคะแนนเฉลี่ยของผู้สอบที่เตรียมตัว คือ 250 ถึง 300

-----

308. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเก้าสิบเก้า คือ ผู้สอบที่เตรียมตัวสอบด้วยเวลาที่น้อยหรือน้อยมาก แต่ต้องการผ่านเกณฑ์ 550 หรือ 650 ที่เป็นคะแนนต่ำกว่า 700 ผู้สอบจำเป็นต้องมีการซ้อมการฟังก่อนเข้าห้องสอบ เพราะ ผู้สอบจะสอบการฟังก่อน Part อื่น ถ้า ผู้สอบอ่านแต่แบบฝึกหัดไวยากรณ์หรือการอ่าน มีผลต่อสมาธิการสอบการฟังช่วง 45 นาทีแรก

-----

307. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเก้าสิบแปด คือ ผู้สอบที่เตรียมตัวสอบด้วยเวลาที่น้อยหรือน้อยมาก แต่ต้องการผ่านเกณฑ์ 700 ถ้าสอบครั้งแรกแล้วคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ ต้องพิจารณาโครงสร้างคะแนนอย่างละเอียด ถ้าผู้สอบสามารถทำคะแนนการฟังผ่านคะแนนเฉลี่ยการฟัง 350 ขึ้นไปได้ จะลดภาระการทำคะแนนการอ่านและไวยากรณ์ได้มาก เพราะ หลายคนกาเร็วกับข้อไวยากรณ์แต่ขาดความละเอียด ไม่ได้ออกแรงหาเหตุผลตัดช้อย กาง่ายไป ภายหลังคะแนนอ่านและไวยากรณ์อาจไม่เกิน 250 ได้


-----

306. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการเก้าสิบแปด คือ ผู้สอบที่เตรียมตัวสอบด้วยเวลาที่น้อยหรือน้อยมาก แต่ต้องการผ่านเกณฑ์ 550 ถ้าสอบครั้งแรกแล้วคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ ต้องพิจารณาก่อนว่าคะแนนการฟังอยู่ในระดับ 250 ถึง 300 หรือไม่ ถ้าทำได้ แสดงว่าคะแนนการฟังอยู่ในระดับเฉลี่ย การทำคะแนนส่วนไวยากรณ์และการอ่านควรให้ได้อย่างต่า 275 และ อย่าเหลือข้อที่ไม่ทำเกิน 5 ข้อ เพราะ จำนวนข้อที่เหลือมาก จำนวนข้อที่กาทันทีหรือกาโดยไม่ตัดช้อยจะมีจำนวนมาก เช่นกัน คะแนนจะไม่ขึ้น


------

305. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการเก้าสิบเจ็ด คือ ผู้สอบที่เตรียมตัวสอบด้วยเวลาที่น้อยหรือน้อยมาก แต่ต้องการผ่านเกณฑ์ 550 เพื่อให้สอบผ่านช่วงเทศกาลสอบเข้า กฟผ รอบแรกรอบเดียว มีผู้ค้างสอบที่ขอต่อรอบสอบช่วงค่ำจำนวนมากในวันสุดท้าย ผู้ที่ได้คะแนนน้อยไม่ผ่านเกณฑ์หรือสอบแทบจะทุกรอบแต่คะแนนไม่ขึ้น มันมีความน่าจะเป็นสูงที่ ผู้สอบไม่สามารถรักษาเวลาการสอบช่วงไวยากรณ์และการอ่าน เพราะใช้เวลาการตอบหนึ่งข้อนานกว่า 40 วินาทีถึงหนึ่งนาที นั่นคือ การคิดนานแต่คิดวนย้ำคิดย้ำทำ ไม่มีพัฒนาการก้าวหน้าในการตัดข้อช้อยผิดออกไปเพื่อลดความเสียง คะแนนจะไม่ขึ้น เช่นกัน

--------

304. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการเก้าสิบหก คือ ผู้สอบที่เตรียมตัวสอบด้วยเวลาที่น้อยหรือน้อยมาก แต่ต้องการผ่านเกณฑ์ 550 เพื่อให้สอบผ่านช่วงเทศกาลสอบเข้า กฟผ รอบแรกรอบเดียว โดยเฉพาะปี 54 การเตรียมตัวที่ใช้เวลาน้อยแต่ต้องการให้คะแนนก้าวกระโดด ต้องอาศัยการพัฒนาคะแนนการฟัง ผู้ที่ Earing การฟังเพี้ยน และ ชอบกาข้อสอบทันที หรือ ยิ่งใช้ความรู้สึกในการกา มีความเสียงที่คะแนนน้อยทั้งข้อสอบชุดง่ายและชุดยาก

------

303. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเก้าสิบห้า คือ ผู้สอบที่มีปัญหากับการทำสอบการอ่าน โดยเฉพาะผู้สอบที่อ่านแล้วไม่สามารถสรุปประเด็นและไม่สามารถเดาศัพท์ยากที่อยู่ในประเด็นหรือที่เป็นคำสำคัญอธิบายในประโยคประเด็นได้ เวลาอ่านจบทำให้ไม่สามารถจดจำเนื้อความหรือส่วนของบทความที่จะไปตอบคำถามข้างล่างได้

---------

304. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเก้าสิบหก คือ ผู้สอบที่เตรียมตัวสอบด้วยเวลาที่น้อยหรือน้อยมาก แต่ต้องการผ่านเกณฑ์ 550 เพื่อให้สอบผ่านช่วงเทศกาลสอบเข้า กฟผ รอบแรกรอบเดียว โดยเฉพาะปี 54 การเตรียมตัวที่ใช้เวลาน้อยแต่ต้องการให้คะแนนก้าวกระโดด ต้องอาศัยการพัฒนาคะแนนการฟัง ผู้ที่ Earing การฟังเพี้ยน และ ชอบกาข้อสอบทันที หรือ ยิ่งใช้ความรู้สึกในการกา มีความเสียงที่คะแนนน้อยทั้งข้อสอบชุดง่ายและชุดยาก

-------
 
302. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเก้าสิบสี่ คือ ผู้สอบที่มีปัญหากับการทำสอบการอ่าน โดยเฉพาะการใช้เทคนิค Skimming และ Scanning ที่เน้นนานเกินไปไม่ได้ เพราะ การ Skimming Scanning เป็นการทำให้อ่านเร็วขึ้น ไม่ใช่ทำให้อ่านช้าลง ผู้สอบต้องแบ่งตำแหน่งคำในประโยคให้ได้ แม้ผิดบ้างไม่เป็นไร แต่การไม่ทำหรือทำช้าเกินไป จะส่งผลเสียหาย
 
------
 
301. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเก้าสิบสาม คือ ผู้สอบที่มีปัญหากับการทำสอบการอ่าน โดยเฉพาะการใช้เทคนิค Skimming และ Scanning ที่ไม่ใช่เป็นการลงลึกรูปแบบทักษะระดับประโยค ตำแหน่งคำในประโยค ประเภทคำในประโยค การอ่านเพียงคร่าวๆ เพื่อหวังจะกลับเข้ามาอ่านบทความซ้ำหลายครั้งช่วงตอบคำถาม นอกจะเผาเวลานานเกินไป การใช้เวลานานกับการตอบคำถาม Reading ไม่ได้มีหลักประกันว่าจะตอบถูก
 
-----
 
300. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเก้าสิบสอง คือ ผู้สอบที่มีปัญหากับการทำสอบการอ่าน ใช้เวลากับการเดาศัพท์ยากในคำถามนานมาก หรือ เดาไม่ได้ มีผลต่อการตัด Choice ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ทำให้ตอบคำถามได้นานและยากขึ้น 
 
-----
 
299. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเก้าสิบเอ็ด คือ ผู้สอบที่มีปัญหากับการทำสอบการอ่าน ใช้เวลากับการเดาศัพท์ยากในบทความนานเกินไป เนื่องจากการเดาศัพท์ยากไม่มีทางได้ความหมายตรงตัว การเดาทำได้เพียงว่า ศัพท์ยากสัมพันธ์กับ Key Word ที่ประกอบการเดาอย่างไรเท่านั้น
 
-----
 
298. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการเก้าสิบ คือ ผู้สอบที่มีปัญหากับการทำสอบการอ่าน ที่ไม่สามารถเดาศัพท์ยากที่อยู่ในบทความหรือไม่สามารถเดาศัพท์ยากที่เป็น Key Word ที่อยู่ในคำถาม หรือ อยู่ใน Choice ได้ จะทำให้ไม่สามารถกลับไปอ่านตำแหน่งของเนื้อความที่ระบุคำตอบได้ 

-----

297. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการแปดสิบเก้า คือ ผู้สอบที่มีปัญหากับการทำสอบการอ่าน ที่ไม่สามารถควบคุมเวลาในการทำได้ 45 นาที ตกถัวเฉลี่ย หนึ่ง Article ที่เป็นแบบ Single หรือ Double Passage  นร ต้องอ่านเฉลี่ยสองนาทีครึ่งถึงสามนาทีครึ่งเท่านั้น ตอบคำถาม Reading โดยใช้เกณฑ์เทียบ Key Word ตัด Choice กลับเข้าไปในประเด็นที่ นร ค้นพบในบทความ ก็ต้องใช้เวลา 40 วินาที เท่านั้น ฉะนั้น นร ต้องตั้ง Sensor จับเวลาในหัวให้ได้ มิฉะนั้นทำไม่ทันมีปัญหาทันที

------

296. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการแปดสิบแปด คือ ผู้สอบที่มีปัญหากับการทำสอบการฟัง  Part Short Talk  เพราะ ผู้สอบไม่เข้าใจหรือไม่กล้าเดาศัพท์ยากในโจทย์ที่ถามประเภทถามข้อมูลดิบ ก่อนการฟัง Short Talk แต่ละอันจะเริ่มขึ้น ทำให้ผู้สอบขาดคำช่วยฟัง หรือ Key Word ที่ช่วยให้ฟัง Short Talk ดีขึ้น
 
------
 
295. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการแปดสิบเจ็ด คือ ผู้สอบที่มีปัญหากับการฟัง Part Question Response เพราะไม่สามารถเลือก Choice ทัน ข้อใหม่ก็ขึ้นมาแล้ว ไม่เกิน 5 วินาที หรือ อาจจะเร็วกว่า และ ผู้สอบมีปัญหากับการจิกคำที่อยู่ต้นประโยค โดยเฉพาะคำที่เป็น Wh Word หน้าคำถามในแต่ละข้อใน Part นี้ มีผลต่อการเร่งให้กาผิดของผู้สอบนั่นเอง
 
------
 
294. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการแปดสิบหก คือ ผู้สอบที่มีปัญหากับการฟังที่จิก Listening ให้โดนคำ Key Word ที่เป็นคำนาม แต่เป็นศัพท์ยาก ใน Part การฟัง Short Talk  ผู้สอบที่คะแนนการฟังต่ำเพราะ นอกจาก Earing เพี้ยนแล้ว การจิกคำที่เป็น Key Word ที่เป็นคำนามที่เป็นศัพท์ง่าย จะจิกน้อย ทำให้ ศัพท์ยากก็ยิ่งจิกไม่ได้ขณะฟัง ทำให้ถอดรูปประโยคจากการฟังไม่ได้ การแปลเป็นภาษาไทยจึงผิดเพี้ยน


------

 293. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการแปดสิบห้า คือ ผู้สอบที่มีปัญหากับคำถามเกี่ยวกับศัพท์ในโจทย์คำถามประเภทข้อมูลดิบ ใน Part การอ่าน เนื่องจาก Key Word สำคัญที่คือคำนาม มักเป็นศัพท์ยาก และ ต้องอาศัยความรู้ชิ้นส่วนคำหรือ suffix มาช่วยเดาศัพท์  เช่นกัน

-------

292. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการแปดสิบสี่ คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำส่วนการทำคำถามเกี่ยวกับศัพท์ ใน โจทย์ที่ถามคำถามสามแบบใน Part Text Completion ผู้สอบบางคนอาจทำไม่ทันเพราะ บริบทมาช่วยในการเดาอาจบรรจุไปด้วยศัพท์ยากเช่นเดียวกัน การทำสอบ ต้องอาศัยความรู้ชิ้นส่วนคำหรือ suffix มาช่วยเดาศัพท์  เช่นกัน


-------

291. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการแปดสิบสาม คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำส่วนการทำคำถามเกี่ยวกับศัพท์ ใน  โจทย์ที่ถามคำถามสามแบบใน Reading  ซึ่งต้องวิเคราะห์เดาศัพท์คล้ายกับ Part Sentence Completion เพราะไม่มีบริบทมาช่วยในการเดา แต่ต้องอาศัยความรู้ชิ้นส่วนคำหรือ suffix มาช่วยเดาศัพท์ 

-----

290. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการแปดสิบสอง คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำส่วนการทำคำถามเกี่ยวกับศัพท์ ใน  Text Completion ซึ่งต่างจาก Part Sentence Completion เพราะ ใน Passage ของ Text Completion จะมีศัพท์ยากปนมาเพิ่ม ทำให้ การวิเคราะห์ข้อศัพท์ยากใน Text ต้องพิจารณาสอดคล้องกับบริบทด้วย  

----

289. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการแปดสิบเอ็ด คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำส่วนไวยากรณ์ Text Completion ทำไม่ทัน เพราะ ข้อสอบชุดยาก TOEIC จะมีการถามคำถามเกี่ยวกับ ศัพท์ มากกว่า เรื่อง Connecting Word และ Preposition แต่ศัพท์ใน Text Completion ผู้สอบ จำเป็นต้อง อ่านบริบทรอบข้างให้เข้าใจ ไม่ใช่เติมศัพท์ตามตำแหน่งคำในประโยค เพียงอย่างเดียว 

------
288. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการแปดสิบ คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำส่วนไวยากรณ์ Sentence Completion ทำไม่ทัน เพราะ ข้อสอบแต่ละข้อมีการวิเคราะห์สองชั้น ต้องมีการเทียบ Key Word หรือ เทียบบริบท แล้วตัด Choice  ถ้า นร ไม่ทราบ จะทำให้ทำข้อหนึ่งนานกว่า  40 วินาที

-------

287. ต่อจาก 286 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเจ็ดสิบเก้า คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 3 ส่วน Short Conversation ที่ผู้สอบฟังแล้วไม่สามารถสรุปประเด็นตามจากการฟัง หรือ สรุปประเด็นผิดเพราะอาศัยฟังเพียงไม่กี่คำแล้วรีบแปลเป้นภาษาไทย ทำให้ได้คะแนนใน Part นี้น้อย เพราะ การแปลเป็นภาษาไทยไม่ได้มาจากกระบวนการถอดรูปประโยค

 
 
------
286. ต่อจาก 285 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเจ็ดสิบแปด คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 4 ส่วน Short Talk  ที่รีบกาทันที เพื่อตอบคำถามประเภทถามข้อมูลดิบ โดยที่ไม่ฟังให้จบประโยคหรือจบ Short Talk ก่อน มีผลต่อตอบคำถามผิดทำให้ได้คะแนนใน Part นี้น้อย เพราะ ถ้าไม่ผ่านกระบวนการปรับ Earing ที่เพี้ยนจะลำบาก
 
-----
285. ต่อจาก 284 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเจ็ดสิบเจ็ด คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 4 ส่วน Short Talk  มักรีบสรุปเป็นภาษาไทยทันทีเพราะกลัวลืมแล้วรีบตอบคำถามประเภทถามประเด็น มีผลต่อตอบคำถามผิดทำให้ได้คะแนนใน Part นี้น้อย เพราะการสรุปประเด็นจะเกิดภายหลังฟังถอดรูปประโยคไปแล้วจนจบ Short Talk
 
------
284. ต่อจาก 283 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเจ็ดสิบหก คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 2 ส่วน Question Response มักไม่ให้ความสำคัญกับการถอดรูปประโยค มันเป็นไปไม่ได้ที่จะฟังเพียงสองสามคำแล้วรีบแปลเป็นภาษาไทยก่อน โดยผู้สอบอาจจะปรุงแต่งเสียงคำที่ฟังหรือแปะคำเพิ่ม มีผลต่อตอบคำถามผิดทำให้ได้คะแนนใน Part นี้น้อย
 
------
283. ต่อจาก 282 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเจ็ดสิบห้า คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 2 ส่วน Question Response มักไม่ให้ความสำคัญกับอุปสรรคสำเนียงฝรั่ง โดยเฉพาะคำที่เสียงคล้าย เช่น mine และ mind ซึ่งทำให้ นร ถอดคำขณะฟังผิดพลาด มีผลต่อคะแนนใน Part นี้น้อย
 
-------
282. ต่อจาก 281 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเจ็ดสิบสี่ คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 2 ส่วน Question Response ที่ไม่นิยมฟังถอดรูปประโยค หรือ นิยมไม่มองรูปประโยคหรือคำที่ฟังประเภทแปลเป็นภาษาไทยไปเลยทั้งที่ฟังแล้ว Earing เพี้ยน เน้นแต่จับเป็นคำไม่เกิน 3 คำ เทียบระหว่างคำถามกับตัวเลือกแบบคร่าวๆ จะทำให้คะแนน Part นี้ไม่ขึ้น

-------

281. ต่อจาก 280 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเจ็ดสิบสาม คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 4 ที่เกิดจาการฝึกซ้อมที่ผิดวิธี เช่น Retape ฟังประโยคหลายสิบครั้งเพื่อฟังประโยคเดียว โดย Retape หนึ่งครั้ง จดในกระดาษหนึ่งคำ แต่ตอนสอบจริง ไม่มีกระดาษให้จด ถ้าจดตัวอักษรลงไปในข้อสอบจะหมดสิทธิสอบทันทีเพราะถือเป็นการบอกใบ้โต๊ะข้างๆ และ สอบจริงไม่มี retape ผลคือ ผู้สอบฝึกผิดวิธีจะไม่มีทางฟังประโยคยาวมากกว่า 15 คำได้ และนิยมมั่วแปลเป็นภาษาไทยไปเลยทั้งที่ Earing เพี้ยน ทำให้ สอบกี่ครั้ง คะแนนก็ไม่ขึ้น จนเลิกสอบไปเอง

------
280. ต่อจาก 279 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเจ็ดสิบสอง คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 2 ที่เป็น Question Response  ผู้สอบไม่เข้าใจหลุมพรางสอบ แต่ นร สถาบันจะทราบทั้งหมด และ มีความได้เปรียบสูงในการทำสอบแล้วได้ Percentile Rank ที่สูงกว่า

------

279. ต่อจาก 278 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเจ็ดสิบเอ็ด คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 2 ที่เป็น Question Response  บางครั้ง ผู้สอบพยายามแปลภาษาไทยทันที ทั้งที่ Earing ยังเพี้ยนอยู่ อาจทำให้ตกหลุมพรางสอบของข้อสอบได้

------
 
278. ต่อจาก 277 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการเจ็ดสิบ คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 2 ที่เป็น Question Response  เนื่องจากสมาธิหลุดง่ายมาก เพราะ ข้อถัดไปห่างกันแค่ 5 วินาที ดังนั้น นร ที่ไม่ตัด Choice ทันที มีโอกาสผิดสูง
 
------

277. ต่อจาก 276 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหกสิบเก้า คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 4 ที่เป็น Short Talk  ในส่วนคำถามประเภทข้อมูลดิบ เพราะ ไม่สามารถฟังถอดรูปประโยค โดยเฉพาะการจิกคำที่เป็นต้นประโยค และ ต้นการฟัง Short Talk  

----

276. ต่อจาก 275 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหกสิบแปด คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 3 ที่เป็น Short Conversation ในส่วนคำถามที่ถามข้อมูลการฟังที่เป็นคำถามประเภทข้อมูลดิบ เพราะ ไม่สามารถฟังต่อได้ถึงการโต้ตอบในช่วงต้นๆได้

----
275. ต่อจาก 274 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหกสิบเจ็ด คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening ใน Part 3 ที่เป็น Short Conversation ในส่วนคำถามที่ถามข้อมูลการฟังเป็นประเด็น เพราะ ไม่สามารถฟังต่อได้ถึงการโต้ตอบในครั้งที่สามเป็นต้นไป
 
-----
274. ต่อจาก 273 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการหกสิบหก คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Listening โดยเฉพาะ Part 2 ที่เป็น Question Response ไม่ทัน คือ นร มีสมาธิหลุด และ ไม่สามารถใช้หลักการตัด Choice หรือ เทียบ Key Word ดึงสมาธิกลับมา  
 
-----
272. ต่อจาก 271 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหกสิบสี่ คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Reading ไม่ทัน คือ นร ที่ไม่ได้มีการตัด Choice โดยเลือกคำตอบทันที ยิ่งไปกว่านั้น จะไม่พยายามอ่านบทความก่อน แต่กลับอ่านโจทย์ก่อน ทำให้การกลับไปอ่านบทความไปควานหาข้อมูลมาตอบจะยากมาก
 
----
271. ต่อจาก 270 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการหกสิบสาม คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Reading ไม่ทัน คือ เหตุผลข้อที่ห้า นร ไม่สามารถหา Key Word หรือ Key Phrases ที่ถูกต้อง ในแต่ละประเด็นของบทความ มาช่วยพิจารณาเทียบกับการตัด Choice 

 
----
270. ต่อจาก 269 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหกสิบสอง คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Reading ไม่ทัน คือ เหตุผลข้อที่สี่ นร ไม่สามารถหาข้อมูลมาช่วยตัด Choice ของข้อ Reading ได้ทันแต่ละข้อสี่สิบวินาที เพราะไม่สามารถเดาศัพท์ยากใน Topic Sentence ได้ 
 
----
269. ต่อจาก 268 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหกสิบเอ็ด คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Reading ไม่ทัน เหตุผลข้อที่สาม คือ การไม่ระบุ Topic Sentence หรือ ประโยคระบุประเด็นย่อยใน Passage ที่อ่าน ทำให้ ผู้สอบยากต่อการค้นหาข้อมูลมาตอบคำถาม
 
----
268. ต่อจาก 267 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการหกสิบ คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Reading ไม่ทัน เหตุผลข้อที่สอง เป็นเพราะ ผู้สอบไม่เทียบ Key Words หรือ Key Phrase  จาก Choice กลับไปยังเนื้อความ ทำให้ไม่รู้ว่า Key อะไรไม่สอดคล้อง และ Choice ใดควรตัดออกไป

-----
267. ต่อจาก 266 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการห้าสิบเก้า คือ ผู้สอบที่มีปัญหาทำ Reading ไม่ทัน ทั้งข้อสอบชุดง่ายและชุดยาก เพราะ ไม่สามารถรักษาเวลาในการอ่านได้ สองนาทึครึ่ง ถึง สามนาทีครึ่ง และ ตอบคำถามข้อละ 40 วินาที
 
-----
266. ต่อจาก 265 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการห้าสิบแปด คือ ผู้สอบอาจพบไวยากรณ์บางเรื่องที่ออกสอบจำนวนมาก ในข้อสอบชุดง่าย อีกเรื่อง คือ Connecting Word แต่ ผู้สอบต้องทำให้ Percentile Rank ขึ้นในข้อสอบชุดง่าย ต้องเก็บไวยากรณ์เรื่องที่ไม่ยากให้ครบ เพื่อสร้างคะแนนดิบให้ฉีกจากกลุ่มผู้สอบให้ได้
----
265. ต่อจาก 264 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการห้าสิบเจ็ด คือ ผู้สอบอาจพบไวยากรณ์บางเรื่องที่ออกสอบจำนวนมาก ที่นับเป็นเรื่องง่ายในข้อสอบชุดง่าย เช่น Pronoun ทำให้ผู้สอบทำได้ และ คะแนนดิบเกาะกลุ่ม ทำให้การทำสอบข้อสอบชุดง่าย คะแนนที่ถูกแปลงออกมาเป็น คะแนนโทอิค ประเภท Percentile Rank คะแนนจะขึ้นยาก เพราะทุกคนก็ทำสอบได้กับชุดง่าย

----
264. ต่อจาก 263 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการห้าสิบหก คือ ผู้สอบอาจละเลยไวยากรณ์บางเรื่องที่สอบในส่วน Sentence Completion เช่น การเปรียบเหมือนเปรียบต่าง หรือ Comparison Contrast เพราะบทนี้มักผสมกับบทอื่น เช่น Noun Determiner หรือ ตัวระบุปริมาณ หรือ ข้อที่ถามเรื่อง Connecting Words , Pronoun
 
----
263. ต่อจาก 262 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการห้าสิบห้า คือ ผู้สอบไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำสอบข้อศัพท์ ใน Sentence Completion และ Text Completion เนื่องจากศัพท์เป็นข้อที่คิดคะแนนถ่วงน้ำหนักมากกว่าข้ออื่นๆ ผู้สอบจะละเลยไม่ได้
 
----
262. ต่อจาก 261 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการห้าสิบสี่ คือ ผู้สอบที่ซ้อมลงลึกถูกวิธี นับเป็นเรื่องได้เปรียบ แต่ถ้าไปสอบกับข้อสอบชุดง่าย มันอาจมีผลต่อคะแนน Percentile Rank ที่ช่วยมาดันคะแนนรวมที่น้อยเกินไป เพราะ ทุกคนในห้องสอบก็ทำข้อสอบชุดง่ายได้ แต่ต้องยอมรับว่า คนที่ทำคะแนนได้เกิน 600 กับข้อสอบชุดง่าย ถือว่าเป็นผู้มีศักยภาพที่จะได้ 700 อยู่แล้ว
 
----
261. ต่อจาก 260 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการห้าสิบสาม คือ ผู้สอบที่ซ้อมลงลึกถูกวิธี มีศักยภาพ ควรสอบกับข้อสอบชุดยาก จะดีกว่า สอบกับข้อสอบชุดง่าย เพราะ ผู้ที่เตรียมตัวสามารถฟังถอดรูปประโยคยาวได้จะรับมือการฟังเร็วของข้อสอบชุดยากได้ และ คนในห้องสอบส่วนใหญ่อาจทำไม่ได้ คนเตรียมมาดี จะได้คะแนนเทียบเป็น Percentile Rank ดีกว่า
----
260. ต่อจาก 259 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการห้าสิบสอง คือ มีผู้สอบไม่เข้าใจในเรื่อง Concept การตัด Choice มันไม่ใช่ตัด Choice กันโดยใช้หลักการที่ง่ายเกินไป การฟัง การอ่าน และ ไวยากรณ์ ใช้หลักการตัด Choice ต่างกัน ผู้สอบมักมีปัญหาการตัด Choice ของการอ่าน  เพราะ ไม่อ่านบทความก่อน ทำให้ไม่รู้ว่าประเด็นอยู่ตรงประโยคไหน แล้วไปอ่านคำถามก่อนอ่านบทความ ทำให้ตัด Choice ได้ยาก เกิดการการทันที ทำให้ได้คะแนนน้อย

----
259. ต่อจาก 258 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการห้าสิบเอ็ด คือ มีผู้สอบประมาทในเรื่องโครงสร้างคะแนน 550 ที่คิดว่า แค่ทำ Listening ตั้งใจแค่สอง Part แรกที่ง่าย แล้วน่าจะได้คะแนนพอ แล้วทิ้ง Reading กับ ไวยากรณ์ไปเลย เป็นความคิดที่ผิดวัตถุประสงค์การสอบโทอิค เพราะ ข้อสอบคิดคะแนนเป็นลักษณะกำหนดข้อคิดคะแนนถ่วงน้ำหนักที่ Part ยาก เช่น Part การฟัง Short Cover , Short Talk และการอ่านที่เป็น Double Passage
 
----
258. ต่อจาก 257 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC  ได้น้อย ประการห้าสิบ คือ มีผู้สอบประมาทในเรื่องโครงสร้างคะแนน 550 ที่คิดว่า ไม่ต้องพยายามทุ่มมากเหมือนคนที่ตั้งเป้า 700 แต้ม ทำให้ไม่ซ้อมนอกห้อง ทำให้คิดว่าไม่ต้องรื้อจุดอ่อนการฟังออกมา เอาเร็วๆแต่ไม่ละเอียดจะทำให้ไม่สอดคล้องกับแนวข้อสอบ TOEIC ที่มีการลงลึกวิเคราะห์ถึงขั้นเทียบ Key Word และตัด Choice ได้
 
----
257. ต่อจาก 256 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสี่สิบเก้า คือ มีผู้สอบประมาท ไม่มองการฟังภาษาอังกฤษที่ฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องเองที่บ้าน เพราะการไม่ซ้อม Earing จะเพี้ยนและถอยหลัง หรือ เน้นทำแบบฝึกหัดสุ่มแต่ไม่ซ้อม คะแนนสอบจริงจะได้น้อย
----
256. ต่อจาก 255 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน CU-TEP ได้น้อย ประการสี่ คือ มี นร หรือ ผู้สอบที่ไม่สามารถหาประโยคที่เป็นประเด็น ใน Reading Passage ของ CU-TEP ที่มีบทความเชิงหลากหลายมากกว่า Passage ที่เป็นธุรกิจของ TOEIC บทความของ CU-TEP ในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม จะมีประเด็นที่มากกว่าปกติ ถ้าไม่จับประเด็น เมื่ออ่านบทความจบจะมีปัญหา ทำให้ลำดับเรื่องราวไม่ได้ และ ลืม
 
----
255. ต่อจาก 254 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสี่สิบแปด คือ มี นร ประมาทที่ไม่ศึกษาเรื่องไวยากรณ์กับรูปแบบประโยค บท Comparison Contrast ที่ถามอยู่ในส่วนไวยากรณ์ และเป็นอุปสรรคทำให้คนไม่รู้ฟังยากขึ้นอ่านยากขึ้น
----
254. ต่อจาก 253 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสี่สิบเจ็ด คือ มี นร บางคนที่สถาบันขอแก้ Earing การฟังที่เพี้ยนเพียงวันเดียว ก็สามารถดันคะแนนการฟังขึ้นมาได้ แต่อย่างน้อย ถ้าไม่มีคะแนนไวยากรณ์มาอุด หรือ ทำ Part Question Response ได้คะแนนน้อย มันจะลำบาก เพราะ Part Question เทียบ Key Word ตัด Choice ง่ายที่สุด
 
----
253. ต่อจาก 252 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน CU-TEP ได้น้อย ประการสาม คือ ข้อสอบ CU-TEP ส่วน Short Conversation ที่คล้ายกับ TOEIC ถ้าตอบคำถามด้วยการไม่ตัด choice ฟังแล้ว จะเพี้ยนหรือไม่เพี้ยนแล้วกาทันที จะมีปัญหาทันที คะแนนจะไม่สูง

----
252. ต่อจาก 251 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน CU-TEP ได้น้อย ประการสอง คือ ข้อสอบ CU-TEP ต้องอาศัยการฟังแล้วถอดรูปประโยค เพื่อหาข้อมูลและประเด็นเพื่อตอบคำถาม Listening ส่วนสนทนาตอบโต้ คล้ายกับ Part Short Conversation ของ TOEIC ซึ่ง ผู้สอบมีปัญหาการฟังประโยคในช่วงตอบโต้ช่วงแรกทำให้จับข้อมูลจาก Key Word ในประโยคมาตอบไม่ได้
 
----
251. ต่อจาก 250 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสี่สิบหก คือ นร ที่ไม่ได้ฝึกการฟังและจิกคำที่ฟังจากการฟังยาว หรือ ไม่ได้ฝึก Listening Toughness ส่งผลต่อ การมีปัญหาในการจิกคำได้น้อยในแต่ละประโยคที่ฟัง มีผลทำให้ฟัง Short Talk ลำบาก เพราะ Short Talk ของ TOEIC , CU-TEP จะฟังแล้วมั่วความหมายเป็นภาษาไทยไปเลยไม่ได้
 
----
250. ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน CU-TEP ได้น้อย ประการแรก คือ การสอบ CU-TEP ไม่ได้แตกต่างจาก การสอบ TOEIC ในส่วนข้อสอบ Error Detection เพราะข้อสอบ TOEIC มีการวิเคราะห์หลุมพรางสอบ เหมือนกับ CU-TEP ถ้า นร ไม่ให้ความสำคัญ กับการวิเคราะห์ดังกล่าว จะมีปัญหาทันที
 
----
248. ต่อจาก 247 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสี่สิบสี่ คือ นร ที่ต้องสอบ Listening ของ TOEFL Paper-Based ต้องได้คะแนนดิบเลยครึ่งหนึ่ง ทำให้ได้คะแนน Percentile Rank เมื่อเทียบกับ การสอบ TOEIC คะแนน Listening จะคิดแบบ Percentile Rank เช่นเดียวกัน แต่ นร จะประมาทกับข้อสอบ TOEIC ไม่ได้ เพราะมีการคิดถ่วงน้ำหนักในแต่ละข้อ Part การฟัง

----
247. ต่อจาก 246 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสี่สิบสาม คือ นร ที่ทำ Part ไวยากรณ์ไม่ทันในเวลา 25 นาที แสดงว่า ทำในแต่ละข้อเฉลี่ยนานเกิน 40 วินาที ยิ่งไปผ่านกระบวนการเทียบ Key Word ตัด Choice แล้ว คะแนนอาจไม่เลยค่าเฉลี่ย

----
246. ต่อจาก 245 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสี่สิบสอง คือ นร ที่ทำ Part การอ่านไม่ทันใน 45 นาที แรก ต้องรีบไปทำ Part ไวยากรณ์ กับ Text completion ทันที ถ้าไม่ทำ จะทำให้ได้คะแนนไวยากรณ์น้อยไม่พอกับการเอามาอุดกับ Reading และ Listening

----
245. ต่อจาก 244 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสี่สิบเอ็ด คือ นร ท่านหนึ่ง ปัจจุบัน ที่เรียน TOEIC กับสถาบ้น คุณ สุพลชัย ปอโทบางมด ได้ย้ำเทคนิคที่เรียนทุกครั้ง คือ การเทียบ Key Word ตัด Choice แม้กระทั่ง Part 2 การฟัง ที่มี Choice เพียง สาม Choice ก็ต้องทำ ล่าสุด สอบที่สถาบันคะแนนการฟังไม่ต่ำกว่า 25 ข้อจาก 30 ข้อ

----

244. ต่อจาก 243 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสี่สิบ กรณี ผู้สอบ ตอบคำถามส่วน Text Completion ผู้สอบต้องอ่านบริบทที่เลยไปกว่าช่องว่างที่เติมในข้อนั้น เพราะ บริบทต่อเลยไปจะบรรจุ Key Word ที่ใช้เทียบคำตอบ

----

243. ต่อจาก 242 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสิบเก้า กรณี ผู้สอบ ไม่สามารถควบคุมเวลาการตอบคำถาม โดยเฉพาะ Part ไวยากรณ์ นร ต้องเลี่ยงการกามั่วแบบแถวเดียว เรียก Slang ว่า กาตั้งคอนโด เพราะ คะแนนที่ได้จะไม่เกิน 10 % จากที่กามั่ว

----

242. ต่อจาก 241 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสิบแปด กรณี ผู้สอบ ไม่สามารถควบคุมเวลาการตอบคำถามส่วน Reading ได้ทัน 40 วินาที เพราะ เจอศัพท์ยากโดยเฉพาะคำที่เป็นคำนามที่เป็นข้อมูลดิบจากการอ่าน

----

241. ต่อจาก 240 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสิบเจ็ด กรณี ผู้สอบ ไม่สามารถควบคุมเวลาการอ่าน Passage ใน Part Reading ได้น้อยกว่า สองนาทีครึ่ง และ ไม่เปลี่ยนกลยุทธ์ เป็นการหา Key Word มาช่วย เดาศัพท์ยาก เฉพาะที่เป็นคำนามเท่านั้น

----

240. ต่อจาก 239 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสิบหก ผู้สอบที่ไม่เข้าใจว่า Part ไวยากรณ์ ในส่วน Text Completion มีการสอบเรื่องใดบ้าง เช่น สอบเรื่อง Adverb ประมาณ 3 ข้อ หรือ Connecting Words หรือ Preposition ทำให้ไม่ทราบแทคติกเทียบ Key Word หาคำตอบต่างกัน


----

239. ต่อจาก 238 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสิบห้า ผู้สอบที่ไม่เข้าใจว่า Part ไวยากรณ์ ในแต่ละข้อ มันสอบไวยากรณ์เรื่องใด สังเกตได้จาก Choice ถ้าระบุไม่ได้ เรื่องแรกของ นร ที่มีปัญหาคือ การสอบ Connecting Words ซึ่งข้อสอบบางชุด ออกถึงประมาณ 10 ข้อ

---

238. ต่อจาก 237 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสิบสี่  ผู้สอบที่ไม่เข้าใจว่า Part ไวยากรณ์ เป็น Part อุดคะแนนของการอ่านและการฟังที่กาผิดหรือไม่ได้ทำ ถ้าละเลย คะแนนรวมจะน้อย


----

237. ต่อจาก 236 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสิบสาม ผู้สอบที่ทำ Part ไวยากรณ์แล้วเหลือเวลาอาจไม่ถึง 7 นาที แสดงว่า พื้นฐานแข็ง แต่ถ้าไม่เอาเวลาที่เหลือไปเก็บตก Reading ผู้สอบได้จะคะแนนรวมน้อย

----

236. ต่อจาก 235 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสิบสอง ผู้สอบที่ทำ Part Reading มากกว่า 45 นาทีไปแล้ว ต้องรีบไปทำ ไวยากรณ์ ให้เร็วสุด แต่คนที่ได้คะแนนน้อย เพราะ ทำไวยากรณ์แต่ละข้อนานกว่า 40 วินาที

----

235. ต่อจาก 234 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสิบเอ็ด ตามสถิติที่ผู้สอบทำข้อสอบการอ่านใน TOEIC เลย 45 นาที บางครั้งเหลือเวลาทำส่วนไวยากรณ์เพียง 15 นาที ส่วนใหญ่คะแนนรวมส่วนหลังจะน้อยกว่า 250 แต้มจาก 495

----

234. ต่อจาก 233 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสามสิบ ผู้สอบนิยมอ่าน Passage ใน Reading แต่ไม่กล้าเดาศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocab แม้ในช่วงเหลือเวลาน้อย อย่างน้อยต้องเดาคำนามที่เป็นศัพท์ยากใน Topic Sentence จึงมีข้อมูลตอบคำถามได้

----

233. ต่อจาก 232 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการยี่สิบเก้า  ผู้สอบนิยมอ่าน Passage ใน Reading แล้วไม่ระบุ Topic Sentence หรือ ประโยคที่เป็นประเด็น ทำให้อ่าน Passage จบแล้วลืมเกือบทั้งหมด


----

232. ต่อจาก 231 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการยี่สิบแปด ผู้สอบนิยมอ่านคำถาม Reading ไปก่อน โดยไม่อ่าน Passage จนจบแล้วจับประเด็น ทำให้ต้องอ่าน Passage แบบไม่มีจุดมุ่งหมายและหาข้อมูลใน Passage แล้วไม่พบ ตอบคำถามไม่ได้

----

231. ต่อจาก 230 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการยี่สิบเจ็ด  ผู้สอบไม่เข้าใจวิธีการปรับการใจร้อนมีผลต่อสไตล์การกาข้อสอบที่ไม่ผ่านกระบวนการเทียบ KeyWord และ ตัด Choice ทำให้ตอบคำถามใน Choice ที่เป็นข้อมูลดิบ ผิดพลาด ใน Part Listening กับ Reading

----

230. ต่อจาก 229 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการยี่สิบหก ผู้สอบไม่เข้าใจวิธีการปรับความคิดเพิ่มสมาธิเพื่อป้องกันการเกิดอาการสมาธิหลุดหรือจิตหลุดตั้งแต่ Part ที่สอง ของ Listening เป็นต้นไป

----

229. ต่อจาก 228 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการยี่สิบห้า ผู้สอบไม่เข้าใจวิธีเทียบ Key Word จาก Choice ในคำถามของ Reading สู่ Passage ใน Part Reading เพื่อหาข้อมูลมาตอบ

----

228. ต่อจาก 227 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการยี่สิบสี่ ผู้สอบไม่เข้าใจวิธีการอ่านสรุปใจความได้ดีขึ้นด้วยการระบุ Topic Sentence ในข้อสอบไปเลย

----

227. ต่อจาก 226 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการยี่สิบสาม  ผู้สอบไม่เข้าใจวิธีการอ่านเร็วขึ้นด้วยการแบ่งตำแหน่งคำในประโยคในข้อสอบไปเลย

----

226. ต่อจาก 225 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการยี่สิบสอง  ผู้สอบไม่เข้าใจวิธีที่ช่วยให้อ่านเร็วขึ้นด้วยการขีดเส้นลงข้อสอบช่วยระบุ Topic Sentence ใน Reading ที่อ่าน

----

225. ต่อจาก 224 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการยี่สิบเอ็ด ผู้สอบไม่เข้าใจการเลือกวันสอบที่ทำให้ได้คะแนนเทียบอันดับ Percentile Rank ให้ได้สูงสุด


----

224. ต่อจาก 223 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการยี่สิบ ผู้สอบไม่เข้าใจการคิดคะแนน TOEIC ในแต่ละข้อ และ เข้าใจผิดว่าคิดข้อละ 5 แต้ม ทำให้เกิดการ Section ข้อสอบ เน้นสอบบาง Part และทิ้งหลาย Part เพียงต้องการคะแนน 550

----

223. ต่อจาก 222 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสิบเก้า ผู้สอบไม่ทราบวิธีหา Key Word ในคำถามส่วนไวยากรณ์ และ ไม่กล้าแบ่งตำแหน่งคำในประโยคลงในข้อสอบ ทำให้เทียบกับ Choice ข้อที่เป็นการถามศัพท์ยากไม่ได้


----

222. ต่อจาก 221 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสิบแปด ผู้สอบไม่ทราบว่า คำถามในส่วน Connecting Word แต่ละตัวใช้เชื่อมสองประโยคในความสัมพันธ์ใด ใน 6 เชิงความสัมพันธ์ ทำให้ ตัด Choice ลดความเสี่ยงไม่ได้

----

221. ต่อจาก 220 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสิบเจ็ด ผู้สอบไม่ทราบว่า การเทียบ Key Word กับโจทย์ข้อถามไวยากรณ์เรื่อง Preposition หาได้อย่างไร ใน Part ไวยากรณ์ และ Preposition ในแต่ละตัวมีความหมายลงลึกอย่างไร ทำให้เทียบ Key Word และ ตัด Choice ไม่ได้


----

220. ต่อจาก 219 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสิบหก ผู้สอบไม่ทราบว่า คำถามในส่วนของ Part Sentence Completion , Text Completion ถามเกี่ยวกับไวยากรณ์หรือทักษะประโยคเรื่องใด และ มีเรื่องใดที่สอบบ้าง


----

219. ต่อจาก 218 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสิบห้า ผู้สอบเสียเวลากับการเลือกคำตอบในส่วน Text Completion โดยไม่อ่านบริบทให้เลยไปกว่าช่องว่างคำถาม


---

218. ต่อจาก 217 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสิบสี่ ผู้สอบไม่กล้าขีดแบ่งส่วนตำแหน่งคำในประโยคลงไปในข้อสอบทำให้อ่านช้า และ ทำข้อไวยากรณ์ลำบาก

---

217. ต่อจาก 216 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสิบสาม ผู้สอบทำข้อสอบการอ่าน ยังไม่ทันจบบทความ แกว่งไปทำข้อไวยากรณ์ หรือ ทำไวยากรณ์ก่อน Part การอ่าน ทำให้ทำ Part อ่านไม่ทัน

---

216. ต่อจาก 215 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสิบสอง ผู้สอบไม่คำนวณเวลาในการทำแต่ละข้อในหัวสมอง ในกรณีที่ทำไม่ทันในข้อใด หรือ ไม่อยากทำ หรือ อ่านบทความนั้นแล้ว ก็แกว่งไปทำข้ออื่น เป็นการเผาเวลาแบบไม่เกิดประโยชน์

---

215. ต่อจาก 214 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสิบเอ็ด ผู้สอบทำ Listening Part สอง ที่ต้องเจออุปสรรคสำเนียงฝรั่ง Great Britain English แล้วเกิดหลุดกระทันหัน จำเป็นต้องมีเทคนิคเจาะหลุมพรางสอบที่เทียบ Key Word ดึงกลับมาสู่การสอบให้ได้

---

214. ต่อจาก 213 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสิบ ผู้สอบอ่านข้อสอบ REading หรือ ทำ Listening แล้ว ไม่ make progress เช่น ถ้าอ่านนานเกินกว่าสองนาทีหรือสามนาที ต้องหัดเดาศัพท์ยากที่เป็น เฉพาะคำนาม เท่านั้น มิฉะนั้น จะไม่ make progress

---

213. ต่อจาก 212 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการเก้า ผู้สอบอ่านข้อสอบไวยากรณ์ นานกว่า 25 นาที และ ทำก่อน Reading ทำให้ทำ Reading ไม่ทัน

---

212. ต่อจาก 211 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการแปด ผู้สอบทำข้อสอบ REading ทั้งหมดนานกว่า 45 นาที

---

211. ต่อจาก 210 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการเจ็ด ผู้สอบอ่านข้อสอบ REading อ่าน Passage ช้ากว่า สองนาทีครึ่ง และทำสอบ Choice นานกว่า 40 วินาที

---

210. ต่อจาก 209 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการหก ผู้สอบอ่านข้อสอบ REading แบบ Double Passage เกิน สองนาทีครึ่ง และ ไม่สามารถหา Topic Sentence ครบ ทำให้บางคนกลัว แล้วไปอ่านโจทย์ก่อนการอ่าน Passage 

---

209. ต่อจาก 208 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการห้า ส่วนใหญ่ ผู้สอบที่ทำข้อสอบไม่ทัน โดยเฉพาะ Part Reading เพราะ ผู้สอบไม่ฝึกสอบจับเวลาโดยนับเวลาในหัว ตามข้อกำหนด โดยเฉลี่ย ข้อ Choice ไวยากรณ์และการอ่าน ไม่ควรเกิน 40 วินาที

---

208. ต่อจาก 207 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสี่ ผู้สอบไม่เข้าใจการหา Key Word ในโจทย์ และ การเทียบ Key Word เพื่อตัด Choice ลดความเสี่ยงในการเลือก ในทุกโจทย์ไวยากรณ์ การอ่าน และ การฟัง ใน Part Short Conversation , Short Talk

---

207. ต่อจาก 208 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสาม ผู้สอบที่มักคิดว่า อ่านช้าก็ไม่เป็นไร และ เรียน ฝึก หรือ สอบ การอ่านแบบ Skimming และ Scanning ตามแฟชั่น แต่ขาดทักษะระดับประโยค แยกตำแหน่งคำ ประเภทคำไม่ได้จริงๆ ทำให้อ่านช้ามาก

---

206. ต่อจาก 205 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการสอง ผู้สอบที่มักคิดว่า กาเร็วเอาปริมาณและไม่สามารถแยกได้ว่า ข้อไหนยาก ข้อไหนง่าย ทำไมข้อนี้ทำไม่ได้ มักคิดว่าทุกข้อไม่มียากไม่มีง่าย กาให้เร็วเข้าว่า

---

204. ต่อจาก 203 ลักษณะผู้สอบที่ทำคะแนน TOEIC ได้น้อย ประการแรก ผู้สอบทำการเรียนหรือฝึกการฟังภาษาอังกฤษที่ไม่คิดลงลึกถอดรูปประโยค และ มี Earing ที่เพี้ยน ไม่แก้ที่เพี้ยน


---

203. ต่อจาก 202  แนวโน้มของข้อสอบ TOEIC จะพัฒนาให้ยากขึ้น อย่างช้าที่สุดทุก 6 เดือน


---

202. ต่อจาก 201 นร ที่ไม่เคยสอบโทอิค และเป็นคนทำงาน หลายคนไม่เคยไป Audition ลองฟัง ลองทำข้อสอบจริงที่ศูนย์สอบให้ทดลอง หลายคนดังกล่าวควรจะไป เพราะทำให้กลับมาสำรวจตัวเองได้ว่า ควรเลือกระบบเรียนแบบใดเพื่อทำลายจุดอ่อนตัวเอง ก่อนข้อสอบจะปรับให้ยากขึ้นทุก 6 เดือน

---

201. ต่อจาก 200 ยิ่งกว่านั้น พื้นฐาน นร ต่างชาติ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เวียดนาม ที่มาสอบเอาคะแนนโทอิคที่เมืองไทย เรียนลงลึกทักษะระดับประโยค และ ลงลึกการฟัง แบบที่สถาบันครูเกรียงนำมาเผยแพร่ จะสอบแล้วได้คะแนนที่สูง มีผลต่อการสมัครงานของ นร ไทย ทันที

---

200. ต่อจาก 199 นายจ้างที่เป็นชาวต่างประเทศต้องการพนักงานที่ทำงานแล้วมีผลิตภาพ ถ้าพนักงานคนไทยสอบโทอิคหลายครั้ง แล้วได้คะแนนน้อย และ ทำงานไม่ขยันเท่าคนจีน มีโอกาสถูกทดแทนแรงงานในบางธุรกิจ


----

199. ต่อจาก 198 แนวโน้มใหม่ที่ผู้ประกอบการจีนมาลงทุนที่เมืองไทยก่อนเปิดเสรีอาเซียนจะเริ่มต้นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป นร จีน ที่มาเรียนภาษาไทยที่เมืองไทย พูดกับฟังภาษาอังกฤษได้ พูดไทยได้ จีนได้ มีผลต่อตลาดแรงงานไทย

----

198. ต่อจาก 197 ผู้ที่ไม่เรียนลงลึกการฟังแบบถอดรูปประโยคที่ฟัง ไม่สนใจระบบเรียนที่ถูกต้อง ฝึกผิดแบบฉาบฉวย สอบแบบกาเอาปริมาณ จะมีปัญหากับ ตลาดแรงงานช่วงเปิดเสรีอาเซียน ที่นายจ้างต่างชาติที่มาลงทุนต้องการคัดพนักงานที่ไม่มีการพัฒนาออกไป

---

197. ต่อจาก 196 เพราะเหตุผล นร ที่มีคะแนนโทอิค Listening ที่สูงมากพอ จะได้รับความไว้วางใจจากนายจ้างให้เข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารต่างประเทศและจดข้อมูล Report ได้

---

196. ต่อจาก 195 และ โครงสร้างของคะแนนโทอิคที่มากกว่า 700 สำหรับผู้ที่ต้องการเลื่อนจากผู้ช่วยผู้จัดการเป็นผู้จัดการในบริษัทข้ามชาติ ต้องได้คะแนนการฟังอย่างน้อยสุด มากกว่า 360


---

191. ต่อจาก 190  เช่นเดียวกับ ข้อสอบชุดง่ายโทอิค ที่มีข้อ Connecting Word เกือบสิบข้อ นร จะทิ้งไม่ได้เช่นกัน

---

190. ต่อจาก 189 โดยเฉพาะข้อที่เป็น การทดสอบศัพท์ Word Choice และ Word Form จะมีมากเกือบสิบข้อในข้อสอบชุดยากและชุดผสมของโทอิค ถ้า นร ทิ้งไปจะไม่มีคะแนนมาอุดคะแนนการอ่านที่ทำไม่ทัน

---

189. ต่อจาก 188 ถ้า นร เลือกทำข้อสอบการฟัง แค่บาง Part ไม่ครบ ทั้งสี่ Part และทิ้งการอ่าน ทิ้งไวยากรณ์ แล้วหวังว่า ได้คะแนนเลย 550 ตามสถิติ นร เหล่านั้นจะได้คะแนนน้อยมากและไม่ผ่านเกณฑ์

---

188. ต่อจาก 187  นร ที่ต้องการคะแนน 550 เพื่อสอบเข้า กฟผ หรือ โตโยต้า หรือ สอบเพื่อให้จบ ปอโทบางแห่ง ถ้า นร มีทัศนคติแบบเลือกทำบาง Part เรียกว่า Section ข้อสอบ นร จะมีปัญหา

---

187.  นร ที่ตั้งเป้าหมายคะแนนสูงแบบ 650  หรือ  700 ต้องมีการเตรียมตัวที่แตกต่างจาก นร ที่ต้องการ คะแนน 550

---

186. ต่อจาก 185 ผลเสียหนักอีกด้านคือ เวลาสอบจริง ทำให้ นร ขณะฟังหนึ่งประโยคจะฟังได้ไม่เกินสองคำ จะไม่มีข้อมูลมาตอบสอบได้
---

185. ผลเสียทำให้ นร หมดความมั่นใจในการสอบคือ เวลาสอบจริง ไม่มีกระดาษให้จด และ เทปสอบไม่มี Retape

---

184. การฝึกฟังผิดวิธีอีกแบบ คือ การนิยม Retape แล้วฟังหนึ่งคำจดในกระดาษหนึ่งคำ
---

183. ต่อจาก 182 ผลเสียทำให้คะแนนฟังโทอิคลดลง คือ ฝึกฟังแล้วไม่สนใจรูปประโยคภาษาอังกฤษมักจะมั่วเป็นภาษาไทยไปเลย ทำให้ตอบคำถามประเภทข้อมูลดิบไม่ได้

---

182. การฝึกการฟังผิดวิธีที่ทำลายความมั่นใจตอนสอบ คือ การอ่านเฉลย Tape Script พร้อมกับฟังไปพร้อมกัน ผลคือ นอกจาก Earing การฟังแต่ละคำจะเพี้ยนแล้ว

---

179. จากสถิติ นร ที่ทำข้อสอบ TOEIC แล้วไม่สามารถแยกได้ว่า ข้อสอบยากจุดไหน ตรงไหนยาก ตรงไหนพอทำได้ แต่กลับบอกว่า ฉันกาเร็วๆ เอาปริมาณ ทุกข้อง่ายหมด แยกแยะไม่ออกข้อไหนง่ายยาก เมื่อได้คะแนนน้อยก็ไม่กลับไปมองจุดอ่อนตัวเอง โดยเฉพาะการฟัง มันจะมีปัญหาหนักกว่าเดิมในการสอบครั้งหน้า

---

178. นร ที่ฝึกการฟังภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง แต่คะแนนโทอิคการฟังกลับลดลงหรือไม่เพิ่มหรือไม่ก้าวกระโดด จะเป็นการใส่พลังงานที่ไม่เกิดผลลัพธ์ ต้องกลับมาดูกระบวนการฝึกด้วยตัวเอง ถ้าฝึกผิดวิธีแล้วยึดมั่นถือมั่นไม่มองจุดอ่อนตัวเองหรือไม่รู้ตัวเองว่าฝึกผิด จะมีปัญหาทันที 

---

175. ส่วนผู้ที่ต้องการคะแนน 700 จำเป็นต้องเน้น Listening ให้ใกล้เคียงกับ 400 หรือ ต้องผ่านเกณฑ์การซ้อมที่สถาบันให้ได้

---

174. ผู้ที่สอบต้องการคะแนน 550 ต้องใช้แทคติกที่แตกต่างจากคนที่ตั้งเป้า 700 โดยที่ นร จะเน้นคะแนน Listening เพียงอย่างเดียวแล้วทิ้งการอ่านไวยากรณ์ไปเลยไม่ได้

---

173. นร ที่ยังไม่ซ้อมลงลึกปรับ Earing ที่ฟังภาษาอังกฤษที่ยังเพี้ยนอยู่ให้ลดความเพี้ยนลง แล้วรีบไปสอบ ทำให้ นร มีความมั่นใจน้อยลง เวลาทำสอบ

---

172.  ต่อจาก 171   นร ที่ฝึกการฟังผิดวิธี และ ใช้วิธีฟังแล้วมั่วเป็นภาษาไทย โดยไม่สนใจรูปแบบประโยคภาษาอังกฤษที่ตัวเองฟัง รวมถึง มีพื้นฐานทักษะระดับประโยคที่อ่อน และ มี Earing การฟังที่เพี้ยน เวลาสอบ TOEIC จะมีความกดดันสูงมากกว่าผู้ที่ฝึกถูกต้อง 

---

171.  ต่อจาก 170   เทคนิควิเคราะห์หลุมพรางสอบการฟัง โดยเฉพาะใช้กับ Part ที่สอง Question Response จะทำให้ นร มีพื้นฐานการเทียบ Key Word ตัด Choice ซึ่งจะสามารถนำไปใช้สอบในส่วนการอ่านและไวยากรณ์ได้

---

170.  ต่อจาก 169   สถาบันมีการสอนเทคนิควิเคราะห์หลุมพรางสอบการฟัง ช่วยให้ นร ที่เริ่มสอบฟังโทอิคแล้ว สมาธิหรือจิตหลุด สามารถใช้เทคนิคตัวนี้ดึงตัวเองกลับมาได้

---

169.  ต่อจาก 168  ข้อสอบการฟัง โทอิค ถูกออกแบบมาเพื่อให้ นร มีเวลาได้คิด ก่อนที่จะกาทันที จำเป็นต้องเทียบ Key Word และ ตัด Choice เพราะข้อสอบการฟังในทุก Part มีเวลาให้คิดอย่างต่ำ สิบวินาที 

---

168.  ต่อจาก 167  ส่วนคำถาม Listening ประเภทถามถึงประเด็น หรือ ลำดับหัวข้อที่เกิดขึ้นในเนื้อเรื่องการฟัง  ผู้สอบ ที่มี Earing ที่เพี้ยน และ ไม่ถอดรูปประโยคแล้วมั่วความหมายเป็นภาษาไทยจะมีความเสี่ยง ที่ทำให้ ผู้สอบไม่สามารถทราบลำดับเรื่องราวได้ แล้วรีบกาจะทำให้ยิ่งเสี่ยง

---

167.  ต่อจาก 166  ส่วนคำถาม Listening ประเภทถามข้อมูลดิบ  นร ที่มี Earing ที่เพี้ยนจะทำให้ไม่คิดฟังถอดรูปประโยค จะมั่วความหมายเป็นภาษาไทยไปเลย เพราะ นร ที่มีความเสี่ยงฟังแล้วเพี้ยนก็ได้ข้อมูลที่ผิดไปตอบคำถาม

---

166.  ต่อจาก 165  นร จะมีความเสี่ยงกับการกาข้อสอบเร็ว โดยไม่ผ่านกระบวนการเทียบ Key Word ตัด Choice โดยเฉพาะ Listening ส่วนคำถามประเภทข้อมูลดิบ 

----

165.  จากสถิติที่ผู้สอบ TOEIC ที่สอบหลายครั้งแล้วคะแนนไม่ขึ้น เนื่องจาก การรีบกาให้เร็ว เพราะ กลัวไม่ทัน เวลาเหลือน้อย ใช้ความคุ้นเคยกาลงไปเลยทันที เพราะขาการเตรียมตัวที่ดี  โดยไม่ลดความเสี่ยงในการตัด Choice เทียบ Key Word เหล่านี้สร้างปัญหากับการดันคะแนนขึ้น


----

164. ( ต่อจาก 163 ) ผู้สอบที่ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำสอบ TOEIC และ รีบกาโดยไม่พิจารณาการเทียบ Key Word ตัด Choice จะมีปัญหากับการตอบคำถามข้อสอบ TOEIC การฟัง ที่เป็นข้อที่ถามถึงข้อมูลดิบ คะแนนการฟังจะไม่ขึ้นแม้จะสอบหลายครั้ง

----

163. ( ต่อจาก 162 ) และ ข้อสอบ TOEIC ถูกออกแบบมาจากการทำวิจัยแบบ Focus Group ของ ETS ที่มีข้อมูลของ นร ที่เริ่มฝึกหัดการฟังจะมีลักษณะอย่างไร และ มีข้อผิดพลาดอย่างไร จึงมีการออกแบบหลุมพรางสอบเพื่อสะท้อนถึงหรือดึงผู้ที่มีปัญหาการฟังภาษาอังกฤษทำข้อสอบให้ได้ยากขึ้น จนทำให้มีการสอบซ้ำ

----
162. ( ต่อจาก 161 ) นั่นคือ ข้อสอบ TOEIC ถูกออกแบบมาจากการทำวิจัยแบบ Focus Group ของ ETS ที่ต้องการวัดผลแบบลงลึกและละเอียด และทำให้ศูนย์สอบได้รายได้จาก นร หรือ ผู้สอบ ที่ไม่เตรียมตัวสอบ ฝึกผิดวิธี หวังลาภลอย ใจร้อน ต้องการรีบกาหรือกามั่ว นั่นเอง


---

161. มี นร หลายคน มีปัญหาในการทำสอบทั้งส่วนการฟังและการอ่าน ในลักษณะการรีบกาข้อสอบทันทีโดยไม่ได้คิดพิจารณาในการตัด Choice จากการ เทียบ Key Word อย่างละเอียด ผลคือ คะแนนที่ได้จะต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ การรีบทำรีบกาบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องที่ดี

---

160. ปัจจุบันข้อสอบโทอิคมีหลายชุด เช่น ชุดยากที่มี Listening เร็วมาก โดยเฉพาะ Part ที่ 4 มีศัพท์ Unseen ที่ยากถามใน Part Sentence Completion จำนวนข้อที่มาก หรือ ชุดง่ายที่มี Listening ไม่ยากมาก แต่มี Reading ที่ยาว โดยเฉพาะ Double Passage และ ข้อสอบชุดผสม

---

159. เนื่องจากข้อสอบ TOEIC ถูกออกแบบมาจากการทำ วิจัย ของ ETS โดยเฉพาะต้องการเน้นกลุ่มเป้าหมาย คนทำงาน หรือ นร ที่ไม่เตรียมตัวสอบแบบลงลึก และ มีค่านิยมไม่ต้องเตรียมตัวศึกษาลงลึกก็ได้ แต่ต้องการหวังลาภลอยจากการสอบ จะเป็นกลุ่มที่ศูนย์สอบสามารถทำรายได้อย่าง

---

158. สถาบันกำลังส่ง นร ไปสอบ ซึ่ง นร สถาบันที่สอบบ่อยๆ จะเป็นหัวหน้าทีมสอบ นร ที่ไปสอบจะมีการทบทวนแทคติกในการสอบ ซึ่งมีส่วนทำให้คะแนนมากขึ้นแม้จะเตรียมตัวมาน้อยก็ตาม

---

157. อาจารย์กำลังเขียนในช่วงที่สอน นร โทอิคของอาจารย์อยู่ที่สถาบัน กำลังพูดถึงลักษณะของ บุคคลที่สอบ TOEIC ได้คะแนนมาก เช่น ประการแรก คือ มีทักษะระดับประโยคที่แข็ง ไม่ใช่เรียนไวยากรณ์มากๆ แต่ลืม และ ไม่รู้เรื่องทักษะระดับประโยค ประการที่สอง การวิเคราะห์ขัอสอบไวยากรณ์โทอิคมีการวิเคราะห์สองชั้น แทคติกการตัด Choice เทียบ Key Word ต้องนำมาใช้คู่กับการทบทวนไวยากรณ์ 8 บท ที่ TOEIC จงใจสอบ

---

156. นร ที่พร้อมสอบจำเป็นต้องอยู่ในช่วง Top Form โดยคะแนนสอบที่สถาบันจะต้องเลยเกณฑ์อย่างน้อยเลยครึ่งหนึ่งในทุก Part ที่สำคัญ และ การซ้อมการฟังที่สถาบันต้องผ่านเกณฑ์ อาจารย์จะวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งก่อนการสอบจริง แล้วค่อยสอบจริง ความเสี่ยงจะลดลง

---

155. ก่อนที่ คุณ วรางคณา หรือ คุณตาล พนักงานวิศวกร บริษัทในเครือ ปตท. ที่เป็น นร สถาบัน สอบล่าสุด การฟัง ได้ 310 คะแนนการอ่านไวยากรณ์ได้ 300 รวม 610 เพราะมีการปรับ Earing ไม่ให้เพี้ยน และ ซ้อมลงลึกการฟัง ก่อนการสอบจริง ทำให้ คะแนนอยู่ในระดับมากกว่า 600 จากคะแนนเดิม 400

---

154. ( ต่อจาก 153 ) เมื่อ นร มีโสตประสาทการฟังที่เพี้ยน หรือ Earing เพี้ยน การปรับ Earing จึงสำคัญลำดับแรก สถาบันจะมีเทคนิคการฝึกซ้อม โดยการแยกสำเนียงฝรั่งเทียบเสียงภาษาไทย และการฟังถอดรูปประโยคภาษาอังกฤษให้โดน Key Word ทุกตัวในประโยคเพื่อทำให้แปลภาษาไทยโดยอัตโนมัติ เพื่อทำให้ นร เลี่ยงการมั่วแปลเป็นภาษาไทยไปเลย โดยสถาบันเป็นที่เดียวในประเทศไทย ที่นำระบบการฝึกซ้อม Listening ปรับ Earing และ ถอดรูปประโยคมาใช้กับ นร ไทย

 
---

153. จากสถิติที่ผ่านมา นร มีโสตประสาทในการฟังที่เพี้ยน คือ ฟังคำภาษาอังกฤษที่ได้ยิน แล้วปรุงแต่งไปเป็นคำอื่นที่เพี้ยนหรือเสียงใกล้เคียงหรือแหกไปเลยหรือที่เรียกว่า Noise การฟัง คะแนนโทอิคที่ได้จะต่ำกว่าเกณฑ์

---

152. ( ต่อจาก 151. ) และ นร ต้องทำสอบ Part Reading ก่อน ใน 45 นาทีแรก เพราะ อย่างน้อยที่สุด นร ต้องใช้เวลา สองนาทีครึ่ง กับการอ่านบทความแบบ Double Passage รอบเดียว พร้อมตอบคำถาม Reading ที่มีอยู่สามประเภทแต่ละข้อไม่เกิน 40 วินาที 

---

151. ( ต่อจาก 150. ) สาเหตุที่ นร ต้องทำสอบ Part Reading ก่อนไวยากรณ์ TOEIC เพราะ ข้อสอบไวยากรณ์มีการกำหนดเวลาที่สั้นกว่า นร ต้องทำให้ทันภายใน 25 นาที โดยหนึ่งข้อจะถูกออกแบบมาให้ผ่านกระบวนการใช้ความรู้ เทียบ Key Word ตัด Choice ไม่เกิน 40 วินาที ซึ่งสั้นกว่า การใช้เวลาตอบคำถามส่วนการอ่าน

----

150. ( ต่อจาก 149. ) นร ที่มีปัญหาทำข้อสอบ TOEIC ไม่ทัน เนื่องจากมาจาก การขาดการฝึกฝนการจับเวลาในหัวสมองในขณะทำแบบฝึกหัด ซึ่งเป็นไปได้ยากมากที่ นร จะทำข้อสอบไปพร้อมกับดูนาฬิกาบนโต๊ะสอบ นร ต้องเตือนตัวเองในแต่ละข้อที่ทำ อย่างมากสุดไม่ควรกาข้อหนึ่งๆ เกิน 40 วินาที ทั้งใน Part การอ่าน และ ไวยากรณ์


----

149. วัตถุประสงค์การทดสอบของข้อสอบโทอิคอีกข้อหนึ่ง คือ ผู้สอบต้องพัฒนาทักษะการตัดสินใจในการทำสอบ ท่ามกลางข้อสอบที่ไม่ใช่กามั่วแล้วจะได้ เวลาก็น้อย และบางข้อเป็นข้อยากโทอิค บุคลิกของ นร ที่คิดเป็นเหตุผล มีขั้นตอนในการวิเคราะห์ ใช้เหตุผลกับภาษาอังกฤษมากกว่าใช้ความคุ้นเคย จะสร้างความได้เปรียบสูงกว่า หรือ มีอันดับ Percentile Rank ของคะแนนสอบสูงกว่า นร ที่ควบคุมเวลาสอบตัวเองไม่ได้ และ ขาดการใช้เหตุผลกับการวิเคราะห์และทำข้อสอบ

---

148. ผู้ที่มีคะแนนโทอืคการฟังและการอ่านผ่านเกณฑ์ จะสอบสอบ Speaking และ Writing ของ ศูนย์สอบ TOEIC จะได้ส่วนลดการสอบ

---

147. ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเปิดเสรีแรงงานอาเซียน มีโอกาสที่แรงงานต่างชาติจะทำงานร่วมกับพนักงานคนไทย  การสอบ Speaking และ Writing ของ ศูนย์สอบ TOEIC จะทวีความสำคัญมากขึ้น  

----

146. ปัจจุบันศูนย์สอบยังคิดราคาค่าสอบ 1200 บาท กับการสอบ โปรแกรมทั่วไปที่ Qualified นำผลคะแนนอ้างอิงไปสมัครงานได้ แต่ราคา 1500 เป็นค่าสอบแบบพิเศษที่มีการบอกคะแนนทุก Part ปัจจุบัน การสอบพิเศษจัดเดือนละครั้ง

---

145. การสอบ Writing เพิ่มเติมของศูนย์สอบโทอิค เป็นการรองรับความต้องการของนายจ้างที่เป็นบริษัทที่อยู่ต่างประเทศ เพราะ ผู้ที่ทำงานต่างประเทศได้ต้องได้คะแนน Writing ของ IELTS เกินครึ่งหนึ่ง ศูนย์สอบโทอิคกำลังเซ็ทมาตรฐานตาม


---

144. ปัจจุบัน นร ที่มีอายุงานมากๆ มีแนวโน้มที่ต้องสอบ TOEIC มากขึ้น เพราะต้องนำคะแนนสอบไปเทียบมาตรฐานกับ นายจ้างเพื่อหมุนงานหรือเลื่อนตำแหน่ง และ ควรต้องรีบสอบ เพราะ ข้อสอบมีโอกาสถูกปรับยากในอนาคตได้

---

142. ความเสี่ยงของ นร ที่ไม่เตรียมตัวสอบ ไม่ฝึกซ้อมลงลึกการฟังการอ่านถอดรูปประโยค หรือ ไม่เรียนไวยากรณ์ที่ผ่านรูปประโยคที่หลากหลายพอ จะมีปัญหาการสอบโทอิคระยะยาว เพราะ แม้กระทั่งข้อสอบไวยากรณ์โทอิค ยังต้องวิเคราะห์สองชั้น และจำคำคนมากา จำตำรามากา มันจะไม่ผ่านการวิเคราะห์รูปประโยคไวยากรณ์เพื่อเทียบ Key Word และตัด Choice

---

141. ศูนย์สอบโทอิคกำลังปรับข้อสอบให้มีความยากเพิ่มขึ้น การปรับราคาจาก 1200 เป็น 1500 บาท มีโอกาสเป็นไปได้ และ จะมีราคาแพงขึ้นเมื่อมีการบรรจุการสอบ Writing ให้เทียบเท่ากับ การสอบ IELTS 

----

140. ตอนนี้ศูนย์สอบโทอิคกำลังปรับข้อสอบให้มีการสอบ Writing ให้เทียบเท่ากับ การสอบ IELTS ในส่วน Writing ในส่วน Academic เนื่องจากปัจจุบัน ต่างประเทศนิยมใช้ IETLS วัดมาตรฐานรับคนเข้ามาทำงาน ศูนย์สอบโทอิคต้องการอุดรูโหว่นี้

---

139. ( ต่อจาก 138 ) นร ที่ต้องการคะแนนสอบโทอิคที่เพิ่มมากขึ้น คะแนน Listening ต้องก้าวกระโดด แต่ นร หลายคนยังเน้นแต่เรียนไวยากรณ์แต่ไม่ลงลึกการฟังถอดรูปประโยค ทำให้เบลอไวยากรณ์และมี Noise การฟัง ฟังคำใดก็ปรุงแต่งเพี้ยนไปอีกคำหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถพัฒนา Listening ได้ 

----

138. นร ที่ต้องการคะแนนสอบโทอิคสูงๆ แต่เรียนฝึกฟัง ฝึกอ่าน ผิดวิธี ไม่ลงลึกถอดรูปประโยค รวมถึง ซ้อมผิดวิธี และ ซ้อมนอกห้องน้อยมาก เวลาสอบจริงจะทำให้ได้คะแนนโทอิคน้อยกว่าเกณฑ์

---

137. ( ต่อจากข้อ 136 ) นร  ที่ไม่เตรียมตัวลงลึกในการทำสอบข้อสอบไวยากรณ์ ไม่ศึกษารูปแบบประโยคที่หลากหลายและ Key Word สำคัญในรูปประโยค เรียนไวยากรณ์แต่ไม่ศึกษารูปประโยค นร จะไม่มีคะแนนไวยกรณ์มากพอมาอุดรอยรั่วที่ นร ทำคะแนนการอ่านไม่ได้นั่นเอง 

 
---
136. ( ต่อจากข้อ 135 ) ถ้า นร ไม่สามารถทำข้อสอบโทอิคส่วนการอ่านใน 45 นาทีแรกได้ทัน นร จะไม่มีเวลาที่จะทำข้อสอบไวยากรณ์ได้ทันภายใน 25 นาที หรือ ถ้ามีการเก็บข้อสอบก่อนเวลาเล็กน้อย  นร ที่กามั่วย่อมจะได้คะแนนไม่เกิน 10 % จากที่กามั่ว ตามที่สถิติที่สถาบันรวบรวมมา
 
---
135. ( ต่อจากข้อ 134 )  เนื่องจากข้อสอบไวยากรณ์ 8 บทในข้อสอบโทอิค มีจุดประสงค์ให้ นร วิเคราะห์การเติมช่องว่างในเรื่องไวยากรณ์เปรียบเทียบกับ Key Word จึงเป็นการวิเคราะห์ข้อสอบ สองชั้น นร ที่ไม่เตรียมตัวสอบ มักมีปัญหาระยะยาว   
 
---
134.  นร ที่ไม่ได้เตรียมตัวสอบ ส่วนใหญ่ คะแนนจะขึ้นยาก เนื่องจาก ข้อสอบโทอิค มีข้อยากปนที่เป็นข้อคิดคะแนนถ่วงน้ำหนักมากกว่าข้ออื่น ข้อสอบจะทดสอบความรู้ทักษะระดับประโยคและรูปแบบประโยคกับการฟัง การอ่าน และไวยากรณ์ ที่ไม่ใช่ลักษณะจำมาตอบ
 
----
133. ( ต่อจากข้อ 132 ) ผลเสียของการลากยาว ไม่ยอมเผด็จศึกการสอบในระยะเวลาอันสั้น ประการถัดมา คือ นร ที่ขาดการซ้อมนอกห้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงลึกการฟัง มีผลทำให้ Earing การฟังเพี้ยนได้ แสดงว่า ฟังคำใดแล้วปรุงแต่งไปอีกคำที่ไม่เกี่ยวข้อง มีผลต่อคะแนนการฟังที่ลดลง
----
132. ผลเสียของการลากยาว ไม่ยอมเผด็จศึกการสอบในระยะเวลาอันสั้นทั้งที่ นร มีทักษะการวิเคราะห์ไวยากรณ์ และ การฟัง การอ่าน พัฒนาขึ้นแล้ว นร อาจมีโอกาสได้คะแนนสอบจริงน้อยกว่าที่คิด
 
----
131. การสอบโทอิค ควรตั้งเป้าเวลาสอบล่วงหน้า สถาบันจะทำให้ ศักยภาพทางภาษาของ นร เพิ่มขึ้น เมื่อความมั่นใจในการได้คะแนนสอบที่สถาบัน และ นร ผ่านเกณฑ์การซ้อมการสอบ นร จะมั่นใจในการสอบจริง
 
----
130. ( ต่อจาก 129 ) ดังนั้น ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมตัวสอบ TOEIC คือ ช่วงก่อน นักศึกษาสำเร็จเป็นบัณฑิต หรือ มหาบัณฑิต เพราะ จะมีเวลาที่จะเผด็จศึกสอบให้ได้ในเกณฑ์คะแนนตามที่กำหนดในระยะเวลาอันสั้น ถ้าทำงานแล้วหรือช่วงสมัครงานจะทำให้มีเวลาน้อยในการเตรียมตัวเอง
 
----
129. ( ต่อจาก 128 ) แบบที่สอง คือ SCG ยังไม่รับเข้าไปทำงานแต่ให้สอบ TOEIC ก่อน เพราะ SCG อาจมีตัวเลือก หรือ Candidate ในการพิจารณา ผู้สมัครงานหรือ นร ที่อยู่แบบที่สองจะดีกว่า ทำให้มีเวลาเตรียมตัวเรียนและเผด็จศึกได้ แต่เรียนการฟังแบบผิดวิธี และขาดการลงลึกทักษะระดับประโยคก็อาจทำให้พัฒนาช้าได้เช่นกัน
---
128. ปัจจุบัน นร ที่ต้องการสมัครงานบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย หรือ SCG จะมีสองแบบ คือ แบบแรก คือ SCG รับเข้าไปทำงานแล้วให้สอบ TOEIC ย้อนหลัง ซึ่งจะทำให้การสอบ TOEIC มีความกดดันสำหรับคนทำงานที่เอาความเครียดงานมาปนกับการเรียน มีผลทำให้สอบ TOEIC แล้วลากยาวหรือเผด็จศึกให้เลย 550 ได้ยาก
 
---
117. ( ต่อจากข้อ 116 ) เช่นเดียวกัน จากสถิติการสอบที่ศูนย์สอบโทอิค นร ที่ทำข้อสอบ Reading และ ไวยากรณ์ ไม่ทัน เกิน 40 ข้อ นร ควรได้คะแนน Listening มากกว่า 400 แต้มจาก 495 นร จะมีโอกาสที่จะได้คะแนนมากกว่า 650 แต่ทำได้ก็ต่อเมื่อทำข้อสอบชุดง่ายของโทอิค ที่มีการฟังง่าย แต่ Reading มีข้อยากโทอิคมากกว่า
 
----
110. ( ต่อจากข้อ 109. ) นร ต้องระวัง ช่วงขณะสอบ TOEIC ไม่ควรทำกระดาษคำตอบยับเพราะจะมีปัญหาการตรวจข้อสอบ
 
---
109. ( ต่อจากข้อ 108. ) นร หลายคน ก่อนสอบ TOEIC เพียงไม่กี่ชั่วโมง จะพยายามหามุมสงบฝึกการฟังตามแบบฝึกหัดที่มีก่อนสอบ นับเป็นเรื่องที่ดี เพราะ เป็นการปรับ Earing และ Listening Toughness ก่อนการสอบการฟังจริงที่นานถึง 45 นาที
 
---
108. ( ต่อจากข้อ 107. ) การอ่านหนังสือก่อนสอบ TOEIC เพียงไม่เกินสองชั่วโมงมีผลต่อระบบสมองและสมาธิในการสอบ ไม่ควรท่องศัพท์อะไรมากมายก่อนสอบ หรือ นั่งเครียดกับการจำไวยากรณ์เพื่อไปสอบข้อสอบ Unseen
 
---
106. ( ต่อจากข้อ 105. ) การดื่มน้ำมาก ก่อนการสอบ TOEIC ดังนั้น นร ที่ ขณะสอบโทอิค จะมีปัญหาในการปวดปัสสาวะ ตั้งแต่ในช่วงการสอบ Listening และ นร ไม่สามารถออกจากห้องสอบได้ วิธีแก้ คือ นร ไม่ควรดื่มน้ำหรือดื่มน้ำก่อนสอบ อย่างต่ำ 3 ชั่วโมง เป็นต้น
 
---
105. ( ต่อจากข้อ 104. ) ขณะสอบโทอิค ถ้ามี ผู้สอบคนใดคนหนึ่งรบกวนผู้สอบคนอื่น โดยเฉพาะการที่มีผู้สอบ ลบยางลบเสียงดัง รบกวนผู้อื่น จะมีเกิดขึ้นทั้งการสอบ Listening นอกเหนือจาก Reading มีผลต่อสมาธิของผู้สอบคนอื่น ดังนั้น ผู้สอบอย่าวอกแวกเป็นอันขาด เพราะสมองทำงานแบบอนุกรม ถ้า นร วอกแวกจะทำสอบการฟังไม่ได้
 
---
104. ขณะสอบโทอิค ถ้ามี ผู้สอบคนใดคนหนึ่งรบกวนผู้สอบคนอื่น เช่น นอนกรนส่งเสียงดัง ลบยางลบเสียงดัง เขย่าเท้ารบกวนคนอื่น ดังนั้น นร สามารถบอกผู้คุมสอบได้ให้เตือนในช่วงการสอบ Reading และ ไวยากรณ๋ได้
 
---
103. ( ต่อจากข้อ 102 ) การใช้เทคนิค Content in Brief การเรียนรู้รูปแบบประโยคหลายร้อยรูปแบบด้วยการฝึกพูดประโยคสั้นในรูปแบบประโยคกลุ่มคำ Preposition Noun Clause, กลุ่มคำนาม หรือ อื่นๆ สามารถต่อยอดกับการพูดประโยคยาวๆด้วยเทคนิคปรับแต่งประโยคภายหลัง มีประโยชน์กับการทบทวนความเข้าใจของทักษะระดับประโยคของ นร ทำให้ นร เลิกเริ่มต้นการพูดด้วยการเลือกใช้คำศัพท์ก่อนการเลือกใช้รูปประโยค
 
---
102. ( ต่อจากข้อ 101 )  การใช้เทคนิค Content in Brief การเรียนรู้รูปแบบประโยคหลายร้อยรูปแบบด้วยการฝึกพูดประโยคสั้นในรูปแบบประโยคกลุ่มคำ Preposition ที่เป็นสำนวน ทื่ฝรั่งใช้พูดจริงๆ สามารถต่อยอดกับการพูดประโยคยาวๆด้วยเทคนิคปรับแต่งประโยคภายหลัง เพราะการพูดเป็นพื้นฐานของการเขียน เมื่อคุ้นเคยกับการเลือกไวยากรณ์และรูปแบบประโยคมาใช้ให้หลากหลาย จะดีกว่าการจำกัดแบบเลือกใช้แต่รูปแบบประโยคหรือไวยากรณ์ไม่กี่เรื่อง 
 
---
101. ด่วน ! สถาบันมีนวตกรรมต่อยอดด้วย เทคนิค Content in Brief การเรียนรู้รูปแบบประโยคหลายร้อยรูปแบบด้วยการฝึกพูดประโยคสั้นในรูปแบบประโยคกลุ่มคำ Preposition ที่เป็นสำนวน ทื่ฝรั่งใช้พูดจริงๆ เพื่อพร้อมต่อยอดพูดประโยคยาวๆ ได้ภายหลัง

---
100. สถาบันสามารถตรวจการ Writing ภาษาอังกฤษสำหรับการสอบ TOEIC , IELTS ด้วยการอุดจุดอ่อนสองประเด็น คือ การเรียบเรียงประเด็นให้สอดคล้องกับ English Comprehension 4 ข้อ และ ความถูกต้องมากน้อยของทักษะระดับประโยคกับไวยากรณ์

---
99. สถาบันเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปโทรขอคำปรึกษาเรื่องการวิเคราะห์ฐานคะแนนเบื้องต้นของผู้สอบ จากสูตรการพยากรณ์คะแนนโทอิคของสถาบัน ที่ช่วยวิเคราะห์ฐานคะแนนดังกล่าว
 
---
98. ( ต่อจากข้อ 97. )  การกามั่วจะมีความเสี่ยงกับการสอบ TOEIC เนื่องจากส่วนใหญ่ ข้อที่ นร ทำไม่ทัน คือ ระดับข้อยากโทอิคที่มีการถ่วงน้ำหนักคิดคะแนนสูงกว่าข้ออื่น ถ้าผู้ร่วมสอบรอบเดียวกันทำข้อยากโทอิคได้ แต่ นร บางคนทำไม่ได้ คะแนนจะถูกทิ้งห่างมาก เพราะคนทำข้อยากได้ จะได้คะแนน Bonus ที่เป็น Percentile Rank ที่สูงได้
 
---
97. ศูนย์สอบ ต้องการให้คนที่ไม่เตรียมตัวและเสี่ยงโชคมาสอบซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ เพื่อทำให้เขาได้รายได้อย่างต่อเนื่อง
และ ศูนย์สอบ คงไม่ต้องการให้คนที่ไม่รู้ที่มา มากามั่วเพราะทำไม่ทันกาแถวเดียวแล้วคงได้ TOEIC 700 หรือ 800 แล้วมาทำลายความน่าเชื่อถือของศูนย์สอบ ซึ่งตามจริง คนกามั่วแถวเดียวคะแนนที่ได้จะไม่เกิน 10 % จากที่กามั่ว
 
---
96.  ปัจจุบัน นร สถาบันที่กำลังฝึกซ้อมเพื่อสอบ TOEIC ได้เพิ่มเติมกับการทำแบบฝึกหัดการสอบ IELTS การฟังการอ่านเสริมเพิ่มเติมเพื่อสามารถใช้เทคนิคลงลึกของสถาบันได้มากขึ้น มีตำราที่ขายในท้องตลาดไม่กี่เล่มที่เป็น IETLS  ซึ่งมีสำเนียง Great Britain English ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับ นร
 
---
95. จากคำสัมภาษณ์ของคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะนคร กล่าวถึง การพัฒนาความรู้ โดยเฉพาะด้านภาษา
อังกฤษ ของ คนเวียดนามโพ้นทะเล เรียกว่า เวียดเกียว โดยใช้ Assertive Model ในการเรียนรู้ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ผ่าน การฟังก่อนการพูด ทำให้ คนเวียดเกียว หรือ นร เวียดนามที่ไปศึกษาต่อเมืองนอก สามารถพัฒนาภาษาอังกฤษใช้ได้อย่างจริงๆ และลงลึก ทำงานและนำเงินกลับสู่เวียดนามมากกว่า 8000 ล้านดอลล่าร์
 
---
94. ผู้สอบ TOEIC , IELTS ที่เป็น นร จีน โดยเฉพาะ เขตพิเศษ เมืองเซี่ยงไฮ้ นร เหล่านั้น จะขยันและเรียนภาษาอังกฤษที่สามารถลงลึกใช้ได้จริง โดยที่ นร เหล่านี้ได้เปลี่ยนทัศนคติการเปลี่ยนจากสิงห์สนามเรียนเป็นนักสอบมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จได้ และ มี นร จีนมากกมายที่มาสอบ TOEIC , IELTS ที่เมืองไทย ที่ไม่มีทัศนคติกามั่ว เพราะ พวกเขารู้ว่า หนึ่งข้อที่กามั่ว คือ เงินที่ไม่ต่ำกว่า 5 บาท นั่นเอง
 
---
93. ผู้สอบ TOEIC , IELTS มีส่วนที่เหมือนกัน คือ ในอนาคตอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า คนทำงานที่สอบ TOEIC เพียงการฟังและอ่าน เพื่อยื่นสมัครงาน นร เหล่านี้ อนาคตจำเป็นต้องปรับตัวเหมือนผู้สอบ IELTS ที่ต้องนำคะแนนไม่ใช่แค่ฟังกับอ่านแต่ต้องมีพูดกับเขียน เพื่อนำไปสมัครงาน ปัจจุบัน การทำงานที่เมืองนอก หรือ การเรียนต่อเมืองนอก ต้องใช้คะแนน IELTS ที่ได้มาตรฐานระดับ 6.5 กับการสอบแบบบ Academic IELTS
 
---
92.  ผู้สอบ TOEIC , IELTS , TOEFL  ต้องรีบเปลี่ยนทัศนคติ สิงห์สนามเรียน เรียนเพื่อรู้ เรียนเพื่อลืม เรียนไปเรื่อยๆ มันไม่เพียงพอกับ การสอบข้อสอบที่มีการพัฒนาระดับความยากในทุกปี อย่างเร็วที่สุด ภายใน 6 เดือน ต้องเปลี่ยนจากสิงห์สนามเรียนให้กลายเป็นผู้สอบมืออาชีพ ให้เร็วที่สุด ศูนย์สอบโทอิค จึงมีนโยบายการเปิดให้ Audition เพื่อให้ นร ได้สัมผัส การสอบการฟังของจริงที่แตกต่างจากแบบฝึกหัดที่ขายในท้องตลาด
 
---
91. ( ต่อจากข้อ 90 )  ผู้สอบ TOEIC หลายคนทราบว่า การสมัครเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรือ การเลื่อนตำแหน่งไปเป็นระดับ Supervisor ของพนักงานต้อนรับ ต้องได้คะแนนโทอิคมากกว่า 600 และ มีแนวโน้มที่ต้องสอบ การพูด และทักษะอื่นๆ ภายหลังจากการยื่นคะแนนโทอิค
 
---
90. ผู้สอบโทอิค ต้อง ปูพื้นปรับพื้น ทักษะระดับประโยค และ ไวยากรณ์ และ ผ่านการสอบที่ได้มาตรฐาน จับเวลาจริง ( ไม่ใช่จัดสอบเองที่บ้าน เนื่องจากที่บ้านของ นร ไม่ได้มีสภาพแวดล้อมในการสอบจริง ) และ ต้องรีบเผด็จศึกการสอบโทอิค ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ควรซื้อเวลา อย่างน้อย นร ที่สอบที่สถาบันทุกสองชั่วโมง แล้ว นร เกิดพัฒนาการด้านการลงลึกการฟัง การอ่าน ศัพท์ ไวยากรณ์ ดูจากคะแนนเฉลี่ยที่สอบ ก็สามารถพร้อมสอบได้ในระยะเวลาอันสั้น

---
89. ( ต่อจากข้อ 88 ) การเตรียมตัวสอบแบบประเภทอ่านเฉลยแบบฝึกหัดที่ขายในท้องตลาดอัดเข้าไปในหัวก่อนสอบหนึ่งหรือสองชั่วโมง นับเป็นการผิดหลักการและวัตถุประสงค์ฝึกภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารในเชิงธุรกิจ จะเป็นไปได้ยากมาก ถ้าผู้สอบไม่ลงลึกถึงรูปแบบประโยคและทักษะระดับประโยค การต่อยอดเพื่อจะสามารถพูดหรือเขียนได้ในอนาคต ซึ่งอย่างน้อยคือการเขียนภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจผ่านอีเมล์จะทำได้ยาก และ จะมีปัญหากับการขึ้นเงินเดือนหรือเพิ่มค่าตัวในการย้ายงานในอนาคต
 
---
88. ( ต่อจากข้อ 87 ) การเตรียมตัวสอบแบบประเภทอ่านเฉลยแบบฝึกหัดที่ขายในท้องตลาดอัดเข้าไปในหัวก่อนสอบหนึ่งหรือสองชั่วโมง นับเป็นการผิดการทำงานของระบบสมอง เพราะสมองไม่ได้ออกแบบมาให้จำอะไรเยอะๆ ในระยะเวลาอันสั้น การบีบสมองให้จำมันจะลืม ทั้งที่ผู้สอบรู้อยู่แล้วว่า ศูนย์สอบไม่มีทางเอาแบบฝึกหัดทีขายในท้องตลาดออกสอบซ้ำอยู่แล้ว หรือ การสอบ Listening ของ TOEIC , IELTS มันก็เร็วกว่าข้อสอบจริง การอัดเฉลยเข้าไปในหัวไม่กี่นาทีก่อนสอบทั้งที่เข้าไปห้องสอบแล้วก็ลืม จึงเป็นวิธีที่เสี่ยงมาก ....
 
---
87. การเตรียมตัวสอบโทอิคด้วยการอ่านเฉลยแบบฝึกหัดที่ไม่มีการออกซ้ำกับข้อสอบศูนย์สอบโทอิคก่อนการสอบสักสองหรือสามชั่วโมงจะไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใด หรือ ผู้สอบบางคนนิยมฝึกฟังเพลงอย่างเดียวแล้วไปสอบโทอิค บางคนอาจได้คะแนนเยอะ หรือ บางคนได้คะแนนไม่เยอะ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่บทความที่ใช้สอบการฟังจำเป็นต้องฝึกเรื่องความเข้าใจรูปประโยคและศัพท์ นอกจากจะทำให้สอบการฟังของ TOEFL Paper Based หรือ IELTS หรือ TOEIC ได้แล้ว ยังทำให้การฟังในการทำงานจริงที่ใช้ภาษาอังกฤษธุรกิจจะทำได้ง่ายขึ้น ....
 
---
85. ( ต่อจากข้อ 84 ) โครงสร้างคะแนน TOEIC ที่ ทำให้ได้มากกว่า 700 จะแตกต่างจาก นร ที่ต้องการ 550 นั่นคือ นร ต้องมีคะแนนไม่การฟังก็ต้องการอ่านหรือไวยากรณ์ที่ต้องมากกว่าหรือใกล้เคียง 400 ซึ่ง นร สามารถพัฒนาสู่การลงลึกการฟังก้าวกระโดดให้ได้การฟังมากกว่า 400 และ ขอให้สอบการอ่านและไวยากรณ์ ได้คะแนนเลย 320  และทำตามเวลาที่กำหนดไม่เกิน 40 วินาทีต่อข้อ อ่านบทความไม่ควรเกิน 3 นาที และ ทำให้การอ่านให้เสร็จก่อนไวยากรณ์ และอย่าเหลือข้อหรือถ้าต้องเหลืออย่าเกิน 10 ข้อ และ พยายามแยกสำเนียงฝรั่งและรับมือการฟังเร็วให้ได้คะแนนการฟังมากกว่า 400 จะมีโอกาสได้เกิน 700 จากสถิติของ นร สถาบันที่ประสบความสำเร็จกับการพิชิตข้อสอบ Unseen ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้ ...: )
 
---
84. ( ต่อจากข้อ 83 ) โครงสร้างคะแนน TOEIC ที่ ทำให้ได้ 550 จะแตกต่างจากให้ได้ 700 เพราะ สมมติฐานทำให้ได้บรรลุเป้าคะแนนไม่สูงแบบ 550 ต้องอาศัยการทำข้อระดับง่ายให้ถูก มิฉะนั้นระดับข้อยากโทอิคจะทำไม่ได้ โดยที่ ข้อสอบโทอิคไม่ใช่คิดข้อละ 5 แต้ม หรือ เป็นไปไม่ได้ที่ ใช้แนวคิดทำแค่บาง Part แล้วคงคิดว่าได้คะแนนสูง ถ้า นร ทำข้อยากโทอิคไม่ได้ คะแนน Percentile Rank จะน้อยเป็นฐานให้คนที่ทำข้อยากโทอิคได้ จะได้ Rank ทีสูงกว่า หรือ ถ้า นร เหลือข้อจำนวนมาก จะกามั่วแถวเดียวจะมีโอกาสถูกไม่เกิน 10 % หรือ กาทันทีตามความรู้สึกโดยไม่ผ่านกระบวนการตัดChoice ด้วยการเทียบ Keyword ก็จะมีโอกาสผิดมากกว่า 3 ใน 4 หรือ 75 % ดังนั้น การทำสอบให้ได้ทุก Element ของ TOEIC ย่อมจะลดความเสี่ยงได้มากกว่า ...: )   
 
---
83. โครงสร้างคะแนน TOEIC ที่ นร จะทำให้ได้มากกว่า 550 จำเป็นต้องให้เหลือข้อ Reading และ ไวยากรณ์ให้น้อยที่สุด ไม่ควรเกิน 5 ข้อ เพราะส่วนใหญ่ข้อที่เหลือจะเป็นข้อยากโทอิคที่คูณถ่วงน้ำหนักคะแนนมากกว่าข้ออื่น และ ต้องเชื่อในสมมติฐาน ถ้าทำข้อง่ายไม่ได้ โอกาสจะทำข้อยากให้ได้จะน้อยลง ใน Reading จะมีข้อยากครึ่งต่อครึ่งในส่วนบทความที่เป็น Double Passage ที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ... : )
---
82. ( ต่อจากข้อ 81 ) มี นร หลายท่านที่มีเป้าหมายในการได้คะแนน TOEIC อย่างต่ำ 550 แต้มเพื่อผ่านการทดลองงาน หรือ เพื่อผ่านการสมัครงานรอบแรก เช่น การรับสมัครของ กฟผ. หรือ เงื่อนไขที่ต้องทำก่อนจบปริญญาโท การตั้งเป้าที่ไม่สูง จะต้องมีความรู้ในการสอบครบหัวข้อ โดยเฉพาะ ไวยากรณ์ 7 บทอย่างน้อยที่สุด ที่ต้องสอบผ่าน และ การอย่าเหลือข้อ Reading หรือ เหลือข้อที่ไม่ได้ทำเกิน 10 ข้อ คะแนนการฟังไม่ควรต่ำกว่า 350 ถ้า นร ที่ไม่เตรียมตัว อ่านแต่เฉลยแบบฝึกหัดทั่วไปแล้วไปสอบ ทำให้ไม่ได้ความรู้ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ เมื่อพบกับข้อสอบ Unseen แบบ TOEIC ที่มีการปรับปรุงให้ยากขึ้น จะตัดโอกาสที่ได้คะแนน 550 ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะคิดเลือกทำแค่บางข้อหรือบาง Part นั่นเอง
 
----
81. ( ต่อจากข้อ 80 )  สามปัจจัยที่มีผลต่อ นร ที่ไปฝึกเองเป็นอุปสรรคทำให้คะแนนการฟังการอ่านพัฒนายากขึ้น หรือ ภายหลังนำคะแนนไปยื่น นายจ้างต้องทำการทดสอบการใช้ภาษาอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง คือ ปัจจัยด้านความรู้ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ที่ไม่แน่น ต่อมา คือ การไม่เข้าใจระบบอุปสรรคสมอง สุดท้าย คือ การลดอุปสรรคผลทางจิตวิทยาที่ทำให้ นร ไม่กล้าฝึก เป็นต้น

---

80. ( ต่อจากข้อ 79 ) นร ที่สอบโทอิคหลายครั้งแบบไม่เตรียมตัว มีแต่คะแนนลดลง เมื่อไม่ทราบวัตถุประสงค์การสอบโทอิคทั้งสองข้อ คือ วัดประยุกต์ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์สู่การพูดฟังอ่านเขียนในภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจ และ ทักษะการตัดสินใจการทำข้อสอบในระยะเวลาจำกัด ข้อสอบเยอะ เวลาน้อย จะทำให้ นร ไม่ทราบเตรียมในวิธีที่ถูกต้อง ผลคือ การฝึกเองด้วยการกาง Tape Script แล้วอ่านแล้วฟังไปด้วย หรือ ฟังไปแล้ว retape แล้วจดในกระดาษ ล้วนแต่ทำให้ความมั่นใจในการสอบจริงลดลง เพราะ การสอบจริงไม่มีการ รีเทป ไม่มีให้เทป สคริป ไม่มีกระดาษมาให้จด นั่นเอง .. : )

----

79. ( ต่อจากข้อ 78 )  นร ที่สอบโทอิคหลายครั้งแบบไม่เตรียมตัว มีแต่คะแนนลดลง อาจจะไม่ทราบวัตถุประสงค์การสอบโทอิคข้อที่ 1 คือ ศูนย์สอบโทอิคต้องการให้ผู้สอบสามารถประยุกต์ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์สู่การพูดฟังอ่านเขียนในภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจแล้วทำให้ฝรั่งเข้าใจความหมายในมุมมองของฝรั่งไม่ใช่ความหมายภาษาอังกฤษแบบภาษาไทย เพราะ นร ที่ได้คะแนน 650 สามารถสอบพูดเขียนกับศูนย์สอบโทอิคได้ แนวโน้มนายจ้างจะเริ่มไม่นิยมให้ผู้ทดลองงานในสามหรือสี่เดือนแค่ยื่นคะแนนพอผ่านๆเพื่อให้ตัวเองเข้าทำงานจริงได้ เขาอาจจะทดสอบพื้นฐานการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานจริง และ ตรวจสอบพนักงานเป็นระยะๆ  .. : )

----

78. ( ต่อจากข้อ 77 ) นร ที่สอบโทอิคหลายครั้งแบบไม่เตรียมตัว มีแต่คะแนนลดลง เพราะไม่ทราบวัตถุประสงค์การสอบโทอิคข้อที่ 2 คือ ศูนย์สอบต้องการวัดทักษะการตัดสินใจท่ามกลางสภาวะเวลาจำกัด ข้อสอบเยอะ ข้อสอบยาก ผู้ที่ตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึก ความคุ้นเคย ไม่ได้ใช้ความรู้ หรือ หลักเกณฑ์ How To ลงลึกในการทำจริงๆ มีโอกาสที่จะกามั่วกับ Choice สี่ข้อ มีโอกาสผิดหนึ่งในสาม หรือ 75 % ทันที การตัดสินใจที่ดีต้องมีความรู้ทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ในบทที่โทอิคหรือIELTS ทดสอบ มันจะมั่วไม่ได้เพราะเราไม่ได้ให้คะแนนตัวเราเอง ฝรั่งที่เขาไม่ต้องการให้ภาษาเขาวิบัติจะเป็นคนให้คะแนนเรา ไม่ใช่ตัวเรา .. : )

----

77.  นร ที่ไม่เคยไปลอง Audition ไปฟังข้อสอบ Listening จริงของข้อสอบโทอิค สามารถติดต่อศูนย์สอบโทอิคได้ จะทำให้ นร แยกแยะความแตกต่างระหว่างแบบฝึกหัดที่ขายตามท้องตลาดที่จะไม่มี Listening ที่เร็วเท่ากับข้อสอบจริง และ จะได้กลับมาเตรียมพร้อมหาวิธีพัฒนาตัวเองลงลึกเพื่อให้สอบได้จริงๆในระยะเวลาอันสั้นต่อไป .. : )

----

76. แนวโน้มของนายจ้างที่ต้องการให้ผู้สอบโทอิคที่ยื่นคะแนนการฟังการอ่าน ปัจจุบันเริ่มมีทิศทางที่ให้ลูกจ้างหรือผู้สมัครงานสามารถเขียน Writing ได้ โดยเฉพาะการเขียนอีเมล์โต้ตอบด้าน Business English จึงไม่แปลกที่หลายองค์กรปัจจุบัน เริ่มมีการทดสอบภาษาอังกฤษต่างหากหลังจากรับยื่นคะแนนโทอิคแล้ว ...

----

75.  ตอนนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต กำลังเปิดรับสมัครพนักงานคัดเลือกรอบแรก โดยต้องมีคะแนนโทอิค 550 เพื่อสมัครงาน แต่ นร ควรมองการณ์ไกล ควรพัฒนาตัวเองให้ได้คะแนนมากกว่า 700 โดยเฉพาะวิศวกร เพราะ องค์กรใหญ่หลายแห่งกำลังใช้เป็นมาตรฐานวัดคนทำงาน โดยเฉพาะ ปตท

----

74. นร ที่คิดไปเองว่า ตัวเองคงไม่มีจุดอ่อนการฟัง การอ่าน และ ไม่ตรวจสอบ Error หรือ ไม่ตรวจจุดอ่อนตัวเอง หรือ คิดว่าตนเองไม่มี Error ไม่ฝึกซ้อมนอกห้อง หรือ ฝึกซ้อมการฟังการอ่านผิดวิธี หรือ ฝึกตามยถากรรมโดยเปิดเฉลยหรืออ่าน Tape Script การฟังอย่างเดียว ทำลายความมั่นใจตัวเองทางอ้อม เพราะ สอบจริงเขาไม่มีสคริปการฟังให้และฟัง Listening ที่เร็วรอบเดียว รวมถึง คิดว่าเรียนไวยากรณ์แต่ไม่ซ้อมดึงไวยากรณ์จากสมองออกมาเป็นรูปประโยคเพื่อสอบการฟังอ่านพูดเขียน ไม่ฝึกนอกห้องเพื่อเกิดทักษะ หรือ ฝึกผิดวิธีตามยถากรรม ทำให้ นร เสียเวลาเปล่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทัศนคติที่ส่งผลเสียต่อการสอบ TOEIC , IELTS ระยะยาว ...

---

73. มี นร หลายคนเข้าใจว่า การคิดคะแนนหนึ่งข้อของ โทอิค ต้องห้าแต้ม จึงทำให้ นร หลายคน คิดว่า ทำข้อสอบแค่บาง Part ก็พอ คะแนนมันคงได้เยอะ แต่พอสอบหลายครั้ง คะแนนที่ได้ไม่ขึ้น ก็หาสาเหตุไม่ได้ หรือ คิดว่า ข้อสอบ NEW TOEIC คงไม่สอบไวยากรณ์ ฝึกฟังอ่านไม่ต้องลงลึก ดูเฉลยแบบฝึกหัดก็สอบได้ แต่คะแนนก็ไม่ขึ้น แท้จริง โทอิคคิดคะแนนแต่ละข้อถ่วงน้ำหนักต่างกัน และ สอบไวยากรณ์อย่างต่ำ 7 เรื่อง และ คนที่กางเฉลยอ่านก่อนสอบ จึงมีความรู้ไวยากรณ์ทักษะระดับประโยคไม่เพียงพอ จึงสอบแบบลงลึกการฟังการอ่านไม่ได้ ทำให้คะแนนไม่ขึ้น .... : )

----

72. ( ต่อจากข้อ 71 ) นร ที่จะสอบเพื่อให้ได้คะแนน TOEIC , IETLS ก้าวกระโดด ต้องลดค่านิยมที่เป็นอุปสรรคสำคัญ คือ การอยู่ในสภาพที่ตัวเองคุ้นเคย เรียกว่า Comfort Zone จากที่สำรวจ โดยที่สถาบันจะทำการสอบจริงทั้งนิวโทอิคและไอเอล พบว่า นร ที่เน้นสอบกับสถาบันมากๆ ซึ่งเป็นเรื่องดี หลังจากที่ปูพื้นปรับพื้นและเรียนตามหัวข้อที่กำหนดในช่วง 15 วันแรก แต่ถ้าไม่ฝึกนอกห้องตามที่สถาบันกำหนด สอบหลายครั้ง คะแนนมันจะขึ้นช้า หรือ ไม่ขึ้น การฝึกนอกห้องและทบทวนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยค ส่งผล > 60% ..... ..... ทำไม ?

----

71. ( ต่อจากข้อ 70 ) นร ที่จะสอบเพื่อให้ได้คะแนน TOEIC , IETLS ก้าวกระโดด ต้องลดค่านิยมที่เป็นอุปสรรคสำคัญ คือ การอยู่ในสภาพที่ตัวเองคุ้นเคย เรียกว่า Comfort Zone จากที่สำรวจ นร บางคนจะมีทัศนคติคุ้นเคยเรียนไวยากรณ์อัดเข้าหัวเรื่อยๆ ลืมไม่เป็นไร เสียเงินเป็นแสนก็ไม่เป็นไร แต่ไม่เน้นฝึกลงลึกนอกห้อง ให้ดึงไวยากรณ์ออกมาเป็นรูปประโยคที่ใช้ในการฟังพูดอ่านเขียน เพราะไม่ออกจากสภาพเดิมเปิดใจหาวิธีดึงรูปประโยคออกจากหัวให้ได้นั่นเอง ..... ทำไม ?

----

70. นร ที่จะสอบเพื่อให้ได้คะแนน TOEIC , IETLS ก้าวกระโดด ต้องลดค่านิยมที่เป็นอุปสรรคสำคัญ คือ การอยู่ในสภาพที่ตัวเองคุ้นเคย เรียกว่า Comfort Zone และไม่คิดจะออกนอกสภาพนั้น ถ้าฝึกผิดวิธีก็นิยมที่จะฝึกแบบนั้นไปเรื่อยๆ แม้คะแนนสอบจะไม่ขึ้นก็ตาม นั่นคือ การไม่เปิดใจฝึกในเทคนิคใหม่ๆ เพื่อออกจาก Comfort Zone จะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี .....

----

69. มี นร โทรเข้ามาสอบถามถึงการสอบโทอิคที่ประเทศญี่ปุ่นกับ อ. ดังนั้น อยากให้ นร ทราบว่า ประวัติการสอบโทอิคมาจากการสอบ TOEIC ถือกำเนิดขึ้นจากคำร้องขอของกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและการอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่นที่ส่งมายัง ETS ในช่วงกลางของยุค 1970 ปัจจุบันการสอบ TOEIC ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่บัณฑิตมหาวิทยาลัย ซึ่งพบว่า บริษัทต่าง ๆ ใช้คะแนน TOEIC ในการรับสมัครพนักงานใหม่ จึงไม่แปลกที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบฝึกหัดโทอิคจำนวนมาก และ ETS ก็พัฒนาข้อสอบมาได้สามสิบกว่าปีแล้ว ดังนั้น การไม่เตรียมตัวสอบกับข้อสอบที่มีพัฒนาการอันยาวนานย่อมส่งผลร้ายมากกว่าผลดี .....

----

68.  นร ที่กำลังเรียนอยู่ที่สถาบันครูเกรียง สามารถขอรับ ประกาศนียบัตร จากโรงเรียนได้เพื่อนำไปประกอบการขอค่าเรียนจากต้นสังกัดหรือนำไปสมัครงานหรือเรียนต่อได้ ประกาศนียบัตรดังกล่าวจะมีลายเซ็นของผู้สอน และ นร ที่พัฒนาทักษะในระดับหนึ่งแล้วหรือสอบโทอิคได้แล้วสามารถนำประกาศนียบัตรดังกล่าวไปประกอบการสมัครงานสร้างความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น .... : )  

----

66. นร ที่เร่งเรียนเร่งสอบกับสถาบัน ภายใน 15 วันควรเรียนต่อเนื่องจะได้ความรู้ ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์และเทคนิคลงลึกการฟังการอ่าน Checklist ตรวจสอบจุดอ่อนการฟังการอ่านที่ปรับจากเมืองนอก อย่างแน่นอน ที่เหลือคือการสอบทุกสองชั่วโมงจริงที่เป็น IELTS และ โทอิค และ เก็บคะแนนวัดผล ตรวจสอบดูวิเคราะห์จุดอ่อนการพูดฟังอ่านเขียนของ นร ทุกแง่มุม .... : )

----

64. (ต่อจากข้อ 63) เนื่องจาก นร ที่เรียน IELTS , TOEIC กับ สถาบัน อ. มีชิ้นส่วนรูปแบบประโยคลักษณะ Business English เพิ่มเติม ม้นจะทำให้ นร สถาบันก้าวกระโดดการเขียนมากขึ้นเพราะรูปแบบประโยคหรือชิ้นส่วนประโยคของ Business English จะเป็นมาตรฐานในการใช้ภาษาอังกฤษทั่วโลก แต่การพูดจะเป็นอีกทักษะที่อาจต้องมีรูปแบบประโยคที่หลากหลายกว่า : )

----

63. นร ที่เรียน IELTS กับ สถาบัน อ. มีชิ้นส่วนรูปแบบประโยคที่เป็นภาษาอังกฤษแบบที่ใช้ในลักษณะ Business English เพิ่มเติม นอกเหนือจากจะให้รูปแบบประโยคที่ทำให้ นร สามารถเขียน Paragraph 8 เชิงได้ เนื่องจากการที่ นร IELTS จะผ่านเกณฑ์ที่เรียกว่า Grammartical Accuracy นร อาจจะใช้รูปแบบประโยคหรือชิ้นส่วนประโยคที่หลากหลายใน Business English มาเสริมในการเขียนได้นั่นเอง : )

------

62.  ตรุษจีนวันไหว้วันนี้ ขอให้ ชาวโทอิค ชาวไอเอลทุกคน ได้อนิสงส์ทั้งที่ อ. ทำบุญ หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ อ. ทำบุญ ให้ทุกคนได้อนิสงส์สอบโทอิค สอบไอเอล กันได้ทุกคนนะ ..... : )

------

61. ( ต่อจากข้อ 60 ) สถาบันได้สำรวจเพิ่มเติมอีกว่า ข้อสอบระดับชุดปานกลางโทอิคนั้น แม้จะมีระดับข้อง่ายโทอิคที่คิดคะแนนแบบถ่วงน้ำหนักไม่มาก ไม่เน้นศัพท์ประเภท Unseen มากใน Part Sentence Completion กับ Text Completion แม้ Listening จะไม่ยากมาก ยกเว้น Part ที่เป็น Short Talk แต่ ....

Reading จะมีข้อยากโทอิคและมีข้อที่เป็น Double Passage ซึ่งจะมีมากกว่าครึ่งหนึ่งจาก 14 -17 Passage ถ้า นร ประมาทข้อสอบชุดนี้ ทั้งที่คนอื่นก็ทำได้ หรือ ไม่เตรียมตัวสอบ หรือ ไม่เพิ่มเติมความรู้ เพียงแต่อ่านเฉลยแบบฝึกหัดแต่ไม่เรียนลงลึกไวยากรณ์ ทักษะระดับประโยค ศัพท์ ลงลึกทำลายอุปสรรคการฟัง การอ่าน จริงๆ และ ไม่ฝึกที่จะเป็นนักสอบมืออาชีพที่ต้องเตือนตัวเองเรื่องเวลาทำสอบ ดังนั้น นร ที่ประมาทจากสถิติที่ สถาบันรวบรวมมาพบว่า นร เหล่านี้ จะเหลือทำข้อไม่ทันมากกว่า 30 ข้อ และ ถ้าคะแนน Listening ไม่ดีจริงๆ หรือ ฝึกการฟังมาผิดวิธี ทำให้คะแนนจะไม่เกิน 550 แน่นอน ....

-----

60. ( ต่อจากข้อ 59 ) สถาบันได้สำรวจเพิ่มเติมอีกว่า ข้อสอบระดับชุดยากโทอิคนั้น จะเน้นมีศัพท์ประเภท Unseen ที่ใช้ในทางธุรกิจสอบใน Part Sentence Completion กับ Text Completion นับเป็นข้อยากโทอิคที่ นร ต้องให้ความสำคัญเพราะมีผลต่อคะแนน Percentile Rank ของ นร โดยที่สถาบันมีเทคนิคการท่องศัพท์ด้วยระบบสมองและเทคนิคเทียบรากที่ทำให้ นร สามารถเลือก Choice ที่เป็นคำตอบถูก ประกอบกับการตัด Choice ด้วยวิธีผ่าชิ้นส่วนคำ

-----

59. ( ต่อจากข้อ 58 ) สถาบันได้สำรวจเพิ่มเติมว่า ข้อสอบระดับชุดปานกลางกับชุดยากโทอิคที่ นร ทำสอบกันอยู่มีความแตกต่างกัน เนื่องจาก ข้อสอบชุดปานกลางมีโอกาสที่ นร ผู้เข้าสอบห้องเดียวกันจะทำได้คะแนนเพิ่มขึ้น เพราะ เน้นให้มี Reading เพิ่มขึ้น และมีไวยากรณ์สอบมากกว่าสอบศัพท์ใน Sentence Completion กับ Text Completion แต่ Listening จะไม่ยากมาก ต่างกับ ข้อสอบชุดยากโทอิคที่จะมี Listening ที่เร็วและยากกว่า ....

ดังนั้น นร ที่ไม่เตรียมพร้อมตัวเองก่อนสอบ หรือ ฝึกผิดวิธีตามความเคยชินที่ทำให้คะแนนไม่มากกว่า 550 หรือ ไม่ลงลึกพูดฟังอ่านเขียนไวยากรณ์ทักษะระดับประโยคและศัพท์ให้ได้จริงๆ หรือ อ่านแต่เฉลยแบบฝึกหัดไปเรื่อยๆ แต่ไม่เพิ่มความรู้กับตัวเองจริงๆ มันก็ยากที่จะรับมือกับข้อสอบทั้งสองแบบของศูนย์โทอิคได้

-----

58. เนื่องจากสถาบันได้ทำการสำรวจศูนย์สอบโทอิค พบว่า เดิมปกติวันธรรมดาส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีคนมาสอบเท่าไร ตั้งแต่เริ่มปี 53 จำนวนผู้สอบมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันวันธรรมดาจะมีผู้สอบอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะวันศุกร์ นอกเหนือจากวันเสาร์ที่มีคนสอบแน่นอยู่แล้ว นั่นแสดงว่า ข้อสอบโทอิคมีการปรับให้ยากขึ้น แต่ ....

ผู้สอบมิได้ปรับตัวเองหรือถีบตัวเอง ยังใช้วิธีการเดิมๆ ฝึกแบบเดิมๆ ยังเป็นแนวทางที่ทำให้คะแนนไม่ขึ้น หรือ ทำให้ได้คะแนนต่ำ แล้วอาศัยสอบซ้ำไปเรื่อยๆ โดยคิดว่า เสียเงินไปเรื่อยๆก็ไม่เป็นไร โดยไม่เปลี่ยนแนวมาเปิดใจใช้เทคนิคนวตกรรมลงลึกที่ทำให้สอบได้ จึงทำให้รับมือกับข้อสอบที่ยากขึ้นไม่ได้ และเมื่อคนที่ฝึกแบบไม่ลงลึกมาสอบในห้องเดียวกันในจำนวนที่มากพอ ทำให้คะแนนจะเกาะอยู่ในระดับที่ไม่สูง ส่งผลยิ่งทำให้คนที่ได้คะแนนสูงกว่า อันเกิดจากการฝึกฝนที่ลงลึกได้คะแนนโบนัสแบบ Percentile Rank เพิ่มขึ้น ช่วงห่างของคนคะแนนต่ำกับคนที่ได้คะแนนสูงจะมีมากขึ้น เพราะผลจากการที่ข้อสอบยากขึ้นนั่นเอง .....
 
-----
57. ( ต่อจากข้อ 56. ) ตอบคำถามน้องศรีในเว็ปบอร์ด krugrienktutor.com : น้องศรี ได้ 700 กว่ากับการสอบครั้งแรก ภายหลังเรียนกับ อ. เกรียง น้องเตรียมตัวเป็นแอร์ได้แล้วนะ ขอให้น้องประสบแต่ความรุ่งเรืองต่อไปและตลอดไป

อ. ขอตั้งข้อสังเกตกับ นร หลายคน แต่ไม่ได้เป็นการวิพากษ์ แค่สงสัยว่า นร ที่ยังฝึกตามยถากรรม ฝึกตามความเคยชินตัวเอง แล้วทำให้สอบยังไง กี่ครั้ง ยังไง ก็ได้คะแนนไม่เกิน 400 บ้าง ไม่เกิน 450 บ้าง ไม่เกิน 550 บ้าง โดยไม่สนใจ หรือ ไม่เปิดใจ การใช้เทคนิค How To หรือ นวตกรรม อะไรใหม่ๆ แล้วคิดว่า จะใช้วิธีกาข้อสอบแบบเดิมๆ แบบเร็วๆ ตามความคุ้นเคยที่ทำให้ได้ไม่เกิน 550 แล้วนิยมสอบวันเว้นวัน วันเว้นสัปดาห์ ไปเรื่อยๆ แล้วจะทำให้ได้ New TOEIC เกิน 700 ได้อย่างไร
 
สรุปว่า ผู้ที่จะสอบให้ได้คะแนนมากกว่า 550 ต้องคิดให้เหมือนกับคนสอบให้ได้ 700 นั่นเอง ทุกคะแนน ทุกข้อมีค่า เพราะ ค่าสอบ 1200 ตกข้อละ 7 บาท
 
------ 
56. คุณวิไลลักษณ์ อุดมสันต์ ตามทุกอย่างอย่างที่เรียนเป็นแบบนวตกรรม ทุกเทคนิค ทุกการฝ่าด่านอรหันต์ที่กำหนดของสถาบัน ตามที่ อ. เขียนในเว็ป และ สอบ ตามการวางแผนเป็น Tactic พลิกเกมก่อนสอบ ที่ อ. โทรคุยบอก แทคติก พลิกเกม ก่อนสอบ 1 วัน ตอนกลางคืน และ คุณวิไลลักษณ์ ก็ทำตามทุกอย่างอย่างที่อาจารย์ได้โค้ชชิ่ง แต่ นร บางคนอาจจะยังไม่ได้ทำตามเทคนิคของอาจารย์บางอย่าง โดยเฉพาะ การใช้เทคนิค Reverse Keyword เพื่อเดา Unseen Vocab ใน Reading จึงอาจจะยังมีปัญหาการสอบอยู่
 
------
55. ล่าสุด !!! ขอแสดงความยินดีกับ นร. สถาบันสองท่านที่สอบครั้งแรกก็ได้คะแนนดังกล่าว คือ

คุณ วิไลลักษณ์ อุดมสันต์ หรือ น้องศรี อดีตพนักงานต้อนรับโรงแรมชื่อดังที่กำลังสมัครแอร์โฮสเตส เรียนกับสถาบันครูเกรียง 3 สัปดาห์ผ่านด่านของสถาบัน สอบครั้งแรกได้ 705 คะแนนการฟัง 420 คะแนนการอ่านและไวยากรณ์ได้ 285

คุณมุก หรือ น้องปาณิชชา เจติยานุวัตร เกียรตินิยมอันดับหนึ่งของครุศาสตร์จุฬา สอบครั้งแรกภายหลังเรียนสถาบัน ครูเกรียงสองสัปดาห์ ได้คะแนน 575 คะแนนการฟัง 310 และ คะแนนการอ่านและไวยากรณ์ได้ 265

และ นร ของสถาบันรุ่นหลังน้องนาฏยา กำลังทะยอยสอบกันอยู่นะครับ ....
โปรดติดตาม เรื่องราวการต่อสู้ของ นร เหล่านี้ที่เว็ปบอร์ด www.krugrienktutor.com
 
------
54. แม้ว่าจาก Motto ของ TOEIC จะบอกถึง การสอบโทอิคที่คิดคะแนนการฟังครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด มี Motto ว่า Listening Learning และ Leading แต่ว่า การฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ แน่นอน นร ต้องเริ่มต้นจากการฟัง เพื่อจะได้ตามและเก็บสะสมประสบการณ์กับรูปประโยคที่หลากหลายเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านการฟัง แต่การพัฒนา ไม่จำเป็นต้องฟังก่อน หรือ อ่านก่อน สามารถพัฒนาการเขียนและการพูดได้พร้อมกัน ....
 
----
53.  นร ผู้สอบโทอิคต้องติดตามข่าวสารกับศูนย์สอบโทอิคว่า มีการเปิด Audition เมื่อไหร่เพื่อให้คนภายนอก ฟังข้อสอบการฟังโทอิคเป็นตัวอย่างจริงที่ไม่ใช่แบบฝึกหัดขายตามท้องตลาด เมื่อ นร ได้ Audition จะทำให้รู้แนวข้อสอบทั้งข้อสอบชุดยากหรือชุดง่ายได้เบื้องต้น ทำให้ เราสามารถเตรียมตัวสอบได้อย่างถูกต้อง ก่อนการสอบจริง
 
-----
52. อ. ขอมาเล่าเรื่องที่น่าประทับใจ เกี่ยวกับ นร ที่ประสบความสำเร็จที่ผ่านสถาบัน อ. เกรียง คือ คุณ นุช หรือ น้อง พรทิพย์ เขียววิมล ที่ได้คะแนน TOEIC ได้ 735 โดยการฟังได้ 435 น้องเขาสามารถเปลี่ยนงานเดิมที่เป็น IT Internal Audit ที่ไทยพาณิชย์ได้เงินเดือนระดับเลขสอง แต่พอได้คะแนนโทอิคแบบก้าวกระโดด สมัครงานเปลี่ยนงานทันทีภายใน หกเดือน ผลคือ .....
 
ได้งาน IT Internal Audit ของ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ปรึกษาบัญชีต่างชาติ ชื่อว่า KPMG Thailand ได้เงินเดือนก้าวกระโดดมากกว่าเดิมสองเท่าครึ่ง เกือบเลขห้า ทำไมเราต้องสอบโทอิคแบบพัฒนาศักยภาพทางภาษาลงลึกจริงๆ มิใช่ฉาบฉวย หรือ ซื้อเวลา ซื้อความหวังลมแล้งๆไปเรื่อยๆ หรือ เน้นไสยศาสตร์มากกว่าหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รู้ที่มาที่ไปจริงๆที่ทำให้ตัวเองสอบได้ ก็เพราะว่า เราทุกคนต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงานในอนาคตท่ามกลางการแข่งขันด้านแรงงานที่รุนแรงภายหลังการเปิดเขตการค้าเสรี AFTA ในอาเซียน ภาคบริการหรือแรงงานโลกาภิวัฒน์นั่นเอง
 
--- 
51. มี นร หลายคนที่ถามคำถาม อ. เกี่ยวกับ ข้อสอบโทอิคที่ให้ความสำคัญกับการสอบศ้พท์ Unseen Vocab ดังนั้น อ. ขออธิบายอีกครั้งว่า ข้อสอบชุดยากนิวโทอิคจะมีการสอบศ้พท์เกือบ 10 ข้อ เป็นข้อที่คูณถ่วงน้ำหนักคิดคะแนนมากสุด ถ้า นร ไม่ให้ความสำคัญ คะแนน Percentile Rank ที่เป็นโบนัสเสริมจากคะแนนดิบ ของ นร อาจจะได้น้อย และ ถ้า นร ในรอบนั้น สามารถทำข้อสอบศัพท์ในโทอิคได้ นร ที่เกลียดศัพท์จะลำบาก นร จึงควรให้ความสำคัญกับศัพท์ภาษาอังกฤษเพราะมันเป็นรากฐานสำคัญกับการพัฒนา Speaking และ Writing ในอนาคต
 
-----
 
50. นร หลายคน ชะล่าใจเรื่องการท่องศัพท์บ้าง เพื่อสอบ TOEIC หรือ IELTS แม้ว่า นร บางคน นิยมเดาศัพท์ Unseen โดยการใช้บริบทรอบข้างคำศัพท์ดังกล่าวในบทความ Reading โดยไม่หา Keyword มาประกอบการเดาความหมายของ Unseen Vocab ข้อเตือนใจคือ การเดาศัพท์ Unseen แบบรีบเดาพอคร่าวๆ ไม่เน้นหลักการ อาจจะทำให้เดาได้เร็ว แต่มันจะมึนในกรณี นร ทำข้อสอบ Reading จำนวนหลายข้อเพราะ การเดาศัพท์ด้วยการใช้ความคุ้นเคยหรือความรู้สึก ย่อมมีผลต่อทำให้สมองล้ามากกว่า .....

-----

49. ข้อเตือนใจของ นร ที่ต้องปรับระบบคิดจากการทำคะแนนก้าวกระโดดในการฟังการอ่าน เป็น การเริ่มพัฒนาสู่การก้าวกระโดดการพูดกับการเขียน พบว่า การเขียนมาก่อนการพูด เพราะ เขียนแก้ได้ แต่พูด พูดผิดไปแล้วมันแก้ยาก ถ้าระบบคิดยังแปลไทยหนึ่งคำเป็นภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งคำมันจะมีปัญหา ทำให้พูดช้า และ อาจสื่อสารผิดพลาด เพราะ ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ มีการสื่อสารต่างกัน แต่ถ้า นร หมั่นเรียนรู้รูปประโยคในระดับให้ได้มากเป็นร้อยเป็นพันข้อ จะยิ่งได้เปรียบกับการเลือกนำมาใช้เป็นรูปแบบประโยคแทนที่จะแปลไทยคำเป็นอังกฤษคำ รูปแบบประโยคยิ่งเลือกนำมาใช้ก็จะไม่ลืมด้วย .....
 
----
 
48. ล่าสุด นร รุ่นใหม่ที่สอบ Reading แบบ Double Passage จับเวลาจริงที่ให้เวลาอ่านแค่ 2 นาทีครึ่งต่อหนึ่ง Passage มี นร หลายคนสามารถทำคะแนนเลยครึ่งหนึ่งอยู่จำนวนมาก จากคะแนนทั้งหมด แต่สถาบันได้รวบรวมข้อมูลพบว่า ผู้ที่ได้คะแนนยังไม่มากส่วนใหญ่จะทำ Reading ผิดลำดับ เห็นชัดว่า การอ่านคำถามก่อนแต่ไม่ยอมอ่านบทความจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี เพราะ จะไม่สามารถเทียบ Keyword จากคำถามกลับไปที่ Keyword ในบทความ เนื่องจากไม่เคยคิดอ่านบทความ หรือ อ่านลวกๆ ไปก่อน จึงไม่สามารถรู้ Keyword ของบทความที่จะมาใช้ตอบคำถามได้ .....
 
-----
 
47.  อ. ขอยกกรณีศึกษา น้องมุก ที่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เรียนจบสามปีครึ่ง ครุศาสตร์ จุฬา ปี 4  ปัจจุบันเป็น นร สถาบัน มีความตั้งใจสูงที่จะสอบโทอิคให้ได้คะแนนสูง คุณแม่เป็นชาวฟิลิปปินส์ น้องมุกเล่าให้ อ. เกรียงฟังว่า คุณแม่จะพูดภาษาอังกฤษที่เป็นสำเนียงของคนเอเชีย เสียงจะไม่มีอุปสรรคสำเนียงอมเสียงหดเสียงลากเสียง เหมือน พวกสหราชอาณาจักร  แต่ อ. ทำการแยกเสียงสำเนียงดังกล่าวให้ฟัง เพราะ .....
 
เนื่องจาก การสอบโทอิคจะมีสำเนียงดังกล่าวมาก แม้คนที่มีโสตประสาทการฟังที่ดี ก็ต้องทำการแยกเสียงให้ได้ เพื่อจะได้รับมือเร็ว ดังนั้น ไม่ว่าน้องฝน เภสัชจุฬา ที่เรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์ชาวฟิลิปปินส์ ( มอเอแบคมีอ. ฟิลิปปินส์เยอะ ม. หัวเฉียวก็มี ) รวมถึง น้องมุก จำเป็นต้องมีการปรับตัว เพราะข้อสอบ Part การฟัง Question Response จะมีอุปสรรคสำเนียงแบบนี้มาก และ ผู้ที่จะทำคะแนน Part นี้ได้ดี ต้องได้เทคนิควิเคราะห์หลุมพรางสอบแยก Keyword กับ อ. และ เทคนิคการเทียบ KeyWord และ ตัด Choice ประกอบกับ แยกสำเนียงให้ได้ระดับหนึ่ง  นร ดังกล่าวจะได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 80 % จาก นร หลายคนที่ประสบความสำเร็จของสถาบันที่ผ่านมา ..... : )

------ 

46.  นร รุ่นใหม่หลังรุ่นน้องนาฏยา ( นร คนล่าสุดที่ขึ้นทำเนียบคะแนนก้าวกระโดด ) มีจำนวนมากที่มาเรียน มีหลายคนที่เรียนอย่างต่อเนื่องเร่งเรียนเร่งสอบ สามารถทำคะแนนสอบนิวโทอิคจริงที่สถาบันจับเวลาจริง และ สามารถผ่านเกณฑ์ด่านอรหันต์ได้หลายด่าน เช่น น้องศรี ทำคะแนนสอบนิวโทอิค Part การฟัง คะแนนไม่ต่ำกว่า 23 ข้อจาก 30 ข้อ หรือ น้องซาฟรีน่า ที่ทำสอบ IELTS ภาคการฟังเกือบเต็ม ฯลฯ  และ นร คนอื่นอีกหลายคนที่อาจารย์ไม่ได้กล่าวถึงเพราะเนื้อที่ไม่พอ .... แต่ นร เหล่านี้ถูกฝึกให้เป็น Examer ผู้สอบ
คุณสมบัติหนึ่งของ นักสอบมืออาชีพ ก็คือ ......
การฝึกทักษะจับเวลาในหัวและตั้งเซ็นเซอร์เดือนตัวเอง เช่น Part การอ่านของนิวโทอิคใช้เวลาห้ามเกิน 45 นาที แต่ละ Passage ส่วนใหญ่เป็น Double Passage ต้องใช้เทคนิคการอ่านลงลึกทำให้ใช้เวลาอ่านต่อ Passage ไม่ควรเกิน 2 นาทีครึ่ง ทำแต่ละข้อทั้งศัพท์ไวยากรณ์ ใน Sentence Completion หรือ Text Completion ข้อหนึ่งไม่ควรเกิน 1 นาที ตรงนี้ ต้องใช้ทักษะการตั้งเวลาในหัวเตือนตัวเองอยู่ตลอด ซึ่งจะดีกว่า เพียงแค่ตั้งนาฬิกาที่โต๊ะสอบซึ่ง นร อาจจะไม่มีโอกาสมองนั่นเอง .....

------ 

45. จากผลสำรวจของสถาบันครูเกรียงจากการสัมภาณ์ลงลึก หรือ Indepth Interview กับ นร ที่สอบโทอิคที่มีอายุมากกว่า 40 ปีที่ทำงานตำแหน่งอยู่ระดับผู้บริหาร Manager หรือ กำลังหางานทำอยู่ จะมีทัศนคติแตกต่างจาก นร ที่อายุน้อยกว่า เช่น ....
 
ทัศนคติของ นร เหล่านั้น มีหลายแบบ เช่น  นร อายุมากหลายคนต้องการหางานแต่ถูกบีบโดยผู้รับสมัครงานให้สอบคะแนนโทอิคให้มากกว่า 700 ใน 15 วัน บางคนก็ไม่เคยสอบโทอิคมา จึงเกิดทัศนคติใจร้อน ไม่เน้นการสอบโทอิคเพื่อพัฒนาตัวเองสู่การใช้ภาษาอังกฤษลงลึกพูดฟังอ่านเขียนได้จริง ทำเพียงรีบไปซื้อแบบฝึกหัดในท้องตลาด แล้วอ่านแค่เฉลยก่อนเข้าห้องสอบหนึ่งชั่วโมง พอทำไม่ได้ ไม่สนใจกับการกามั่ว ในที่สุดก็ถูกผู้รับสมัครงานปฏิเสธการรับเข้าทำงานไป ...
 
หรือ ทัศนคติของ นร ที่อายุมากที่เป็นระดับ Manager ในบริษัทในเมืองไทย ซึ่งมีทักษะและความคิดแตกต่างจาก Manager ในอายุระดับเดียวกันที่ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ใน สิงคโปร์ อินเดีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ  โดย นร ที่อายุมากที่เป็น Manager ในบริษัท ฯ ในไทย คิดว่า ยังไงบริษัทก็ไม่บีบตัวเองออกจากตำแหน่งเพราะเรื่องภาษาอังกฤษ ที่ไปสอบโทอิคเพราะต้องการอยากเป็นตำแหน่งงานที่สูงกว่า Manager ถึงมาฝึกภาษาอังกฤษ แต่ถ้าพูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษไม่ได้ เขาก็ไม่บีบออกอยู่แล้ว แต่ถ้าจะเรียนก็อาจมีความคิดใจร้อนในการเรียน ไม่ได้เน้นใช้งานจริง และ ไม่สนใจการเปิดภาคเสรีภาคบริการแรงงานของ AFTA ที่จะมี Manager ทั่วโลกมาแย่งงานกันไหลเข้ามาในอาเซียนก็ได้ 
ทั้งสองทัศนคตินับเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ......
 
------
 
44. อ. เคยพูดถึง นร บางคนที่เคยปรึกษาเรื่องการไปสอบ TOEIC แบบโปรแกรม A และ B ซึ่งนำคะแนนไปสมัครงานไม่ได้ ซึ่งแตกต่างจากโปรแกรมแบบ C ที่ใช้สอบปกติที่ใช้ในการสมัครงาน นร หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า คะแนนที่ได้จากโปรแกรม A และ B เป็นคะแนนที่สะท้อนถึงศักยภาพด้านภาษาที่แท้จริง แต่ว่ามีประจักษ์เป็นพยาน แท้จริงอาจไม่ใช่ .....

เนื่องด้วย มี นร บางคนไปสอบกับ โปรแกรม A และ B ได้ เกือบ 700 แต่คะแนนศูนย์สอบ TOEIC บอกว่านำไปสมัครงานไม่ได้ แต่ นร คนนั้นมันใจว่าศักยภาพทางภาษาตัวเองดีแล้ว อ. เลยแนะนำให้ไปสอบกับโปรแกรม C ในช่วงเวลาใกล้กัน ปรากฏว่า เขาได้เพียง 580

เช่นเดียวกัน มีหลายคนไปสอบพรีเทส ดาวน์โหลดจาก Internet บ้าง จากแบบฝึกหัดที่ขายในท้องตลาดบ้าง ที่เป็นข้อสอบระดับง่ายไม่ใกล้เคียงกับความยากของข้อสอบ TOEIC จริง บางคนสอบพรีเทสดังกล่าวได้ 700กว่า แต่พอไปสอบจริงในโปรแกรม C ที่เอาคะแนนไปสมัครงานได้ กลับได้คะแนนเพียง ห้าร้อยกว่า

สิ่งที่สะท้อนเป็นข้อเตือนใจ คือ การที่ศักยภาพทางภาษาของ นร คนใด มิได้สะท้อนตามความเป็นจริงเพราะไปยึดคะแนนของข้อสอบที่ให้ผลคะแนนที่ไม่สามารถนำไปสมัครงานได้จริง หรือ ค่านิยมไปยึดคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถฟังภาษาอังกฤษสรุปเขียนออกมาจดรายงานการประชุมหรือ ไม่สามารถอ่านได้เร็ว พร้อมกับ ไม่สามารถ พูดได้เขียนได้ในBusiness English บ้าง

แสดงว่า นร คนนั้นไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการสอบ TOEIC ที่ต้องการวัดศักยภาพทางภาษาและทักษะการตัดสินใจในการสื่อสารกับฝรั่งจริงๆในการทำงานที่เข้มข้น โดยมิใช่เพียงแค่เอาคะแนนไปยื่นให้ฝ่ายบุคคลรับทราบ แต่ยังไม่ต้องการพัฒนาตัวเองให้ใช้ภาษาอังกฤษได้จริงๆ เพื่อสร้างการยอมรับให้กับนายจ้างที่เป็นชาวต่างประเทศจริงๆ นับเป็นเรื่องลำบากในการสร้างการยอมรับในงานหรือหางาน ท่ามกลางตลาดแรงงานในไทยที่มีการแข่งขันสูงท่ามกลางการเปิดเขตการค้า ลงทุน เสรี และ เสรีแรงงาน อาเซียนบวกสาม ตั้งแต่ 1 มค 53 เป็นต้นไป .... : )
 
-----
 
43. อ. ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอาจารย์ฟิลิปปินส์บางท่านที่สอนอยู่ที่ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ  อาจารย์แทนได้เล่าหลายเรื่องในลักษณะพูดแบบหวังดี เกี่ยวกับ การเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศฟิลิปปินส์ มันคนละเรื่องกับคนไทยเรียนภาษาอังกฤษ ยิ่งไม่รวมกับ นร จีนที่มาเรียนที่มอหัวเฉียวที่พูดไทยได้ อังกฤษได้ จีนได้ แถมพอเขียน Writing ได้ เอาแค่สองชาติไม่รวมสิงคโปร์ที่ก็รู้ๆ กันอยู่ เขามีค่านิยมเรียนภาษาอังกฤษอย่างไร ที่ทำให้เขาสามารถเรียนไวยากรณ์ทักษะระดับประโยคแล้วใช้พูดฟังอ่านเขียนได้รวดเร็วมาก ทำไม ต่างจากคนไทย ..... : )

อาจารย์กล้าพูดได้เลยหรือจากข้อมูลที่ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนฟิลิปปินส์และคนจีน ( ทั้งอินเดีย บังคลาเทศ สิงคโปร์ เวียดนาม ด้วย ) พบว่า พวกเขามีค่านิยมเรียนภาษาอังกฤษแบบ Assertive Model คือ เรียนแล้วต้องคุ้มกับเงินที่จ่าย ถ้าพวกเขาพบว่า ผู้สอนภาษาอังกฤษคิดราคาแพงแต่กลับสอนอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ เช่น

ตลกโปกฮามากเกินไป ไร้สาระ ซึ่งไม่ได้ทำให้เขาเก่งภาษาอังกฤษขึ้น หรือ พูดวิจารณ์กึ่งด่าอาจารย์สอนภาษาคนอื่นแบบใช้อารมณ์ส่วนตัว ซึ่งไม่ใช่วิจารณ์ถึงเหตุผลของระบบการสอน เป็นต้น นร ต่างชาติ โดยเฉพาะ คนจีน และ เวียดนาม จะแอนตี้ผู้สอนที่คิดราคาแพงแต่กลับสอนไม่คุ้มค่าเงินที่เขาเสีย ยิ่งเสียแพง แต่เขาไม่สามารถใช้ไวยากรณ์และรูปแบบประโยคประยุกต์สู่การพูดฟังอ่านเขียน ในการสอบ TOEIC , IELTS , TOEFL ได้จริงๆ เขาจะต่อต้านทันที

ถ้า นร ไทย หลายคนสามารถมีค่านิยมอย่างนี้แบบ นร ต่างชาติได้ และ ศักยภาพของคนไทยไม่ได้แพ้ชาติใดในโลก ทักษะด้านภาษาของ นร ไทยก็จะไม่แพ้ชาติใดในต่างชาติ

โดยเฉพาะ นร ที่สถาบันครูเกรียงจะทราบว่า พวกเราจะไม่มีเวลาพูดเรื่องไร้สาระมากเพราะ อ. ต้องให้ นร ได้ความรู้และเทคนิคลงลึกมากสุดเพื่อต้องสอบจริง ทั้ง TOEIC และ IELTS ทุกสองชั่วโมงให้ได้คะแนนมากสุดด้วยค่าเรียนที่ต่ำคุ้มที่สุดแบบมีประจักษ์พยาน นร ที่สำเร็จให้เห็นให้ได้นั่นเอง .....
 
----
42.ระบบการพัฒนาการฟังลงลึกด้วยการทำลาย Halo Effect ก่อน 4 วินาที และ ทำลาย Noise การฟัง ด้วยการใช้ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์บางเรื่อง ( Halo Effect คือ การฟังแล้วไม่สามารถแปลภาษาไทยตามอัตโนมัติได้อย่างครอบคลุม หรือ ฟังแล้วสมองว่าง หรือ จับคำได้เป็นหย่อมๆ หรือได้คำสุดท้าย แต่ไม่สามารถสรุปความหมายของประโยคที่ฟังได้ )

แตกต่างจากระบบการสอนการฟังที่ติวแบบสบายคนติว เช่น แตกต่างจากการกางตำราหรือกางเฉลยอ่านให้ นร ฟัง ซึ่ง นร กางอ่านเองที่บ้านก็ได้

หรือ การโยน Tape Script การฟังให้กับ นร อ่านไปพร้อมๆกับฟัง ซึ่งตอนสอบ IELTS หรือ TOEIC ไม่มี Tape Script ให้ นร อ่าน คนที่ฝึกแบบนี้ จะถูกทำลายความมั่นใจในการฟังในตอนสอบจริงมากกว่า 90 % และจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อเริ่มสอบจริงๆไปแล้ว ....

หรือ การบอกให้ นร จิกคำที่ฟังตามความพอใจ ตามความคุ้น คุ้นคำไหนก็จิกคำนั้น แต่ปริมาณคำที่จิกได้ต่อหนึ่งประโยคมีน้อยมาก อาจแค่หนึ่งสองหรือสามคำ เมื่อเทียบกับหนึ่งประโยคที่มีโอกาสยาวถึง 25 ถึง 40 คำ แล้วบอกให้ นร สรุปความหมายไปเอง หรือ มั่วความหมายไปเลย

โดยที่ นร ที่ขาดประสบการณ์และชั่วโมงบินการฟัง จะไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างคำที่จิกได้เป็นหย่อมๆ ไม่รู้ว่าคำที่จับเป็นหย่อมๆ เป็นตำแหน่งใดของประโยคและคำประเภทใด และ สัมพันธ์กับคำอื่นๆ อย่างไร แล้วม้นจะแปลภาษาไทยตามโดยอัตโนมัติอย่างครอบคลุม Keyword ได้อย่างไร

ถ้าระบบการเรียนการฟังที่แค่สรุปความหมายไปเอง ประมาณความหมายไปเอง มั่วความหมายไปเลย ผิดก็ช่างมัน จะทำให้มีผลต่อการยากต่อการพัฒนาการฟัง และ จะทำลายความน่าเชื่อถือตัวเอง ต่อ นายจ้าง นายจ้างจะไม่กล้าเชิญเข้าห้องประชุม มาจดข้อมูลจากการฟังฝรั่งที่เข้ามาร่วมประชุม หรือ ไม่กล้าลงทุนมากเพื่อส่งไปสัมมนาต่างประเทศให้จดข้อมูลกลับมาสอนคนในองค์กร

หรือ ทำให้สอบคะแนน IELTS , TOEIC ยังไงก็ไม่ขึ้น และ ซ้ำร้าย คนที่ฝึกการฟังถูกวิธี ฟังได้ และ ทำข้อยากการฟังได้ จะใช้คนที่ฝึกผิดวิธีเป็นฐานเหยียบขึ้นไป ทำให้ได้คะแนน Percentile Rank ของ TOEIC แบบฟรีๆ มาเป็น Bonus เสริมตัวเอง ทำให้คนฝึกผิดวิธี อย่างไรคะแนนก็ขึ้นยากอย่างแน่นอน
 
------
 
41. นวตกรรมการแยกเสียงสำเนียงฝรั่งที่ฟังยาก ( อมเสียง หดเสียง ลากเสียง ฯลฯ ) เพื่อรับมือการฟังเร็วที่สุดของ โทอิคชุดยาก Redesigned Test และ ข้อสอบ IELTS ที่ยากขึ้น โดยที่ อ. จะแยกสำเนียงฝรั่งให้ นร ฟังเพื่อเพิ่มประสบการณ์กับการรับมือการฟังเร็ว กับ รูปแบบประโยคที่มีการอมเสียงหดเสียงลากเสียงเสียงเหมือนเสียงคล้ายเสียงหลอน มากกว่า 500 รูปแบบประโยค ทำให้ นร สถาบันมีคะแนนก้าวกระโดดการฟังและคะแนนไม่มีวันถอยหลังอีก .... : )
 
------
 
40. กรณีศึกษาของ น้อง สิ  นร ของ สถาบันที่ไม่เคยสอบโทอิค แต่ใช้เทคนิคถอดรูปประโยคทำลาย Halo Effect ก่อนสี่วินาที ของการฟังให้ได้รูปประโยคเพียง 70 % ก็สามารถแปลเป็นภาษาไทยโดยอัตโนมัติโดยไม่มั่วหรือสรุปความหมายไปเอง รวมถึง การใช้ Checklist ตรวจสอบจุดอ่อนการฟังปรับจากเทคนิคของ นร ต่างชาติ และ เทคนิควิเคราะห์หลุมพรางสอบของ Part Listening ของ Question Response ผลคือ .....
      การสอบนิวโทอิคของคุณ สิ ทุกสองชั่วโมง คะแนนของ น้องเขาอยู่ในระดับ 20 -25 จาก 30 ข้อ ใน Part การฟัง ก็ย่อมแสดงว่า ถ้ามีการฝึกนอกห้องแบบถูกวิธี ที่ไม่ใช่ไปฝึกเองตามยถากรรม นร ไทย ก็สามารถก้าวกระโดดและไม่ต้องซื้อเวลาหรือซื้อความหวังได้ ..... : )
 
-----
 
39. อ. ขอยกกรณีศึกษาของ นร สถาบัน คนหนึ่ง คือ คุณ สิ อดีตเคยเป็นเจ้าหน้าที่ของธุรกิจบริการแห่งหนึ่ง มีทักษะในการพูดภาษาอังกฤษมากกว่าการฟัง ทำให้มีสไตลในการฟังที่ต้องรับมือชาวต่างชาติที่พูดเร็ว รัวแบบกระทันหัน มันมีโอกาสสูงที่จะยึดติดแนวทางการฟังบางอย่างที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาในอนาคต คือ อะไร.... มีวิธีแก้อย่างไร ....
     เนื่องจากคุณสิมีทักษะการพูดที่พยายามนำรูปประโยคมาพูดแทนที่จะแปลไทยคำเป็นอังกฤษคำแต่ทักษะการฟังอาจจะคุ้นเคยกับการฟังประโยคสั้นๆ เพราะแขกชาวต่างชาติที่มาพักจะมี order เป็นภาษาอังกฤษที่ไม่ยาวมาก แต่การสอบ TOEIC โดยเฉพาะ IELTS ต้องมีการรับมือการฟังยาว หรือ ต้องมี Listening Toughness
     ดังนั้น นร จึงต้องมีการปรับสไตล์การเรียนทักษะการฟัง เหมือนต้องปรับวงสวิงกอล์ฟกับอาจารย์ที่เป็นโปรที่ได้มาตรฐานจริงๆ มิฉะนั้นจะตีลูกได้ไม่ไกล ไม่แน่น เปรียบเทียบกับภาษาอังกฤษคือ จะฟังประโยคยาวๆ หรือ Short Talk ไม่ได้ จะกลายเป็นลักษณะพยายามจับเป็นคำ เป็นคำที่เราชอบ อยากฟัง อยากจิก หรือ ฟังแล้วบิดให้เป็นคำที่เราต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Noise การฟัง หรือเป็นเสียงที่เพี้ยนคำที่เพี้ยน แต่ นร ที่มีพื้นฐาน ศัพท์ และ ทักษะระดับประโยคไม่แน่น จะไม่รู้ว่าเป็น Noise การฟัง แต่คิดว่า คำที่เพี้ยนเป็นคำที่ถูกต้องแล้ว มีผลต่อการแปลภาษาไทยตามรูปประโยคจะผิดพลาด เนื้อหาที่ได้จากการฟังผิดพลาด พอตอบคำถาม TOEIC , IELTS ก็จะมีโอกาสผิดมากกว่าถูกเพราะข้อมูลการฟังไม่พอ วิธีแก้เบื้องต้น คือ นร ต้องมาเรียนกับ อ. มาศึกษา Checklist 8 ข้อใหญ่ที่มีข้อย่อยอย่างละเอียด และ เลิกความเคยชินประเภทฟังไม่ได้ก็แปะคำเพิ่มหรือประมาณเสียงคล้ายจากคำที่ได้ยินให้กลายเป็นคำอื่นก็ได้คร่าวๆ และต้องฝึกฟังประโยคยาวๆ ระดับ 1 ประโยคมีถึง 25 ถึง 40 คำ ไม่ใช่ฟังแต่ประโยคสั้นๆ ความเคยชินแบบนี้จะทำลาย นร ด้านทักษะการฟังในระยะยาว .....
 
-----
 
38. การซ้อมนอกห้องเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่เตรียมตัวสอบ TOEIC และ IELTS ถ้าซ้อมผิดวิธี หรือ อ่อนซ้อม ผลลัพธ์ที่เห็นชัด จะออกมาทั้งทักษะพูดฟังอ่านเขียน คนซ้อมน้อย เห็นว่า    ...... : ) 
     ทักษะการฟังจะมี Earing หรือ โสตประสาทการฟังที่แย่ลง หรือ ฟังแล้วมักจะคิดปรุงแต่งให้เสียงเพี้ยนจากเดิมมากเกินไป ส่วนทักษะการอ่าน จะอ่านช้าเกินไป โดยเฉพาะ นร ที่ไม่ทบทวนด้วยการจิ้มคำ จะยิ่งเกิด Halo Effect การอ่าน ส่วนทักษะการเขียน จะมีปัญหาเพราะการไม่กล้าเขียน ไม่กล้าผิด ไม่กล้าส่งการบ้าน มันจะไม่กล้าเอาความรู้ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ที่เรียนมาใช้  ไม่กล้าเอารูปประโยคมาต่อ Jigsaw ท้ายสุด โดยเฉพาะทักษะการพูด คนที่ไม่ซ้อมถูกวิธี มักจะพูดช้าเกินไป คิดเป็นไทยคำก่อนแล้วค่อยอังกฤษคำ มันจะมีปัญหามากกว่า นร ที่ใช้รูปแบบประโยคพูดไปเลย .... : )
 
-----
 
37. ค่านิยมเรียนไวยากรณ์ไปเรื่อยๆ แต่ไม่ยอมทบทวน และ เรียนแบบเยิ่นเย้อไม่สามารถนำไปประยุกต์สู่การพูดฟังอ่านเขียนได้ สอบไม่ได้ไม่เป็นไร เสียเงินมากมายก็ไม่เป็นไร เรียนในระบบเรียนที่ทำให้ยิ่งเรียนยิ่งลืมก็ไม่เป็นไร ค่านิยมดังกล่าวจะทำให้พัฒนาได้ช้ากับทักษะระดับประโยค และไวยากรณ์ และลงลึกการพูดฟังอ่านเขียนก็ไม่ได้ ระยะยาวมันก็จะเหนื่อยและท้อ กลายเป็นเลิกฝึกหรือเกลียดภาษาอังกฤษ ส่งผลให้สอบไม่ได้ เงินเดือนและหน้าที่การงานก็จะพัฒนายากเพราะไม่มีคะแนน TOEIC ในระดับเป็นที่ยอมรับ นั่นคือ ไม่คุ้มกับเงินที่เสียไปมากมายในการช้อปปิ้งเรียนไปเรื่อยๆ ดังนั้น ..... วิธีแก้ไขค่านิยมดังกล่าว คือ

นร ไทย หลายคน เมื่อเรียนไวยากรณ์แล้วต้องให้ความสำคัญกับการลงรูปแบบประโยคให้มากต้องนับระดับหลักร้อยรูปแบบขึ้นไป แต่การทำให้เรียนไวยากรณ์แล้วไม่ลืมต้องหาเทคนิคในการทบทวนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคที่ไม่ยาก ทำได้ง่าย ที่เป็นเทคนิคที่ นร ต่างชาติใช้ นั่นคือ การใช้เทคนิคทดสอบระดับประโยคทั้งตำแหน่งคำในประโยคภาษาอังกฤษและประเภทคำในประโยคภาษาอังกฤษ ด้วยการที่ใช้เทคนิคที่สถาบันใช้ คือ ..... : )

อาจารย์จิ้มคำในประโยคถาม นร ให้มากที่สุด ถ้า นร ตอบได้ แสดงว่า จำไวยากรณ์จำรูปประโยคได้ จำไม่ได้ตอบผิดก็ยิ่งดี เพราะ สถาบันใช้วิธีทบทวนให้ นร กล้าที่จะตอบผิด เมื่อผิดจะเกิดการเปรียบเทียบว่าอะไรถูกหรือผิด นร จะจำทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ทันที ฉะนั้น สถาบันครูเกรียงสอนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคละเอียดได้ถึง 20 บท และ ทบทวนด้วยการจิ้มคำถามในตัวเอง กระตุ้นให้ นร ที่สถาบันทั้งเรียนบทใหม่และทบทวนบทเก่าไปพร้อมกันได้ ทำให้ นร ได้รู้จุดอ่อนตัวเอง และ กล้าที่จะตอบ กล้าที่จะผิด พัฒนาการจะเกิด และ มีโอกาสที่จะก้าวกระโดดได้ ......
 
-------
36. อ. เคยกล่าวถึงการสอบ TOEIC , IELTS เหมือนกับการเล่นกอล์ฟ เนื่องจาก อาจารย์กำลังฝีกกอล์ฟเพื่ออยากจะเทิร์นโปรในอนาคต จากประสบการณ์และได้พูดคุยกับโปรมืออาชีพที่เป็นอาจารย์ พบว่า การเล่นกอล์ฟตามยถากรรม ไม่สามารถที่จะพัฒนาสู่การแข่งขันได้ และอาจจะทำให้วงสวิงตัวเองมีปัญหา ส่งผลต่อการตีลูกแล้วแย่ลง ตีลูกแล้วยังไงก็มีปัญหา จะสังเกตว่า พวกเล่นกอล์ฟตามยถากรรมอาจจะตีกอล์ฟกับลูกค้า กับเพื่อน ..... ไม่ได้คิดฝึกจริงจัง ภายหลังถ้าพวก เขาต้องการพัฒนากว่านี้ เขาจะเสียใจ เพราะวงสวิงเสียแล้ว .... ขนาดนักกีฬาเขายังต้องจ้างโค้ชหรือโปรมาช่วยดูวงสวิง หรือ การตีเทนนิส เพราะนักกีฬามองตัวเองไม่ค่อยเห็น สังเกต โรเจอร์ เฟด เดอร์เรอร์ หรือ ไทเกอร์วู้ด ยังต้องมีโค้ชหลายคนที่ต้องเก่งจริง ไม่ใช่สอนฉาบฉวย ให้ม้นจบๆกันไป .... แล้ว อ. ขอตั้งคำถามว่า ... : )

นักเรียน TOEIC , IELTS จะไม่ต้องการโค้ช แต่ต้องการฝึกตามยถากรรม แล้วจะมีประสบโอกาสสำเร็จหรือไม่ มันก็เหมือนกอล์ฟ ตัวอาจารย์เองยังต้องเลือกโปรมืออาชีพที่เป็นอาจารย์ของคุณธงชัย ใจดี เลย แล้ว นร จะฝึกตามยถากรรม โดยไม่เลือกโค้ชที่เรียนลงลึกแล้วทำให้คะแนน นร ก้าวกระโดด แล้วถ้าวงสวิงเสีย ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษมันก็เสียรูป พออายุขึ้น หรือ ซื้อเวลาจนอายุมาก จะกลับมาฝึก มันก็อาจจะหมดทางแล้ว สู้ว่า เริ่มต้นฝึกเรียนลงลึกอย่างที่เทคนิคที่ นร ต่างชาติ เรียนภาษาอังกฤษแล้วประสบความสำเร็จดีกว่า อาจารย์เกรียงเป็นคนนำมาเผยแพร่และมาปรับใช้กับ นร ไทย นร ทุกคน ไม่ควรประมาทนะครับ ...
 
-------
35. ล่าสุด น้องนาฏยา สนไชย นร.สถาบันเดิม 595 ใช้เวลา1เดือนครึ่งได้765ฟังได้430อ่าน335 ทำไมน้องนาฏยา สามารถผ่านเกณฑ์ด่านอรหันต์ของสถาบันได้ .... : )

น้องนาฏยา สนไชย นร ของสถาบัน อ. เกรียง เป็น นร ที่ผ่านเกณฑ์ด่านอรหันต์ของสถาบันทำให้พัฒนาความแข็งแกร่งลงลึกด้านทักษะระดับประโยค ไวยากรณ์ ศัพท์แบบ Word Form นับร้อยคำบนกระดาน ใช้ทฤษฏีสมองในการวิเคราะห์ผ่านศัพท์ การเรียนลงลึกการฟังการอ่าน มันมีด่านอรหันต์อยู่ที่สถาบัน แต่น้องนาฏยาก็เป็นหนึ่งใน นร หลายคนที่ผ่านด่านอรหันต์ได้ และประสบความสำเร็จ ด่านอรหันต์ของสถาบันที่ทำให้ น้องนาฏยา สามารถ เปลี่ยนคะแนนจาก 595 เดิมการฟัง 365 การอ่าน 230 ให้กลายมาเป็น

.... คะแนน 765 การฟัง 430 และ การอ่าน 335 ได้ ภายในระยะเวลา เดือนกว่า และ น้องนาฏยา สอบสามครั้ง แต่ทุกครั้งคะแนนขึ้นทุกครั้งไม่มีลด และ เช่นกันก็มี นร ที่สถาบันหลายคนก็เหมือนน้องนาฏยา ครั้งแรก คือ จากเดิม 595 การฟัง 365 การอ่าน 230 กลายมาเป็น 640 การฟัง 355 การอ่าน 285 ครั้งที่สอง คือ จากเดิม 640 การฟัง 355 การอ่าน 285 กลายมาเป็น 675 ฟัง415 และ การอ่าน 260 ครั้งที่สาม คือ จากเดิม 675 การฟัง 415 อ่าน 260 กลายมาเป็น 765 การฟัง 430 อ่าน 335

สรุปว่า ด่านอรหันต์หรือเกณฑ์ที่ทำให้ นร สถาบัน ได้คะแนน การฟัง อย่างต่ำ มากกว่า 360 ทุกคนที่ประสบความสำเร็จทั้งที่อยู่ในเว็ปบอร์ด หรือ อ. ลืมเขียนไป จะมีด่านอรหันต์ดังนี้

ประการหนึ่ง  ถ้า นร สามารถผ่านเกณฑ์ ในการถอดรูปประโยค Short Talk ได้สอง Short Talk โดยที่อาจารย์เขียนบนกระดาน ภายในการเรียนหนึ่งคาบ นั่นคือ มาตรฐานของ นร สถาบันที่ได้คะแนนการฟังเกิน 360 แน่นอน

( แต่ นร กลับไปบ้านฝึกเองห้ามเขียนลงในกระดาษเพราะทำให้สอบจริงทำไม่ได้ )
ประการสอง  การสอบข้อสอบนิวโทอิค Part การฟัง ใน Part ใด ทุกสองชั่วโมงที่สถาบัน นร คนใดที่สามารถทำคะแนนเกาะได้ 20 ข้อ จาก 30 ข้อ นั่นคือ คะแนนมาตรฐานแค่ครึ่งหนึ่ง ที่สถาบันกำหนดในสูตรพยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้า แต่ถ้าใครสามารถทำได้เกาะอยู่ที่ 20 ถึง 25 ข้อ แสดงว่า เป็นเกณฑ์ของ นร สถาบันที่ผ่านมาที่ทำให้ได้คะแนนการฟังมากกว่า 360 ถ้าเกาะที่ 25 ข้อจาก 30 ข้อในการสอบนิวโทอิคจริงในแต่ละ Part การฟัง ติดกันมากกว่า 4 ครั้ง นั่นคือ คะแนนของ นร สถาบันที่ได้เกิน 400 แต้ม

ประการสาม  นร สถาบัน คนใดที่ ทำลาย Halo Effect และ สามารถถอดรูปประโยคได้อย่างต่ำ 70 % ภายใน 4 วินาที จากการที่อาจารย์เกรียง แยกสำเนียงฝรั่งแบบอมเสียงหดเสียงลากเสียงเสียงเหมือนเสียงคล้าย กับประโยคระดับความยาวมาก ภายในครั้งแรกที่แยกสำเนียง ถ้า ...ภายในครั้งแรก นั่นคือ นร สถาบันคนนั้น จะได้คะแนนเกิน 400 แต้มแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว

น้องนาฏยา ก็คือ หนึ่งใน นร สถาบันที่ทำได้ สรุปว่า ถ้าระบบติวเชิงการค้า จะมีลักษณะบังคับขายคอร์ส แบบห้ามมิให้ทดลองเรียน จำกัดชั่วโมงตามเวลาเท่านั้นหรือเท่านี้ หรือ จะยึดเงิน นร หรือไม่ยึดเงิน หรือ จะกางอ่านตำราตามแล้วสอน หรือ กางอ่านเฉลยสอน หรือ โยนเทปสคริปให้ นร อ่านไปด้วยฟังไปด้วย แต่ไปสอบโทอิคจริง มันไม่มีเทปสคริป ความมั่นใจ นร หายไปกว่า 90 %

อ. คิดว่า ติวเชิงการค้าดังกล่าว ไม่น่าสามารถจะทำให้ นร ไทย ผ่านด่านอรหันต์เหมือนกับที่ นร สถาบันของอาจารย์ทำได้ เพราะ นร สถาบัน ผ่าน ระบบการเรียนที่ไม่มีค่านิยมเรียนแพงแต่สอบไม่ได้ ไม่มีค่านิยมเรียนแพงแต่แค่ซื้อความหวังกันไป แต่เรียนในระบบไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที   เร่งเรียนเร่งสอบ อ โทรตาม นร มาเรียน ที่จะผลักดันศักยภาพทางภาษาเต็มที่ ทำให้เรียนการฟัง การอ่าน โดยอาจไม่ต้องเรียนไวยากรณ์ครบทุกเรื่องแต่ก็ลงลึกการฟังแบบก้าวกระโดดได้ รวมถึง ลงลึก ทักษะระดับประโยค ไวยากรณ์ ศัพท์ นั่นเอง
 
-----
34. วันนี้ อ. ขอยกตัวอย่าง นร ของอาจารย์คนหนึ่งชื่อน้อง ซาฟรีน่า น้องเขาเป็นมุสลิม แต่ใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยกับคนมาเลเซีย มาเรียนกับ อ. เกรียง น้องซาฟรีน่าสามารถเรียนรู้การใช้ทักษะระดับประโยคทำลายอุปสรรคสำเนียงฝรั่งได้ โดยที่ อ. เป็นคนแยกเสียงสำเนียงให้ ทำไม ...

    สังเกตได้ว่า นร ที่ฟังภาษาอังกฤษแบบถอดรูปประโยควิเคราะห์รูปประโยคตามและใช้รูปประโยคนั้นพูดไปเลย จะเป็นคนที่สามารถคุ้นเคยกับสำเนียงฝรั่งได้ ซึ่งก็ยินดีกับน้องซาฟรีน่า แม้แต่ นร ร่วมคลาสที่สถาบัน ที่ก็เก่งกันทุกคน ยังเอ่ยปากชม แต่ นร ที่เรียนจากระบบการสอนที่ติวเอาสบาย เรียนแบบฟังแล้วจับเป็นคำที่ตัวเองอยากจับ จับพอเป็นพิธี หนึ่งประโยคมี 25 คำอาจจะจับเพียงสองสามคำ แล้วสรุปความหมายมั่วไปเอง นร บางคน บางกลุ่มเหล่านั้น จะไม่สามารถทำลายสำเนียงอุปสรรคสำเนียงฝรั่งได้เร็วแบบน้องซาฟรีน่าได้ และ ถึงแม้ นร พวกนั้น จะสอบโทอิคอย่างไร สอบบ่อยแค่ไหน คะแนนก็จะไม่ขึ้น เพราะ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาโครงสร้าง ทุกตำแหน่งคำ ทุกคำในประโยคมีที่มามีที่ไปมีเหตุผลในการระบุตำแหน่ง ถ้าใช้ความรู้สึกไปสื่อสารภาษาอังกฤษแบบไม่ใช้เหตุผลกำกับถึงที่มาของคำ รวมถึงการมั่วความหมายและการไปกามั่ว มันจะส่งผลให้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้ยาก เช่น ฟังภาษาอังกฤษไม่ได้ พูดก็พูดช้า ... เป็นต้น

     ถ้าเป็นภาษาไทย นร ไทย อาจจะใช้ความรู้สึกประมาณว่า ประมาณว่า สลับคำไปมา ก็พอประมาณความหมายได้ เช่น ฉันไปแน่ แน่ฉันไป ไปแน่ฉัน ..... : ) เห็นมั๊ยครับความหมายมันเหมือนกันหมด แบบสลับคำแต่ใช้ความรู้สึกประมาณความหมายว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะภาษาไทยเป็นภาษาไร้โครงสร้าง แต่ภาษาอังกฤษ คือ ภาษาโครงสร้าง ถ้าสลับตำแหน่งคำ ผิดรูปทักษะระดับประโยคทันที ......

นร คนไหนที่ยังยึดมั่นถือมั่นทำแบบเดิมวิธีเดิมที่ทำให้สอบไม่ได้ แล้วยังคิดว่า ภาษาอังกฤษเหมือนภาษาไทย พอๆ ประมาณความหมายได้อย่างนั้นอย่างนี้ จะมีปัญหากับการใช้ภาษาอังกฤษระยะยาวและแก้ยากเหมือนคนที่นิยมตีวงสวิงกอล์ฟตามใจฉัน แต่สุดท้ายวิงสวิงเสียหมด ไม่ยอมฝึกกับโปรที่เป็นโปรเชี่ยวชาญจริงๆ ไม่ใช่แอบอ้าง วงสวิงเสีย มันก็ตีลูกร่วมก๊วนกับคนอื่นไม่ได้ นั่นเอง ..... : )
 
------
 
33. อ. ขอเล่าประสบการณ์ของ นร สถาบัน ท่านหนึ่ง คือ น้องฝน เภสัช จุฬา ปีหนึ่งที่เรียนลงลึกการฟัง การอ่าน ทักษะรดับประโยค ไวยากรณ์ ศัพท์ เพื่อสอบนิวโทอิค โดยที่ ปัจจุบัน คุณฝน มุ่งมั่นเรียนทุกวิชาที่คณะ ได้เกรดล่าสุด คือ 3.5 แต่สิ่งที่ น้องฝน พยายามและน่าเป็นแรงบันดาลใจที่เป็นประโยชน์กับชาวโทอิค คือ ความคิดเชิง Assertive เนื่องจากน้องเขาเคยเรียนภาษาอังกฤษกับชาวฟิลิปปินส์ตั้งแต่เด็ก ทำให้เขากล้าที่จะถามคำถามเชิงลึกกับผู้สอน อาจารย์ก็ชอบตอบคำถามเชิงลึกอยู่แล้ว นร ได้ประโยชน์แน่นอน เช่น คำถามที่ว่า ....

   Partcipial Phrase ที่เป็นส่วนขยายอยู่หน้าประโยค ตกลงมันควรสะท้อนหรือใช้ Tense ใด เช่น Having been immigrants , They returned to their hometown. ในส่วน Having been immigrants จะใช้ Tense ใด อาจารย์ก็ตอบด้วยการเขียนขยายความเป็นอนุประโยคที่ซ้อนในประโยคหลักให้เห็น และ อธิบายว่า มีโอกาสสะท้อนได้ถึง 2 Tense ใน Participial Phrase นี้ได้

    สรุปว่า การเรียนกับวิดิโอที่ไม่สามารถโต้ตอบกับคนในวิดิโอได้ ( ซี่งควรเปิดให้โต้ตอบกันได้จะดีกว่า ) ถ้าไม่โต้ตอบกัน จะไม่มีการตอบคำถามเชิงลึกมันจะมีแต่การสอนแบบกางอ่านเฉลยสอนแล้วบังคับให้ นร จำ เพื่อคิดว่า มันออกสอบ แต่ระบบสมองไม่ได้ถูกออกแบบให้หักดิบจำอะไรเยอะๆ ในระยะเวลาอันสั้น จำเสร็จพรุ่งนี้ลืม ยิ่งเรียนยิ่งลืม ยิ่งเรียน ยิ่งมีต้นทุนแพงมากขึ้นเพียงแค่ซื้อแค่ความหวังความฝันกันไป แต่ยังไงก็สอบไม่ได้ หรือ สอบก็ไม่ได้คะแนนก้าวกระโดด และ ถ้าระบบการเรียนแบบกางอ่านเฉลยสอนให้ นร , นร ไปกางเองที่บ้านก็ได้
 
     ดังนั้น มันคือความสูญเปล่า ... เรียนเพื่อจำ แต่ยิ่งจำยิ่งลืม ยิ่งเรียนยิ่งลืม ไม่สามารถนำไวยากรณ์กับรูปประโยคประยุกต์สู่การฟังอ่านพูดเขียนในสากลได้ ... สิ่งดังกล่าว กำลังทำให้ นร ไทย มีศักยภาพในการแข่งขันน้อยลงเทียบกับ นร ต่างชาติ และ นร ต่างชาติเหล่านั้นกำลังมาแย่งงานคนไทยในอนาคตอันใกล้ ....

    อีกสองวัน อ. จะนำผลสำรวจบางอย่างที่พูดถึง ผู้ประกอบการกับนักธุรกิจไทยในหลายพื้นที่ยังไม่รู้จักว่า ประเทศไทยต้องเปิดเสรีอาเซียนปี 53 เปิดเสรีการค้า การลงทุน และ แรงงานที่เก่งภาษา เข้ามาประเทศไทยแล้ว ทำให้ยังไม่ปรับตัวกัน ...... และ บทวิเคราะห์เชิงลึกของ พี่วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะนคร ที่วิเคราะห์ศักยภาพคนจีนที่บุกไปแย่งตลาดขยายอิทธิพลทั่วโลก โดยเฉพาะ อัฟริกา และ อเมริกาใต้ แล้ว แค่ประเทศไทย เขาจะไม่เข้ามาหรือ ?? นร ไทย ประมาทนิดเดียว มันพริบตาเลย ครับ ......
 
------
 
32. ตอนนี้มีผลสำรวจของต่างประเทศ พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่และน่าทำงานมากที่สุดสำหรับชาวต่างชาติ ในสามอันดับแรกของโลก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงของคนทำงาน และ นร ไทย คือ มหาวิทยาลัยเอกชนหรือรัฐบาลหลายแห่ง มีนักศึกษาต่างประเทศ ที่พร้อมพูด ภาษาจีน หรือ ญี่ปุ่น และ อังกฤษ และ ไทย พร้อมสามภาษา ในอนาคตภายในไม่กี่ปีข้างหน้า จะมีจำนวนนับระดับหลักพันแน่นอน ..... ทำไม .....
    แนวโน้มที่เศรษฐกิจของจีน สิงคโปร์ และ ฮ่องกงมีแนวโน้มที่จะฟองสบู่อาจจะแตกในอนาคต และ คนอเมริกาตกงานในระดับมากกว่าสิบล้านคน เหล่านี้เป็นแนวโน้มแรงผลักดันให้เกิดเสรีการค้า การลงทุน และ เสรีแรงงาน โดยเฉพาะกรอบเสรีอาเซียนที่จะมีการไหวเวียนแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือ ที่เก่งภาษาอังกฤษ ภายในอนาคต ฉะน้น นร ไทย ต้องรีบปรับตัวจากค่านิยมเรียนแพงแต่สอบไม่ได้เพียงซื้อความหวังแต่ต้นทุนซื้อความหวังแต่สอบไม่ได้ .... มันสูงเกินไป ที่เป็นเรื่องที่คนจีนและคนเวียดนามสงสัย สอบถาม และ วิพากษ์ กับ อาจารย์เกรียงศักดิ์ ถึงว่า ประเทศเขาไม่มีค่านิยมแบบนี้ โดยที่ พวกเขาเตรียมพร้อมกับการทำงานที่ต่างประเทศด้วยต้นทุนการพัฒนาตัวเองด้านภาษาที่ไม่สูง แต่ได้ศักยภาพสูงสุด นับเป็นข้อได้เปรียบมหาศาลของพวกเขาในอนาคต ....
 
------
31.  การท่องศัพท์แบบเดิมที่ขัดแย้งกับการทำงานของระบบสมองจะทำให้ นร ไทย มีความคิดเชิงลบหรือกระทั่งเกลียดการท่องศัพท์ ทั้งที่ถ้าท่องศัพท์โดยใช้ระบบทฤษฏีสมองจะทำให้การท่องศัพท์มีความสนุก มีเสน่ห์ น่าค้นหามากกว่า เพราะ ...... : )  

      ที่สถาบันมีการใช้ นวตกรรม One-on-One Testing Vocab มีการพูดถึงการลงลึกตั้งข้อสังเกตศัพท์ในแต่ละแผง Word Form โดยที่แต่ละแผงมีวิธีการสังเกต Vocab ที่มีความหมายเชิง Objectivity และ Subjectivity ทำให้ นร สามารถแบ่งลิ้นชักสมองในการจำศัพท์อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ  ข้อเตือนใจ คือ นร ไม่ควรเกลียดการท่องศัพท์เพราะจากผลสำรวจ การรู้ศัพท์มากกว่า 25,000 คำจะทำให้ใช้ชีวิตเอาตัวรอดอยู่ต่างประเทศได้ .... 
 
-----
30. อ. ขอยกกรณีศึกษาของ นร สถาบัน รุ่นล่าสุด ที่พยายามแก้ปัญหาระบบสมองที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการฟังภาษาอังกฤษให้ได้คะแนนโทอิคก้าวกระโดดในครั้งแรก ปัญหาสำคัญ คือ ....
    การใช้สติฝืนตัวเองจิกบันทึกคำที่ฟังแต่ต้องรู้ที่มาของคำที่จิกฟังว่า อยู่ตำแหน่งใดของประโยค ถ้าจิกคำแบบคุ้นเคยคำไหนก็อยากจิก ไม่คุ้นคำไหนก็ไม่อยากจิก ผลคือ สมองไม่ได้ถูกออกแบบให้ฝืนหรือหักดิบจำคำทันที ฉะนั้น การจิกคำที่ฟังโดยไม่รู้ที่มาส่วนใหญ่ไม่กี่วินาทีจะลืม  ต้องรู้ที่มาของคำที่จิกจะไม่ลืมง่าย แม้เวลาจะผ่านไปหลายวินาทีก็ตาม ..... : )
 
----
29. นร สถาบันของปอโทบางมดที่สอบโทอิคได้มากกว่า 700 ภายในระยะเวลา 1 เดือน ที่เป็นเกียรติประวัติ คือ น้องออร่า และ น้องอภิชาต ปัจจุบันเส้นทางอาชีพของปอโทบางมดสองท่านพัฒนาสู่ การใช้คะแนนโทอิคไปเบิกทางในการสมัครงาน น้องออร่าเปลี่ยนงานบริษัทไอทีที่จะไปทำงานต่างประเทศได้ โดยใช้คะแนนโทอิคในการสมัครงานที่สิงคโปร์ไม่รอให้คนจีน เวียดนาม มาแย่งงานคนไทยในประเทศไทยอย่างเดียว ส่วนน้องอภิชาตเปลี่ยนไปทำงานบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ทำงานได้เงินเดือนพุ่งมากเท่าตัว ทั้งหมดเป็นเพราะคะแนนโทอิค>700 ยื่นจบปอโทบางมด แตกต่างจากค่านิยมของ นร บางมดอีกกลุ่ม คือ ....
 
          ค่านิยมสร้างคะแนนโทอิคเพื่อจบปอโทบางมดและพัฒนาสู่การสมัครงานได้เงินเดือนเท่าตัว แตกต่างจากค่านิยมของ นร ปอโทอีกหลายคน ที่พยายามสอบโทเฟิลแบบพยายามกางอ่านเฉลยแบบสุ่มไปสอบก่อนว่าจะออกสอบโทเฟิลชุด Paper based ชุดไหน นั่งท่องแต่เฉลย แต่ไม่สามารถที่จะฟังลงลึกถอดเป็นประโยคและแปลภาษาไทยได้ ไปฝึกตามยถากรรมแต่ฟังไม่ได้จริงหรืออ่านไม่ได้จริงเพราะไม่ได้เรียนลงลึก อันเกิดจากการมุ่งค่านิยมให้มันสอบพอผ่านให้ได้แค่ประมาณ 500 แต่ไม่สามารถนำคะแนนโทเฟิลชุดเก่าไปเป็นใบเบิกทางไปสมัครงานเพื่อพัฒนาเงินเดือนก้าวกระโดดเท่าตัวกับ นร ปอโท บางมด ที่สอบโทอิคเพื่อผ่านจบปอโทได้ ไม่สามารถนำไปสมัครงานหรือนำภาษาอังกฤษฟังอ่านไปใช้ได้จริง การเรียนลงลึกแบบน้องออร่าและอภิชาติ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ นร ปอโทไอทีบางมด ได้ฮึดเรียนภาษาลงลึกเพื่อพัฒนาเงินเดือนไอทีให้ก้าวกระโดด มากกว่า จบปอโทไปแต่ไม่มีคะแนนโทอิคไปดันเงินเดือนเพิ่ม .... : )
         แต่ นร ปอโท บางมด สามารถนำความรู้พัฒนาการฟังจากสถาบันไปสอบ TOEFL Paper Based ให้ผ่านไปได้ครับ
 
----
28. มี นร และ ผู้ปกครอง มาเล่าความอึดอัดใจ กับ อ. ในเรื่องค่านิยมเรียนแพงแต่สอบไม่ได้ กระผม ขออธิบายดังนี้ ก็แล้วกัน ....

------- จากกระทู้แรงบันดาลใจเป็นไปแล้วภาคสอง
http://www.krugrienktutor.com  ล่าสุด ปัจจุบัน คุณเอ็มได้ 620 ฟัง 345 อ่าน 275 ภายใน 2 สัปดาห์

       น้องเอ็ม หรือ คุณ พันธ์ชลิด วีราภรณ์กุล วิศวกร สำเร็จการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปอตรี ปัจจุบันจะจบปอโทวิศวเคมีจุฬา เดิมก่อนเรียนสอบได้แค่ เกือบ 400 การฟังแค่ 200 ถัดมาเรียนกับ อ. 2 สัปดา ได้ 540 การฟัง 325 การอ่าน 215 ปัจจุบัน คือ 620 แล้ว ถัดไปอีก 2 สัปดาห์ เนื่องจาก น้องเขาไปฝึกกับโปรแกรมข้อสอบโทอิคของสถาบัน แล้วพยายามใช้เทคนิคทำลาย Halo Effect ก่อน 4 วินาที เพื่อถอดรูปประโยคให้ได้อย่างน้อยสุด 70 % ทำให้แปลไทยได้อัตโนมัติ อย่างแม่นยำ และพูดแบบเป็นกลางเป็นเหตุผล การทำลาย Halo Effect การฟัง คือการสอนแบบลงลึกเอาใจใส่ นร เรียงคน 

     ( ตอนสอบโทอิคมันมีเทปสคริปให้กางหรือไม่ หรือ การสอนแบบให้ นรไปอ่านเทปสคริป นรไปอ่าน เทปสคริปที่บ้านเองก็ได้ เสียเงินแพงแต่สอบไม่ได้ทำไม ???? ) 


       และ การอ่าน น้องเขาเอ็มก็ฝึกกับ อ. เยอะมาก สรุป ผลงาน นร ที่ผ่านมาในเว็ปบอร์ดที่คะแนนก้าวกระโดดทั้งหลาย พวกเขาเหล่านี้ สรุปสั้นๆ ว่า ไม่ได้มีค่านิยมเรียนแพงแต่สอบไม่ได้ การเรียนการฟังเพื่อฟังลงลึกมันทำกับวิดิโอ ไม่ได้ เพราะ คนเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง มันถามวิดิโอไม่ได้ การเสียเงินแพงแต่สอบไม่ได้มันเป็นสิ่งที่ นร จีน และ เวียดนาม เขาถามอาจารย์เองว่า ทำไม นร ไทยจึงมีค่านิยมแบบนี้ อาจารย์ตอบไม่ได้ อาจารย์ตอบได้แค่ว่า อาจารย์ต้องการช่วยเหลือ นร ไทย ให้ได้การเรียนภาษาอังกฤษเทียบเท่ากับเทคนิคที่ นร ต่างชาติได้เรียน ที่แปลกใจว่า ทำไม เมืองไทย ไม่มีการอธิบายเรื่อง Halo Effect และ Noise การฟัง เหมือนที่เขาเรียนกันเมืองนอก และ การมีค่านิยมเรียนแพงแต่สอบไม่ได้ 
 
------
27. ประธานาธิบดีหม่าอิงจิ่วของไต้หวันได้ประกาศว่า จะให้ไต้หวันเป็นศุนย์กลางมหาวิทยาลัยของภูมิภาคด้วยการทำให้ทุกมหาวิทยาลัยในไต้หวันทุกสาขาทุกคณะต้องมีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อ.....
      ดึงดูดนักศึกษาต่างชาติมาเรียนได้มากขึ้นอย่างเท่าตัวนอกเหนือจาก นร . จีนที่เป็นพูดได้แต่จีนกลาง แนวโน้มที่หลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ที่มีการแข่งขันด้านการศึกษาโดยเฉพาะแนวโน้มเสรีอาเซียนตั้งแต่มค. 53 จะมีแนวโน้มสูงที่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นมาตรฐานสำคัญในการกระตุ้นการศึกษาในภูมิภาค ..... : )
 
----
26. นร ที่สถาบันจะไม่มีค่านิยมที่เป็นอุปสรรคระยะยาว ก่อนอื่นขออธิบายว่า  ค่านิยมที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทักษะพูดฟังอ่านเขียน ภาษาอังกฤษ ของนร หลายคน จากที่สำรวจมา มันคือ อะไร .....

       ม้นคือ ค่านิยม นร บางคน ต้องการเรียนไวยากรณ์ไปเรื่อยๆ  แล้วคิดว่าเรียนไปมากๆแล้วจะพูดฟังอ่านเขียนได้ แต่ความเป็นจริง คือว่า อ. ขอตั้งคำถามและเพียงข้อสังเกตที่ว่า ทำไม นร เหล่านั้น ยิ่งเรียน ไม่นานถัดมา ก็ลืมเลย ยิ่งเรียนมากขึ้น ยิ่งเสียเงินมากขึ้น มันต้องยิ่งเรียนมาก ยิ่งแน่น ยิ่งไม่ลืม แต่เรียนมานานแล้ว ลืมหมด  แล้วไม่สามารถนำไวยากรณ์มาประยุกต์ใช้กับการลงลึกพูดฟังอ่านเขียนได้

    น่าแปลกคือ  นร บางคน บอกกับ อ. ว่า เรียนไวยากรณ์ไปเยอะมาก แต่ภายหลังทดสอบแล้วพวก นร เหล่านั้น กลับไม่ใช่ไวยากรณ์และทักษะระดับประโยคมาเดารูปประโยคหรือถอดรูปประโยคขณะฟัง ไม่ใช้ไวยากรณ์ทักษะระดับประโยคมาทำลายอุปสรรคสำเนียงฝรั่ง หรือทำลาย Noise การฟัง

     แต่กลับทิ้งไวยากรณ์&ทักษะระดับประโยคไปเลย ไม่นำมาช่วยในการฟัง แล้วไปมีค่านิยมเน้นฟังแบบจับคำภาษาอังกฤษที่ตัวเองอยากจับเฉพาะคำที่คุ้นเคย เมื่อนำคำที่จับได้เป็นหย่อมๆ หรือ จากประโยคที่มีถึงมากกว่า 25 คำ จับได้เพียงสองสามคำ สองสามคำที่ว่า ก็ไม่รู้ว่า มันสัมพันธ์กันอย่างไรในตำแหน่งประโยค ผลคือ ก็ถูกปลูกฝังหัวจับได้สองสามคำ ก็มั่วความหมายไปเลย สรุปความหมายไปเลยก็แล้วกัน สิ่งเหล่านี้ มีผลต่อ การขาดความน่าเชื่อถือต่อหน้านายจ้างระยะยาว เพราะ ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมแล้วฟังแล้วจดบันทึกข้อมูลจาก เพื่อนร่วมงาน คู่ค้า ลูกค้า ที่เป็นชาวต่างประเทศได้ 

     ดังนั้น นร สถาบัน จะมีความได้เปรียบในการเรียนไวยากรณ์และทักษะระดับประโยคผ่านรูปประโยคกว่า 2000 รูปแบบ มีครบทุกบททางวิชาการของ Basic Grammar และ Advance Grammar แต่จะเน้นบทไวยากรณ์ที่ใช้พัฒนาการพูดฟังอ่านเขียนโดยเฉพาะ เป็นเทคนิคที่ นร อินเดีย บังคลาเทศ เวียดนาม จีน ฟิลิปปินส์ มาเล สิงคโปร์ ใช้ในการพัฒนาพูดฟังอ่านเขียนของประชากรของเขาตั้งแต่ นร ของเขาอายุน้อยๆ อยู่

   ฉะนั้น นร สถาบัน จะเรียนไวยากรณ์แล้วลืมยาก เพราะเจาะไปที่รูปแบบประโยคที่หลากหลายมากแล้วพวกเขาก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพูดฟังอ่านเขียน โดยเฉพาะ การทำให้คะแนนการฟังของพวกเขาก้าวกระโดด เป็นประจักษ์พยานมากมายในเว็ปบอร์ดของ www.krugrienktutor.com ซึ่งต้องรบกวนผู้อ่านผู้สนใจ ลองควานดูตัวอย่าง นร ที่ประสบความสำเร็จ อ่านลงลึกไปก่อนหน้านี้มากๆได้เลยครับ
 
-----
25. เนื่องจากหลายประเทศฝั่งอเมริกาและยุโรปมีการตื่นตัวเรื่องไข้หวัด 2009 ที่จะมีโอกาสระบาด ในช่วงต้นหน้าหนาวที่จะถึงปี 2552 ดังนั้น ....นร ที่เป็นไข้ดังกล่าวแต่ต้องการเข้าสอบที่ศูนย์สอบโทอิคทั้งที่กรุงเทพและเชียงใหม่ ควรจะรักษาตัวเองให้หายก่อนเพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ก็น่าจะหายแล้ว แต่ผู้ที่ยังไม่เป็นควรจะระมัดระวัง ควรเตรียมผ้าคาดปากให้พร้อมนะครับ เพราะศูนย์สอบโทอิคไม่ได้มีแต่คนไทยมาสอบแต่มีชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาติเอเชียมาสอบด้วย
 
-----
24.  นร ที่มาปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริง กับสถาบัน มีปัญหากับการทำสอบนิวโทอิคส่วน Short Talk เพราะไม่สนใจกับการฝึกฟังให้ถอดรูปประโยคได้บ้างแล้วแปลภาษาไทยอย่างไม่เพี้ยน แต่กลับไปฟังพอผ่าน จับคำที่คุ้นเคยหรืออยากจะจับ ไม่รู้ว่าคำที่ฟังแต่ละคำ ไม่รู้อยู่ในตำแหน่งใดของประโยค หรือ ไม่รู้เป็นคำประเภทใด หรือ Part of Speech ใด นั่นคือ จับคำได้เป้นหย่อมๆ แล้วก็คิดไปเองว่าแปลความหมายอย่างนั้นหรืออย่างนี้ แปลผิดเพี้ยนแล้วก็ไม่สนใจ มันส่งผลร้ายในระยะยาวอย่างไรจากกรณีศึกษาจริง .... ???

         น้องวิจัยที่เป็นพนักงานวิศวกร SCG ที่สอบ Aptitude Test สูงสุดของ SCG และ เรียนกับสถาบันจนสามารถพัฒนาทักษะการฟังแบบก้าวกระโดดมีรายชื่อแรงบันดาลใจในเว็ปบอร์ด เคยกล่าวขอบพระคุณกับ อ. ว่า การได้คะแนนโทอิคมากขึ้นก็เป็นเรื่องดี แต่ทักษะเบื้องต้นที่สำคัญกว่าคือ การฟัง เมื่อเขาฟังได้แบบถอดรูปประโยคได้อย่างต่ำ 70 % แล้วแปลภาษาไทยได้ เจ้านายที่ SCG ก็จะเริ่มให้โอกาสกับเขาในการเข้าห้องประชุมร่วมกับชาวต่างชาติมากขึ้น แตกต่างกับคนที่ฝึกแต่พูดแล้วพูดแบบผิดๆถูกๆ แต่ฟังไม่ได้ ชาวต่างชาติเขาจะมักคิดว่าร่วมงานยากกับคนที่เอาแต่พูดแต่ไม่เคยฟังอะไรได้ การประชุมต้องอาศัยทักษะการฟัง ผู้ที่ฟังภาษาอังกฤษได้จริง ได้รับความไว้วางใจมากขึ้นจากเจ้านายมากขึ้น ไม่ใช่ฟังแล้วผิดเพี้ยนแล้วยังยึดมั่นถือมั่น มันจะทำให้มีปัญหากับอนาคตการทำงานกับชาวต่างชาติระยะยาว ......
 
------
23. อ. ได้สัมภาษณ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้รู้  พบว่า
 
        ถ้าบุคลากรคนไทยไม่เตรียมพร้อมพัฒนาศักยภาพลงลึกทุกด้าน โดยเฉพาะการไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษพูดฟังอ่านเขียนได้จริง มีแต่ประกาศนียบัตรหรือ ค่านิยมเรียนแพงเพียงแค่ความอุ่นใจซับใจแต่ไม่สนใจว่าซับจาง หรือ ไม่สนใจว่าต้องสอบได้คะแนนก้าวกระโดด หรือ ไม่สนใจจะใช้ภาษาอังกฤษพูดฟังอ่านเขียนได้จริง จะมีผลต่อ นักลงทุน Real Sector ต่างประเทศอาจจะไม่ลงทุนที่ประเทศไทยในอนาคต 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า และ ถ้าคำทำนายของพี่ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะนครเป็นจริง คนไทยเราอาจต้องไปหางานที่ประเทศรอบข้างอาเซียน โดยเฉพาะคนไทยอพยพไปทำงานที่เวียดนามแทน
 
------
22.  ค่านิยมเรียนแพงแต่สอบไม่ได้ เป็นค่านิยมที่สวนทางกระแสโลก เนื่องจาก เนเธอร์แลนด์หรือฝรั่งเศสมีทุนที่ทำให้ นร ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแพง แต่เรียนได้ตลอดชีวิต หรือ คนเวียดนามและคนจีนหลายคนที่ใช้ต้นทุนน้อยมากในการพัฒนาการพูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้เร็ว มันอันตรายต่อ นร ไทยอย่างไร ภายหลังเปิดเสรีอาเซียน 1 ม.ค. 2553
 
             เนื่องจาก การเปิดเสรีอาเซียน ในช่วงแรก จะเปิดเสรีในส่วนของ สินค้าเกษตร โดยเฉพาะ คนไทยอาจมีโอกาสรับประทานข้าวเวียดนาม หรือ ต้องใช้ปาล์มน้ำมันของมาเลเซียมากขึ้น แต่การเคลื่อนที่ของแรงงานต่างชาติค่าจ้างไม่แพงแต่สามารถใช้ภาษาอังกฤษพูดฟังอ่านเขียนได้คล่อง จะตามมากับการบริหารการตลาดข้ามพรมแดนของชาติเหล่านั้น  แรงงานต่างชาติเหล่านั้น ซึ่งแตกต่างจาก นร ไทยหลายคนที่มีค่านิยมเสียเงินระดับหลักแสนแต่ไม่เน้นสอบให้ได้ เรียนไปเรื่อยๆ ลืมก็ช่างมัน ค่านิยมดังกล่าวจะเป็นจุดเปิดให้แรงงานต่างชาติดังกล่าวเข้ามาทดแทนคนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้จริง หรือ ได้คะแนนเพียงคะแนนโทอิคแต่ไม่เรียนลงลึก ก็จะใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้จริง ซึ่ง อ. ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย พบว่า ม. หัวเฉียว และ ม. อื่นๆ ก็มีการรับ นร จีน หรือ เวียดนาม เข้ามาเรียน และ หลายคนก็มุ่งมั่นเรื่องภาษาอังกฤษ และ ไม่มีค่านิยมเรียนแพงแต่สอบไม่ได้ ก็จะมาแข่งขันแย่งงานกับ นร ไทยมากขึ้น
 
----
21. จากผลสำรวจจากผู้สอบศูนย์สอบโทอิค โดยส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายที่เป็น นร ที่เพิ่งมาสอบ จะทำข้อสอบโทอิคเหลือข้อที่กามั่วจำนวนมาก อันเนื่องมาจากทำข้อสอบ

    Halo Effect การอ่าน คือ การที่ นร อ่านประโยคหนึ่งแล้วแปลนานเกินเวลาอันสมควร และ พบกับอุปสรรคการอ่านตัวอื่น เช่น ศัพท์ยาก หรือ ศัพท์ Unseen สาเหตุมาจากการที่ นร หลายคนไม่ได้นำความรู้ทักษะระดับประโยค และ ไวยากรณ์ มาช่วยทำให้อ่านเร็วขึ้น ด้วยเทคนิค Skimming และ Scanning เนื่องจากข้อสอบโทอิคจะถามข้อมูลดิบลงลึกในบทความที่อ่าน แตกต่างจาก การสอบ IELTS ที่จะถามคำถามง่ายแบบเชิงเปรียบเทียบ หรือ วิเคราะห์ไม่ลงลึก หรือ ถามเชิง Notation Analysis ถ้า นร ที่สอบโทอิค อ่าน 1 บทความใช้เวลานานกว่า 3 นาที มันจะเริ่มอันตรายแล้ว ...
 
-----
20.  ข้อมูลที่สถาบันได้สำรวจพบว่า ปัจจุบัน แนวโน้ม นร ไทย โดยส่วนใหญ่แล้ว ที่มีความเข้าใจในระบบวิธีการเรียนแบบใดที่ทำให้สอบได้ ยกเว้น มี นร ไทยบางกลุ่ม ที่รู้ทั้งรู้ว่า วิธีที่เรียนอยู่มันยังทำให้สอบไม่ได้ แล้วยังไม่ปรับวิธีการเรียน ทั้งที่สามารถตั้งข้อสังเกตเลือกวิธีการเรียนที่ทำให้สอบ โทอิค ไอเอล ได้ ผลเสียระยะยาว คือ อะไร 

      ผลเสีย คือ ภายหลังประเทศไทยเปิดเสรีอาเซียน หรือ AFTA ในปี 2553 แล้ว  กลุ่มที่ได้เปรียบ คือ นร ไทย ที่เรียนแล้วสัมผัสได้ว่า ทำให้สอบได้คะแนนก้าวกระโดดเรื่อยๆ จะได้เปรียบกว่า นร ไทย ประเภทรู้ทั้งรู้ว่า เรียนวิธีปัจจุบันแล้วยังสอบไม่ได้  เพราะ นร ที่ไม่ปรับตัว โดยส่วนใหญ่ จะทำข้อสอบ โทอิค ไม่ทัน ฟังไม่ได้จริง อ่านช้ามาก และ ส่วนมาก จะได้คะแนนดิบ และ คะแนน Percentile ต่ำ และ เป็นฐานคะแนน Percentile ให้กับ นร ไทยที่เรียนลงลึกและได้คะแนนก้าวกระโดด หรือ เป็น ฐานให้ ผู้สอบ ต่างชาติ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน เวียดนาม หรือ ยุโรปตะวันออก ที่มาสอบศูนย์สอบโทอิคที่เมืองไทย  
        ดังนั้น นร ไทย ที่รู้ว่า เรียนวิธีเดิมๆที่ ทำให้มี Halo Effect การอ่าน การฟัง การพูด  ทำให้ คะแนนการฟัง ไวยากรณ์ ทักษะระดับประโยค หรือ การอ่าน ยังไงก็ไม่เพิ่ม และไม่ยอมปรับความคิด ไม่ปรับทัศนคติ ไม่เปลี่ยนวิธีการเรียนใหม่ ต้องรีบเปลี่ยนตัวเองให้เร็วที่สุด เพราะ เมื่อข้อสอบนิวโทอิคยากขึ้นในอนาคต มันจะพลิกเกมไม่ได้เลย
 
-----
19. การที่ นร ไม่พัฒนาสู่การตีไปที่จุดอ่อนหรืออุปสรรคการฟัง จะมีผลร้ายต่อคะแนนสอบนิวโทอิคการฟังอย่างไร
       การฟังภาษาอังกฤษให้ได้โดยธรรมชาติ อย่างน้อยการตามรูปประโยคให้ได้ปริมาณคำให้ได้อย่างน้อยแค่ 70 % ของประโยคนั้น นร ก็สามารถแปลภาษาไทยโดยอัตโนมัติได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ไม่ถั่วงา ( เทคนิคของพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ว่า จำเนื้อร้องเพลงไหนไม่ได้ ก็ให้พูดถั่วงาทับลงไปเลย เพลงพี่เบิร์ดทำได้ แต่การฟังภาษาอังกฤษ ไม่ควรทำอย่างนั้น ) การที่ นร ไม่ตีจุดอุปสรรคตัวอย่าง จะมีผลต่อการคะแนนการฟังโทอิคที่มีโอกาสลดลงมากกว่า 50 คะแนน กรณีที่ทำข้อสอบชุดการฟังยาก

      อุปสรรคการฟังต่างๆ เช่น การไม่เน้นจิกคำที่ฟัง ไม่รู้ว่า คำนั้นอยู่ในตำแหน่งใด ประโยค และ ไม่รู้ว่าเป็น Part of speech หรือ เน้นความรู้สึก จับเป็นคำๆ ไม่ได้ใช้ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ที่เรียนมาช่วยในการเดารูปประโยคในการฟัง หรือ ปล่อยให้คำที่ฟังผ่านไปในหัว แต่ให้เลยไปสี่วินาที ก็เกิด Halo Effect เป็นต้น

---
18. เนื่องจากสายการบินตะวันออกกลางหลายแห่งเปิดสัมภาษณ์รับสมัครพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน แนวโน้มคะแนนโทอิคที่ได้ ต้องได้คะแนนประมาณเท่าไร 


        อาจารย์เพิ่งได้พูดคุยกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสายการบินที่มาจากตะวันออกกลางหลายราย ส่วนใหญ่ต้องได้คะแนนโทอิคที่มากกว่า 800 เพราะ เขาถือว่า ระดับคะแนนกว่า 700 เป็นระดับคะแนนที่คนทำงานมืออาชีพในทุกอาชีพควรจะมี แต่ระดับ 800 กว่า นับเป็นพนักงานที่ต้องสร้างภาพลักษณ์องค์กร .....

----
17.  คนทำงาน และ นร ที่จะสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตรวมถึง ผู้ประกอบการ และ ผู้ว่างงาน อีกหลายคน ที่ยังไม่เข้าใจถึง ความจำเป็นในการรีบพัฒนาทักษะพูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษให้ได้จริง  เพราะว่า AFTA หรือ เขตการค้าเสรีอาเซียน บวก สาม จะเริ่มแล้ว ....... เสรีแรงงานต่างชาติที่เก่งภาษาอังกฤษ จะมาเปรียบเทียบกับ พวกเรา ?????

      
----
16. มีบริษัทบางแห่งที่รับผู้สมัครงานหรือCandidate ที่สอบโทอิคแค่ 400 หรือ 450 มีความแตกต่างกับ องค์กรที่รับสมัครผู้สมัครงานที่ต้องการคะแนนโทอิคสูงๆอย่างไร 


      ที่ อ. มีข้อมูลที่บอกกล่าวได้ คือ บริษัทที่ต้องการคะแนนโทอิคอย่างต่ำ 400 หรือ 450 ส่วนใหญ่จะอยู่ไกล เช่น Double A จะอยู่บางนาตราด หรือ โรงงาน LG ที่อยู่ระยอง หรือ อีกหลายแห่ง แต่ นร ต้องไม่ประมาท เพราะ ถ้า ผู้สมัครงานที่สามารถสอบสัมภาษณ์ผ่าน และ สอบโทอิค เลยคะแนน 400 ไป ก็จะมีที่บริษัทจะต้องให้พนักงานสอบโทอิคต่อไปให้ได้คะแนนเพิ่มขึ้น หรือ อาจจะมีการจูงใจเป็นตัวเงินให้สอบโทอิคต่อไป ส่วนบริษัทต่างชาติ แน่นอนต้องการคะแนนโทอิคอย่างต่ำ 700 เช่น FEDEX หรือ IBM หรือ ....  โดยเฉพาะวงการไอที ปัจจุบัน นี้ ทั่วโลกขาดแคลนพนักงานไอทีชั้นดี ทั่วโลก ถึง 6 ล้านตำแหน่งงานในอีกสามปีข้างหน้า จากข้อมูลของ ATCI  ซึ่งคนไอที ต้องควรมีคะแนนโทอิค ไว้กันเหนียว เนื่องจาก คนไอทีมีสิทธิทำงานทั่วโลกได้ โดยเฉพาะ นักศึกษาปอโทบางมดที่ควรสอบโทอิคให้ได้เลย 700 จะมีผลต่อการทำงานในอาชีพไอทีในอนาคต ถ้าสอบแค่คะแนนโทเฟิลให้พอผ่าน มันเอาคะแนนโทเฟลไปสมัครงานทั่วโลกไม่ได้ เพราะมันคนละวัตถุประสงค์กัน .... : )

----
15. การฝึกแบบกางเทปสคริปอ่านในขณะที่ฟัง โดยที่รู้ว่าตอนสอบโทอิคจริงที่ศูนย์สอบเขาไม่มีเทปสคริปให้ดู หรือ ฝึกผิดวิธีชอบ Retape การฟัง แล้วจดในกระดาษทีละคำเท่าที่จำได้ เพราะตอนสอบจริง เขาไม่มีเวลาให้มานั่งจด Listening ทีละ คำ ...... สิ่งเหล่านี้จะ..... 

     ทำลายความมั่นใจของ นร ตอนสอบอย่างมาก โดยที่ นร อาจไม่รู้ตัว เมื่อความมั่นใจถูกทำลาย สติมันอาจจะหลุดยาว มีผลต่อการทำข้อสอบไม่ทัน กามั่วจะไม่ได้คะแนน คะแนนจะไม่ขึ้น นั่นเอง ....

----
14.  มี นร จำนวนหนึ่งโทรสอบถามกับ อ. ถึง ความจำเป็นในการสอบเพื่อให้ได้คะแนนโทอิคในการทำงานที่ต่างประเทศ .... :  ) 

       การที่ได้โยกย้ายไปทำงานที่สาขาต่างประเทศกะทันหัน หรือ ได้งานที่ต่างประเทศฉับพลัน  สิ่งที่ นร ควรระวัง คือ  การที่ต้องพยายามสอบคะแนนโทอิคให้ตามเกณฑ์ในขณะที่ต้องเตรียมตัวในงานด้านอื่นเพื่อไปลุยงานที่ต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่าย  นร ที่ไม่เคยสอบโทอิคจะมีปัญหาลักษณะคิดไปเองกับข้อสอบ ผู้ที่คิดไปเอง ยิ่งซื้อเวลา และ ถูกเจ้านายเร่งรัดให้ไปต่างประเทศ จะยิ่งมีความกดดัน ทางที่ดี พิชิตโทอิคในระยะเวลาอันสั้นด้วยการเรียนลงลึกและสอบลงลึกดีกว่า อย่าเรียนลวกๆให้เสร็จกันไป มันจะมีผลต่อคะแนนโทอิคนะครับ .....

----
13. ปัจจุบันมีแนวโน้มที่ผู้ประกอบการนักลงทุนจากเมืองจีนมาลงทุนในไทย ซึ่งไม่ต้องการเพียงแค่ผู้สมัครงานที่สามารถใช้ภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ต้องได้คะแนนโทอิคและมีทักษะการพูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษที่ใช้ได้จริงสอดคล้องกับคะแนนโทอิคที่ได้ตามความคาดหวัง .....  

    แนวโน้มใหม่ที่ ผู้สมัครงาน ในยุค 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า ต้องเตรียมพร้อมคือ ทักษะด้านการใช้ ภาษาต่างประเทศได้จริง หลายคนยังเข้าใจผิดว่า การสอบโทอิคให้ได้คะแนนระดับหนึ่งโดยไม่ต้อง ฝึกฝนการพูดฟังอ่านเขียน มันเพียงพอแล้ว คำตอบคือ ไม่แน่เสมอไป เพราะจากข้อมูลจาก BOI ที่ กล่าวถึง นักลงทุนเมืองจีนที่เริ่มมาลงทุนที่ประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องการผู้ที่ใช้ได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนได้คล่องแคล่วพอกัน ..... : )

----
12. ปัจจุบันองค์กรเอกชนใหญ่ หรือ รัฐวิสาหกิจ มีการรับสมัครพนักงานโดยมีเกณฑ์ผ่านคะแนนโทอิค


      ขั้นต่ำของคะแนนโทอิค คือ 500  โดย การสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นผู้เปิดรับสมัครแต่ องค์กรรัฐวิสาหกิจ อื่น โดยทั่วไป อย่างต่ำ คือ 550  และ ธุรกิจเอกชนองค์กรใหญ่ที่มีเปิดตัว รับสมัครด้วยคะแนนโทอิคที่ต่ำสุด คือ Double A  คือ 450  


      ที่สำคัญกว่า คือ แนวโน้มที่ตลาดแรงงานจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยผู้จ้างจะพยายามลดต้นทุนในการฝึกอบรมภาษาอังกฤษกับพนักงาน ผู้ที่พร้อมทำงานในองค์กรต้องไม่ใช่แค่เพียงสอบโทอิคให้ผ่าน แนวโน้มสำคัญ คือ ผู้สอบโทอิคผ่าน อาจต้องถูกคาดหวังจากนายจ้างมากขึ้น ในการพูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษ ฉะนั้น การฝึกเองตามยถากรรม ไม่ฝึกลงลึก ทั้งพูดฟังอ่านเขียน เรียนแบบกางอ่านเฉลยอ่าน Tape Script หรือ ฝึกผิดวิธีจนสร้างความเคยชิน จะทำให้ศักยภาพทางภาษาไม่ได้แน่นระดับหนึ่ง พอทำงานจริง อาจจะโดนกดดันอีก หรือ นายจ้าง ให้พนักงาน สอบนิวโทอิค หลายครั้ง คะแนนอาจจะแกว่งมีโอกาสที่คะแนนจะลดลงได้ ....

----
11. ทัศนคติใดของ นร ที่จะพัฒนาสู่การเป็นผู้สอบโทอิคชุดยากหรือนิวโทอิคที่จะได้คะแนนก้าวกระโดดสร้างศักยภาพทางภาษาที่แท้จริง อันที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนายจ้าง 


       เกณฑ์ที่ศูนย์โทอิคเคยเผยแพร่ให้ทราบเรื่องเกณฑ์คะแนนช่วงใดจะสะท้อนถึงระดับการทำงานที่สูงขึ้นระดับใด มีส่วนทำให้นายจ้างใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาระดับคะแนนโทอิคของพนักงานตัวเองหรือผู้สมัครงาน ปัจจุบันนี้ เกณฑ์ 700 นับเป็นเกณฑ์ที่ถือว่า ผู้ที่ทำงานระดับ Professional ต้องควรได้คะแนนเลยระดับนี้ เป็นเกณฑ์ระดับปอโทบางมดที่ให้ นร. ต้องผ่านให้ได้ หรือ องค์กรระดับใหญ่เริ่มใช้เป็นเกณฑ์แล้ว ทัศนคติหนึ่งที่ทำให้ นร พัฒนาเป็นผู้สอบได้ยาก คือ การประมาท หมายถึง การที่คิดไปเองว่า ข้อสอบมันง่ายเหมือนกับแบบฝึกหัดในท้องตลาด หรือ กามั่วก็คงได้คะแนน หรือ ไปสอบแค่โปรแกรมA และ B แล้วไปสมัครงานได้ การประมาทขาดซ้อมหรือประมาทแบบเรียนไปเรื่อยๆแต่ไม่เคยคิดจะไปสอบทิ้งเวลาซื้อเวลาไปนาน ผลคือ การประมาทดังกล่าวจะทำให้ศักยภาพทางภาษาทั้งการฟังและการอ่านมีสิทธิลดลงได้

----
10.  มี นร หลายท่านที่เคยโทรมาสอบถามอาจารย์ว่า ทำไมการสอบของศูนย์โทอิคประเภทโปรแกรม A และ B  ที่มีราคาถูกกว่า การสอบปกติที่เสียเงิน 1,200 ( หรือโปรแกรม C ) จึงไม่สามารถเอาผลสอบที่ได้ไปยื่นสม้ครงานตามที่อื่นๆได้ 


       ศูนย์สอบยืนยันว่า การสอบตามโปรแกรม A และ B จะเสียค่าใช้จ่ายถูกกว่า 1,200  โดยที่นร ที่เข้าโปรแกรมดังกล่าว สามารถสอบร่วมก๊วนเดียวกับ ผู้สอบปกติ วัดผลเหมือนกัน แต่ไม่สามารถนำผลไปยื่นสมัครงานได้ เนื่องจาก วัตถุประสงค์การสอบโปรแกรม A และ B เป็นการใช้อ้างผลสอบภายในการวัดผลสอบในนามสถาบันใดสถาบันหนึ่ง ไม่ใช่วัดผลในฐานะบุคคลทั่วไปที่ใช้อ้างอิงสมัครงานหรือสมัครเรียนได้

----
9.  เรื่องการสอบกับข้อสอบรีดีไซน์ชุดยากกับชุดง่ายแตกต่างกันอย่างไร ?  


      รบกวนชาวโทอิคช่วยดูที่กระทู้ แรงบันดาลใจรีเทิร์น ของคุณ นาตยา ที่มีการอธิบายว่า คะแนน Percentile Rank ของ ข้อสอบชุดยากกับชุดง่าย มีผลต่อคะแนนการสอบของผู้สอบ อย่างมากจริงๆ !!!

----
8.  มีข้อมูลสำคัญที่ นร ของสถาบันที่ไปสอบรีดีไซน์ และ ทำแบบฝึกหัดในท้องตลาดมาไม่ต่ำกว่าพันข้อ คุณ นาถยา เขาฝาก อ. มาแชร์ประสบการณ์ให้ ชาวโทอิคนะ : ) ...


     น้องนาถยา ปัจจุบันสอบรีดีไซน์มาสองครั้งได้คะแนนในช่วง 585 - 600 ต้องการให้ได้คะแนนสูงขึ้นเพื่อสมัครงานที่ ปตท. แต่ที่ อ. หยิบประเด็นมาพูด น่าจะเป็นประโยชน์ คือ น้องเขาทำแบบฝึกหัดในท้องตลาดในบางเล่มของบางสถาบันคนไทย นับเป็นเล่มที่ดี ก็น่าซื้ออ่าน อาจารย์สนับสนุนให้ นร ไทย ก็มาซื้อตำราไทยบ้าง ตำราต่างประเทศก็ดีเหมือนกัน ตำราไทยก็ไม่แพ้เหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างนมีแบบฝึกหัดที่มาก แต่มันอาจมี speed การฟัง เท่ากับ ระดับข้อสอบรีดีไซน์ ในชุดที่ไม่ยากบางชุด แต่ข้อสอบชุดยาก speedการฟังบางข้อ บาง Part ข้อสอบมันเร็วกว่าแบบฝึกหัดที่ขายมาก


      นั่นคือ ที่มาของศูนย์โทอิคที่มีการเปิดให้ฟัง Presentation ในช่วงกค. ที่ผ่านมา แต่ ประเด็น คือ น้องนาถยาและเพื่อนๆ เรียนเทคนิควิเคราะห์หลุมพรางสอบ ของสถาบัน ที่อาจารย์ได้เข้าไปงัดข้อสอบจริง และ วิเคราะห์แบบฝึกหัดในท้องตลาดทั้งภาคไทยและต่างประเทศ มันมีส่วนที่สามารถเพิ่มคะแนนเวลา นร ไปทำแบบฝึกหัด หรือ สอบโทอิครีดีไซน์ ได้จริง เดิม น้องนาถยา สอบทุกสองชั่วโมง Question Response จะได้เฉลี่ย 20 ข้อจาก 30 ข้อ แต่พอใช้เทคนิควิเคราะห์หลุมพรางสอบ น้องเขาได้คะแนนเฉลี่ย 25 ข้อ จาก 30 ข้อ แสดง การลงลึก เทียบ Key Word และ Key Meaning ทั้งประโยค ของ Choice เพื่อตัด Choice ตอบคำถาม Question Response ที่มีอยู่ 4 ประเภท ได้แก่ คำถาม Wh Word , คำถามขึ้นต้นด้วยVerb to be , to do , to have , คำถาม Tag Question และ คำถามที่เป็นประโยคบอกเล่าไปเลย


       นร เหล่านี้ ล้วนใช้เทคนิควิเคราะห์หลุมพรางของสถาบัน ซึ่งใช้เวลาเรียนถึง สองชั่วโมงเต็ม ...

----
7.   การเปลี่ยนจากผู้เรียนเป็นผู้สอบ หรือ Examer ต้องมีคุณสมบัติบางอย่างที่เพิ่มขึ้น เพื่อรับมือกับข้อสอบโทอิคชุดรีดีไซน์ ภาคแรก

          เนื่องจาก นร หลายคนที่พยายามสอบหลายครั้ง แต่ทำสอบไม่ทัน หรือ ข้ออยู่มากกว่า 10 หรือ 15 ข้อขึ้นไป บางคนเหลือมากกว่า 30 ข้อ หรือ อาจเลยไปถึง 50 ข้อ  ข้อที่เหลือส่วนใหญ่เป็นระดับข้อยากโทอิคที่มีการคูณถ่วงน้ำหนักคะแนนสูงกว่า ยิ่งเหลือข้อมากยิ่งมีปัญหา มันมีคุณสมบัติที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษต้องปรับตัวให้กลายเป็นผู้สอบภาษาอังกฤษ หรือ Examer โดยที่คุณสมบัติผู้สอบที่ดี มันมีอยู่หลายข้อ อาจารย์จะพยายามหยิบมาพูดเรื่อยๆ  ประเด็นแรกที่น่าสนใจ คือ นร ที่ปรับตัวเป็นผู้สอบไม่ได้ คือ ไม่สามารถคำนวณเวลาในหัว ใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพเพื่อทำข้อสอบให้ทันโดยไม่ควรเหลือสักข้อ ทำไมต้องทำ Part Reading ใช้เวลาไม่เกิน 45 นาที มิฉะนั้นจะกระเทือนต่อ Part ที่เป็น Text หรือ Part Sentence Completion ถ้า นร ใช้เวลาในการสอบทำตามใจ อยากทำข้อไหนก็ทำ ไม่ต้องดูเวลา คิดว่า อ่าน Passage นี้ยากก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยอ่านไม่เสร็จ แล้วดูคำถามไปก่อน ยังไม่อ่าน Passage ก็ได้ การขาดวินัยในการทำสอบ รวมถึง การขาดการตั้ง Sensor เตือนเวลาในหัวตัวเองล้วนแต่เป็นเรื่องอันตราย เพราะ ผู้สอบที่เข้าใจวัตถุประสงค์การสอบโทอิคแท้จริง ย่อมเข้าใจว่า เวลาน้อย ข้อสอบมาก ข้อสอบยากขึ้นมากกว่าชุด Redesigned Test แสดงว่า ETS กำลังทดสอบทักษะการตัดสินใจในการใช้เวลาเรา ว่ามีความกล้า เฉียบคม และมีวินัยแค่ไหน

----
6. การสอบข้อสอบรีดีไซน์โทอิคแบบวันเว้นวัน มีผลเสียมากกว่าผลดี

        จากข้อ 5 ที่ อาจารย์ได้กล่าวถึง การที่ นร ต้องลงลึกการฟัง มิฉะนั้น อาศัยแต่ทำแบบฝึกหัดเอาปริมาณ กับแบบฝึกหัดที่ขายในท้องตลาดที่ไม่มี speed การฟังเร้วเท่ากับรีดีไซน์ในบางชุดแล้ว ดังนั้น ศูนย์สอบโทอิคมีการเปิด ให้ นร ที่ไม่เคยได้ลอง speed การฟังที่เร็ว หรือ ไม่เคยเชื่อว่ามันเร็วขนาดนี้ ให้ได้ทดลองฟังที่ศูนย์สอบโทอิค ที่อาคาร BB Building ซึ่ง นร ของสถาบันที่เรียนลงลึก ด้วยเทคนิคแยกเสียงสำเนียงฝรั่งและถอดรูปประโยคกับการฟังที่เร็วของสถาบันครูเกรียง จะแบ่งเวลาเข้าไปเพื่อไปทดลองฟังเป็นปกติอยู่แล้ว จึงแจ้งมาให้ชาวโทอิคทราบ สรุปว่า การที่สอบวันเว้นวัน ที่ นร บางคน น่าจะรู้ว่า คะแนนสอบมันไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง  ในการสอบหนึ่ง สอง หรือ สามครั้งแรก มันต้องไหวตัวทัน ต้องกลับมาเพิ่มเติมความรู้ทักษะระดับประโยค และ  การเรียนการฟังการอ่านลงลึกมากขึ้น หรือ ไปทดลองฟังที่ศูนย์สอบโทอิคดูก่อน เพื่อแก้ไขข้อเสียเปรียบ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยสอบข้อสอบชุดยากรีดีไซน์โทอิคมาก่อน

หมายเหตุ :  เนื่องจากศูนย์สอบโทอิคได้ยืนยันออกมาแล้วว่า การเปิดให้ฟังข้อสอบ Redesigned Test แบบ Presentation ได้เปิดทดลองเมื่อเดือน ก.ค. 52 ที่ผ่านมาและได้ปิดการทดลองฟังฟรีตั้งแต่เดือน ส.ค. 52 ซึ่งอาจจะมีการเปิดให้ฟังข้อสอบฟรีในภายหลัง ให้ นร ที่สนใจลองสอบถามที่ศูนย์สอบโทอิคอีกครั้งหนึ่งเรื่อยๆ นะครับ


----
5. เรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับ นร ที่ตั้งใจทำแบบฝึกหัดเอาปริมาณ เพื่อไปสอบ แต่ไม่เรียนลงลึก

     ไม่น่าจะมีแบบฝึกหัดที่ขายตามท้องตลาดทั้งภาคไทยและภาคอังกฤษอีกต่อไปแล้ว ที่มี Speed การฟังให้นักศึกษาได้ลองทำ ได้เร็วกับข้อสอบโทอิคชุด Redesigned Test โทอิคชุดยากในบางชุด อีกต่อไปแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลของการทำธุรกิจศูนย์สอบเชิงการค้าของ ETS


----
4. TOEIC ชุดยาก รีดีไซน์ ยากมากขึ้นจริง กามั่ว เจ๊ง .....

     ข้อสอบโทอิคชุดยาก Redesigned Test จะมี Speed การฟังที่เร็วกว่า Classic Test อยู่ 40 % โดยเฉลี่ยและ การอ่านที่มีศัพท์ Unseen ที่มากกว่าเดิม และ บทความยาวกว่าเดิม เป็น Double Passage และ How To ในการทำสอบกับส่วน Cloze Test จะซับซ้อนขึ้น สอบศัพท์ยากขึ้น กามั่วข้อใดผิดไปเลยมี % มากกว่า 75 %

----
3. ผลลัพธ์ที่ นักศึกษาฝึกภาษาอังกฤษผิดวิธี กับ การสอบโทอิคชุดยาก

     ถ้านักศึกษาฝึกผิดวิธี ทั้งการเรียนทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ ที่เยิ่นเย้อ ไม่ลงรูปประโยค ไม่สามารถประยุกต์รูปประโยคที่หลากหลายกับการลงลึกพูดฟังอ่านเขียนได้ ไม่เปลี่ยนความเคยชินเดิม ในสไตล์การฝึกและการสอบเดิมที่ทำให้ได้คะแนนไม่สูง หรือ ไม่พยายามลดการกามั่วข้อสอบลง ไม่เปิดใจรับเทคนิคนวตกรรมที่นักศึกษาเมืองนอกใช้สอบได้คะแนนโทอิคสูงกันทั่วโลก ( เช่น คนจีน อินเดีย บังคลาเทศ เวียดนาม ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ที่พัฒนาทักษะระดับประโยค พูดฟังอ่านเขียน สอบ TOEIC TOEFL IELTS ได้คะแนนสูง )

    นักศึกษาจะมีโอกาสสูงที่ไม่สามารถรับมือข้อสอบชุดยากโทอิค Redesigned Test ได้เลย และ ถ้านักศึกษากามั่ว กาโดยใช้อารมณ์แทนที่จะใช้เหตุผลที่เป็นขั้นตอน How To ทำให้ นักศึกษามีโอกาสทำข้อสอบไม่ทัน ข้อที่ไม่ทันจะเป็นข้อระดับยากโทอิค ที่มีการคูณถ่วงน้ำหนักคะแนนสูง ถ้ากามั่วมากกว่า 15 ข้อขึ้นไป กาแถวเดียว คะแนนที่ได้จากการกามั่ว จะไม่เกิน 10 % จากข้อที่กามั่ว และ มีโอกาสสูงที่จะได้คะแนน Redesigned Test ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง คือ 550

----
2. ถ้าไม่ใช้นวตกรรมพัฒนาทักษะศักยภาพภาษาอังกฤษกับ นร ไทย ให้เทียบเท่า นร ต่างชาติที่สอบโทอิค เกิดอะไรขึ้น ....

     ถ้านักศึกษาไม่เรียนทักษะระดับประโยคประยุกต์สู่การลงลึกพูดฟังอ่านเขียน และไม่ใช่นวตกรรมเทคนิค เทียบเท่ากับคนต่างชาติที่เขาสอบคะแนนโทอิคได้คะแนนสูง นักศึกษาจะไม่โอกาสน้อยที่จะรับมือข้อสอบชุดยากโทอิค Redesigned Test เพราะ ข้อสอบชุดนี้วัดคนทั่วโลก

     ไม่ใช่แค่วัดคนไทยด้วยกัน ข้อสอบ Redesigned Test จะมีโอกาสพัฒนาให้ยากขึ้นตาม ศักยภาพของ นร ทั่วโลก ที่เพิ่มขึ้น มีโอกาสพัฒนาให้ยากขึ้นทุก 6 เดือนหรือหนึ่งปีได้  ถ้า นร ไทย ท่านใด ไม่เน้นลงลึก แล้วสอบทุกครั้งมีการกามั่วเพราะทำข้อสอบไม่ทันนร ท่านนั้นมีโอกาสสูง ที่คะแนนจะมีแต่ลดลงและไม่เพิ่ม

----
1. ศึกษา ตัวอย่าง นร ที่เรียนลงลึกแล้วประสบความสำเร็จสอบผ่านของสถาบัน ทำอย่างไร

      อาจารย์มีตัวอย่างของ นร ที่ สถาบันครูเกรียง ได้สร้างคนให้สอบได้ ด้วยศักยภาพการฟังการอ่านที่แท้จริง ด้วยการ เรียนลงลึกด้วยเทคนิคสถาบันมาเผยแพร่ เทียบเท่ากับหรืออาจมากกว่าเทคนิคที่คนต่างชาติใช้แล้วพัฒนาทักษะระดับประโยค ศัพท์ พูดฟังอ่านเขียน ได้ใน 6 เดือน หรือ ที่ทำให้ได้คะแนนโทอิคสูง อัพเดทต่อเนื่องที่กระทู้
http://www.krugrienktutor.com และ สร้างเป็นชุมชนช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน แบบ Social Network แบบ twitter หรือ facebook 

 #### ข้อมูลอัพเดทนวตกรรมให้กับ นร ไทย####

( โปรดติดตาม Update เรื่อยๆ ) ถึงข้อที่ 192 : อัพเดทนวตกรรมระบบการสอน



-----

192. ( ต่อจาก 191 )   อีกเหตุผลหนึ่ง คือ นร บางคนจะมีเวลาทำงานที่หนัก เรียนหนัก หาเวลาเรียนที่ยืดหยุ่นไม่ได้ สถาบันต้องการช่วย นร

-----
191. ( ต่อจาก 190  )   สถาบันมีว้ตถุประสงค์ให้เรียนไม่จำกัดชั่วโมงเพราะ ปัจจุบันข้อสอบโทอิคมี Listening ที่เร็วที่สุดในโลก ข้อสอบไวยากรณ์มีวิเคราะห์สองชั้น และ เป็นข้อสอบที่จงใจจัดการให้คนนิยมรีบกาเร็วรีบกามั่วต้องมาสอบซ้ำ สถาบันต้องการผลักดัน นร ให้สอบได้มากที่สุด
 
----
190. ( ต่อจาก 189 )   สถาบันมีว้ตถุประสงค์ให้สมัครเรียนแล้วมีการปูพื้นฐานทักษะระดับประโยค และ เรียนไวยากรณ์ผ่านโครงสร้างประโยค ทำให้ นร มีพื้นฐานที่แข็งมากขึ้น กับ พูดฟังอ่านเขียน เทียบเท่ากับ นร สิงคโปร์ มาเลย์ ฟิลิปปินส์ อินเดีย บังคลาเทศ ฯลฯ
 
----
189.  สถาบันมีวัตถุประสงค์ให้ปูพื้นฐานลงลึกก่อนสมัครเรียนเพื่อทำให้ นร เกิดความมั่นใจว่า จากการที่สถาบันชี้ให้เห็นว่า การแก้การฟังที่เพี้ยน มันแก้ได้ไม่ยาก
 
----
188. ( ต่อจาก 187 ) สถาบันยังสะสมรูปแบบ Connecting Words มากที่สุด เพื่อใช้ในการฝึกเขียนข้อสอบข้อที่สอง ของ IELTS ด้วย ซึ่งเป็นการทดสอบการเขียน Writing เชิง Cause and Reason
 
-----
187. สถาบันสะสมรูปแบบประโยคและสำนวนกลุ่มคำ Preposition และ Connecting Words เพื่อใช้ในการฝึกเขียนเพื่อสอบ Writing ของ IELTS มากที่สุด ในการสอบข้อที่ 1 ของการเขียน Writing เชิง For Example อธิบายข้อมูลที่นำเสนอผ่านกราฟ
 
-----
186.( ต่อจาก 185 ) ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันมีเทคนิคเดียวในประเทศไทยที่ใช้แก้ปัญหาการเดา ศัพท์ยากในเนื้อความที่อ่าน Part Reading ด้วยการเลือก Key Word ในเนื้อความมาเดาศัพท์ยาก ด้วยการระบุเทียบ Key Word เป็นเทคนิคที่เรียกว่า Reverse Keyword ที่ต่างประเทศก็ใช้ แต่เมืองไทยไม่มีใครใช้ ยกเว้นสถาบันครูเกรียงที่เดียวที่นำมาเผยแพร่ มิฉะนั้น นร ที่ประมาทจะทำ Reading เกิน 45 นาที หรือ อ่าน Double Passage นานกว่า สองนาทีครึ่ง ทำให้ นร ทำไม่ทัน และ ต้องมั่วข้อในจำนวนที่มากกว่า 20 ข้อเป็นต้นไป ความเสียหายก็เกิดขึ้น  
 
-----
185. นร ที่ฝึกถูกวิธีเกี่ยวกับการ Reading จะสามารถประยุกต์ทักษะระดับประโยคการ Skimming และ Scanning ในแต่ละตำแหน่งคำในประโยคและประเภทคำ ทำให้อ่านได้เร็วพร้อมทั้งระบุประโยคใน Reading ที่เป็น ประเด็น หรือ หัวข้อใหม่ที่เกิดขึ้นในเนื้อความที่ใช้ลำดับเรื่องราวได้
 
-----
184.( ต่อจาก 183 ) การที่ นร ฝึกถูกวิธีทำให้ นร เกิดความมั่นใจ สถาบันเป็นที่เดียวในประเทศไทยที่แยกสำเนียงฝรั่งเทียบเสียงภาษาไทย และ ประยุกต์ใช้ความรู้
ทักษะระดับประโยคทำลาย Noise การฟัง อันเกิดจาก นร ปรุงแต่งเสียงไปเอง หรือ อุปสรรคสำเนียงฝรั่ง 8 แบบ
 
-----
183.( ต่อจาก 182 ) การที่ นร ฝึกผิดวิธี เรียนผิดวิธี หรือ ค่านิยมไม่เน้นระบบสอน เรียนไปเรื่อยๆ พอรู้พอเข้าใจ แต่ไม่คิดเน้นจะสอบซักที นร ที่ไม่เตรียมตัวสอบ Listening ของ TOEIC แล้วไปสอบ ตามสถิติจะมี นร หลายรายที่คะแนนต่ำกว่า 450 จะกลัวข้อสอบโทอิคแล้วไม่กล้าสอบไปเลย นับเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ

-----
182. ( ต่อจาก 181 ) รวมถึง สถาบันมีวิธีฝึกให้ นร สามารถจิกคำได้ถี่ทำให้มีโอกาสจิกคำขณะฟังโดน Key Word ในประโยคที่ฟัง เป็นการพัฒนาสมาธิในการฟังระยะยาว หรือที่เรียกว่า Listening Toughness

-----
181. ( ต่อจาก 180 ) สถาบันมีวิธีที่ประยุกต์จากเทคนิคที่ นร ต่างชาติเอเชีย พัฒนา Listening ภาษาอังกฤษ เรื่องการระบุที่มาของคำ ทั้งตำแหน่งคำและประเภทของคำที่ นร จิกฟังได้ และ ปรับ Earing ให้ฟังไม่เพี้ยนก่อนการเดาคำที่ได้ยินว่าเป็นคำอะไร
 
----
180. ( ต่อจาก 179 ) ปัจจัยอุปสรรคที่ทำให้ นร ที่เพิ่งฝึกลงลึกพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ ถัดมา คือ ปัจจัยด้านจิตวิทยาที่ทำให้ไม่กล้าเดาคำที่ฟัง หรือ ถอดรูปประโยคขณะฟัง และ ปัจจัยด้านการทำงานของระบบสมองที่เป็นอุปสรรคการฟังภาษา

-----
179. ปัจจัยอุปสรรคที่ทำให้ นร ที่เพิ่งฝึกลงลึกพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ คือ ทักษะระดับประโยคที่อ่อน ประเภทเรียนไวยากรณ์เยิ่นเย้อแต่ไม่ลงลึกเรียนรูปแบบประโยคแบบละเอียดมากพอ และ ไม่ศึกษารูปแบบประโยคที่ฝรั่งใช้จริง ๆ
 
----
178.  ถ้า นร มี Earing หรือ โสตประสาทในการฟังที่ปรุงแต่งคำที่ฟังให้เป็นคำอื่นที่อยากให้เป็น แสดงว่า มี Earing ที่เพี้ยน การสอนประเภทบังคับให้ นร อ่าน Tape Script แล้วฟังไปด้วย จะทำให้ นร ไม่ทราบเลยว่า ตัวเองมี Earing ที่เพี้ยนมากแค่ไหน ยิ่งเพี้ยนมาก ตามสถิติ คะแนน Listening จะน้องทำให้คะแนนรวมโทอิค ยิ่งน้อย 
 
----
177. ถ้า นร มี Earing เพี้ยนแล้วยิ่งประมาท ทั้งที่คะแนนสอบโทอิค ครึ่งหนึ่ง คือ การฟัง หรือ คะแนนพื้นฐานของ IELTS คือ การฟัง ถ้า นร เน้นเอาแต่อ่าน แต่อ่านก็ยังช้า แถมทำไม่ทันแล้วมั่วกาแถวเดียวทุกข้อ เนื่องจากศูนย์สอบเชิงการค้าเขาไม่ยอมให้ใครกามั่วแล้วได้คะแนนมากๆ นร เหล่านั้นจะไม่มีคะแนนการฟังมาอุดคะแนนส่วนอื่นได้
 
-----
176. เมื่อ นร มี Earing ที่ไม่เพี้ยน ผลดี คือ จะสามารถตอบคำถามการฟังที่เป็นข้อมูลดิบของ TOEIC , IELTS ได้ คนที่มั่วความหมายเป็นภาษาไทยไปเลยขณะที่ฟัง ก็มักจะรีบกาเร็วและกามั่ว และคะแนนการฟังที่ได้ จะขึ้นยาก และ สูญเสียเวลาในการฝึกที่ผิดวิธี จนสายไปแล้ว
-----
175. ถ้า นร มี Earing เพี้ยนแล้วยิ่งฝึกผิดวิธีจากวิดิโอที่บังคับให้จิกคำสองสามคำพอเป็นพิธี จากคำในประโยคหนึ่งอาจมีถึงสี่สิบคำ หรือ มากกว่า 15 คำอย่างต่ำ แล้วมั่วความหมายเป็นภาษาไทยไปเลย โดยไม่สนใจว่า ตัวเองฟังภาษาอังกฤษเป็นรูปประโยคอย่างไร จะทำให้เจ๊งได้แน่นอน
 
----
174. สถาบันจะปรับ Earing ที่เพี้ยนของ นร ให้ฟังแล้วลดความเพี้ยนลง ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการถอดรูปประโยคภาษาอังกฤษให้ได้แค่ 70 % แล้วโดน Key Word ทุกตัว ทำให้ นร แปลภาษาไทยโดยอัตโนมัติ
 
-----
173. ถ้า นร มี Earing หรือ โสตประสาทในการฟังที่ปรุงแต่งคำที่ฟังให้เพี้ยน มีสาเหตุจากการสร้างความเคยชินในการฝึกที่ผิดวิธี เรียนผิดวิธี หรือ ไม่สามารถแยกสำเนียงฝรั่ง Great Britain English เทียบเสียงภาษาไทยได้ เรียนพอผ่านไปๆ ขาดความต่อเนื่อง ฝึกผิด ฝึกไม่ต่อเนื่อง ยิ่งสอบคะแนนยิ่งจะขึ้นยาก

----

172. นร ที่ผ่านกระบวนการปรับ Earing แล้วฟังเสียงเป็นเสียงนั้นจริง การถอดคำออกมาจะเป็นโดยธรรมชาติ ถ้าคำนั้น เป็น Seen Vocab ที่ นร รู้มาก่อนนานแล้ว ปัญหาคือ Unseen Vocab ที่ นร ถอดเป็นคำไม่ได้ การฝึกถอดรูปประโยคนั้น ไม่จำเป็นต้องถอดทุกคำ ถอดเฉพาะคำที่เป็น Key Word ที่ได้จากการฟังเท่านั้นพอ

-----

171. ( ต่อจากข้อ 170 ) นร ที่ผ่านกระบวนการปรับ Earing ฟังเสียงคำในประโยคให้เป็นคำนั้น ไม่ใช่ปรุงแต่งเป็นคำที่อยากให้เป็น เป็เนขั้นตอนพื้นฐานก่อนที่ นร จะฟังแล้วกล้าถอดเป็นคำว่าฟังแล้วเป็นคำใดในภาษาอังกฤษ และ ระบุตำแหน่งคำนั้นในประโยคได้

-----

170. คุณ ศิริวรรณ ชูศรี สอบโทอิคครั้งที่สอง คะแนนรวม 630 ได้คะแนนการฟังเป็น 345 จากเดิมสอบครั้งแรกการฟังได้ 290 โดยเรียนกับสถาบันเพียงสองสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง เพราะ คุณ ศิริวรรณผ่านกระบวนการปรับ Earing ฟังเสียงคำในประโยคให้เป็นคำนั้น ไม่ใช่ปรุงแต่งเป็นคำที่อยากให้เป็น ก่อนลงลึกการฟังขั้นลึกต่อไป

---

169. ( ต่อจาก 168 ) สถาบันนำกลุ่ม Preposition ที่เป็นสำนวนที่ฝรั่งใช้จริงที่ใช้พัฒนาพูดเขียนแบบก้าวกระโดด มาใช้ประกอบกับการต่อ Jigsaw กับการสอบเขียน Writing ใน Part สองของ IELTS ที่ทดสอบการเขียนเชิงเหตุผลและเชิงยกตัวอย่าง กับ การแสดงความคิดเห็นทั่วไป ทำให้ นร สอบ IELTS ที่ยังเขียนผิดไวยากรณ์หรือรูปประโยคในทุกประโยค สามารถแก้ปัญหาให้สอบเขียนทันภายใน 40 นาที ได้

-----

168. ( ต่อจาก 167 ) สถาบันนำกลุ่ม Preposition ที่เป็นสำนวนที่ฝรั่งใช้จริงที่ใช้พัฒนาพูดเขียนแบบก้าวกระโดด มาใช้ประกอบกับการต่อ Jigsaw กับการสอบเขียน Writing ใน Part แรกของ IELTS ที่ทดสอบการเขียนเชิงเปรียบเทียบกับข้อมูลกราฟ ทำให้ นร สอบ IELTS ที่ยังเขียนผิดไวยากรณ์หรือรูปประโยคในทุกประโยค สามารถแก้ปัญหาให้สอบเขียนทันภายใน 20 นาที ได้

-----

167. ( ต่อจาก 166 ) การศึกษากลุ่ม Preposition ที่เป็นสำนวนที่ฝรั่งใช้จริง มาใช้ประกอบกับการเทียบ Key Word ในทักษะระดับประโยค เพื่อทำข้อสอบ TOEIC ในส่วน Sentence Completion กับ Text Completion ในข้อที่เป็น Preposition แต่ข้อที่เป็น Connecting Word จะใช้การเทียบความหมายโดยรวมแทน

-----

166. ( ต่อจาก 165 ) การศึกษากลุ่ม Preposition ที่เป็นสำนวนที่ฝรั่งใช้จริง ที่สถาบันรวบรวมและสอนอย่างละเอียดให้ยังช่วยให้ นร เลี่ยงการใช้ภาษาอังกฤษเป็นแนวภาษาไทย และ เป็นเกณฑ์การให้คะแนนสอบ IELTS คือ Grammatical Accuracy และ Idiom Usage

-----

165. ( ต่อจาก 164 ) การศึกษากลุ่ม Preposition ที่เป็นสำนวนที่ฝรั่งใช้จริง สถาบันรวบรวมและสอนอย่างละเอียดนับพันรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Noun กับ Preposition หรือ Phrasal Verb กับ Preposition หรือ Linking Verb กับ Preposition และ Prepo กับ Prepo เป็นต้น ทำให้ ทำลาย Halo Effect การพูด และ ทำให้ นร ไทย ไม่ต้องมาคิดไทยหนึ่งคำเป็นภาษาอังกฤษหนึ่งคำ แล้วหยุด แล้วคิดต่อ แต่มันทำให้ นร พูดออกมาเป็นประโยคยาวที่กระทัดรัดได้ทีเดียว

-----

164. ( ต่อจาก 163 ) อาจารย์ต้องสอนกลุ่ม Preposition ที่เป็นสำนวนที่ฝรั่งใช้จริง เป็น How To หรือ วิธีเดียวที่ทำให้ เกิดการก้าวกระโดดในการพูดเขียนกับ นร ที่ต้องมาเรียนให้ก้าวกระโดดลงลึกตอนโต

-----

163. ( ต่อจาก 162 ) กรณีศึกษาของ น้องเพ็ค ซึ่งเป็น นร อินเตอร์ที่เตรียมตัวสอบ IELTS เรียนกับสถาบัน เข้าเรียนภาคอินเตอร์ระดับมหาวิทยาลัย ให้ อาจารย์ช่วยแก้การเขียน Personal Statement ที่จะเข้าศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน อาจารย์ต้องสอนกลุ่ม Preposition ที่เป็นสำนวนที่ฝรั่งใช้จริง เพื่อให้ นร มีวัตถุดิบในการซ้อมการพูดหรือเขียนกับสถาบัน ก่อนการสอบจริงทุกสองชั่วโมงที่สถาบัน

-----

162. การเลือกเก็งข้อไวยากรณ์ในข้อสอบ TOEIC ส่วน Sentence Completion และ Text Completion มาถามสดตอบสด และ เรียนรู้เทคนิคการหา Key Word เทียบ Key Word และ ตัด Choice โดยใช้ความรู้การเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคจากสถาบัน ทำให้ นร หลายคนมีคะแนนสอบ TOEIC ดีขึ้น ใน Part ไวยากรณ์

----

161. ( ต่อจาก 160. ) สำนวนภาษาอังกฤษที่ฝรั่งใช้กันจริงๆ ในรูปกลุ่มคำ Preposition จะใช้ช่วยพัฒนาการพูดกับการเขียนให้กับ นร IELTS ด้วยการทำให้ประโยคที่เขียนหรือพูดจะกะทัดรัดไม่เยิ่นเย้อ

-----

160. สถาบันมีการรวบรวมสำนวนภาษาอังกฤษที่ฝรั่งใช้กันจริงๆ ในรูปกลุ่มคำ Preposition น่าจะมากที่สุดแล้ว ที่ใช้ช่วยพัฒนาการพูดกับการเขียนให้กับ นร IELTS แบบก้าวกระโดด

-----

159. ( ต่อจากข้อ 158 ) นร ควรนำเทคนิคการฟังเพื่อเพิ่ม Listen Toughness และ การถอดรูปประโยคไปซ้อมที่บ้าน ถ้าขาดการซ้อม ผลคือ Earing ของ นร มีโอกาสพัฒนาลงได้ และ ถ้าไม่เตรียมตัวสอบ หรือ ทิ้งการซ้อม แม้สอบที่สถาบันได้คะแนนสูง แต่ขาดช่วง คะแนนสอบจริงจะมีปัญหา

-----

158. ( ต่อจากข้อ 157 ) วิธีที่ สถาบันมีการฝึกซ้อมการพัฒนา Earing ภาษาอังกฤษเพื่อเลี่ยงมิให้ นร ฟังแล้วปรุงแต่งเสียงเป็นคำอื่น นร ที่ฝึกซ้อมตาม Step สามารถทำที่บ้านได้แล้ว ประกอบกับการฟังยาวเพื่อฝึกการจิกคำที่ฟังให้ได้จำนวนคำตามที่กำหนด จะทำให้ Earing ไม่ถอยหลัง

-----

157. ( ต่อจากข้อ 156 ) วิธีที่ สถาบันมีการฝึกซ้อมการพัฒนา Earing ภาษาอังกฤษเพื่อเลี่ยงมิให้ นร ฟังแล้วปรุงแต่งเสียงเป็นคำอื่น จะเป็นขั้นตอนปรับ Earing ให้ นร พร้อมก่อนการซ้อมประเภทถอดประโยคจาก Short Talk ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ นร ต้องผ่านที่สถาบัน การันตีคะแนนการฟัง TOEIC ได้มากกว่า 360 จากสถิติ นร ของสถาบันที่ผ่านมา

-----

156. ( ต่อจากข้อ 155 ) นอกจากนี้ สถาบันมีการฝึกซ้อมการพัฒนา Earing ภาษาอังกฤษเพื่อเลี่ยงมิให้ นร ฟังแล้วปรุงแต่งเสียงเป็นคำอื่น ทำให้ เกิด Noise การฟัง มีกระบวนการเพิ่มเติมเช็คว่า นร มี Earing ที่ผิดพลาดหรือไม่

-----

155. ( ต่อจากข้อ 154 ) นร ต้องซ้อมกับ CD ที่เป็นข้อสอบโทอิคจาก Internet ที่มีซ้ำกับข้อสอบในศูนย์สอบจากการยืนยันของ นร สถาบัน นร ต้องซ้อมตามเทคนิคที่เรียน

-----

154. ( ต่อจาก ข้อ 153 ) ปัจจุบันการฝึกลงลึกการฟังถอดรูปประโยคให้ได้ 70 % มีระบบการฝึกซ้อมตาม Check List ที่ปรับมาจากการฝึกของ นร ต่างชาติกับ ภาษาอังกฤษ มีการพัฒนาลงลึกแก้ไขจุดอ่อนของ นร ที่มี การฟังคำใดคำหนึ่งแล้วปรุงแต่งเป็นคำอื่น หรือ Earing ผิดปกติ และมีการจดรูปแบบประโยคที่ฟังผิดกลับไปทบทวนที่บ้าน

-----

151. สถาบันเริ่มใช้เทคนิคที่ช่วยให้ นร ฝึกฟังถอดรูปประโยคในการฟังได้อย่างน้อยสุด 70 % แล้วโดน Key Word ในตำแหน่งคำประโยคมีผลต่อการแปลภาษาอังกฤษที่ฟังเป็นภาษาไทยโดยอัตโนมัติแบบไม่ผิดเพี้ยนเป็นการฝึกได้เร็วขึ้นแตกต่างจากการเรียนการฟังแต่ผ่านวิดิโอบางอย่างที่เน้นให้คิดไปเองแปลเป็นภาษาไทยไปเลยโดยไม่ถอดรูปประโยคเป็นภาษาอังกฤษมีผลต่อการแปลที่ผิดพลาดและไม่สามารถทำข้อสอบการฟังที่ถามถึงข้อมูลดิบที่ฟังได้เลย

-----

149. ( ต่อจากข้อ 148 ) การใช้เทคนิค Paraphase Testing ที่ต้องคิดล่วงหน้าเป็นประเด็นภาษาไทย กระบวนการจับ Key Word ภาษาไทย ให้แปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษโดยเลี่ยงการแปลไทยหนึ่งคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำ จะช่วยพัฒนาการเลือกรูปแบบประโยคเพื่อใช้ในการพัฒนาพูดกับเขียน โดยเฉพาะ รูปแบบที่ตรงตามเกณฑ์การสอบ IELTS เช่น สำนวนกลุ่มคำ Preposition , Noun Clause , Participial Phrase , Adverb , Connecting Words หรือ อื่นๆ
-----

148. ( ต่อจากข้อ 147 ) การใช้เทคนิค Paraphase Testing ที่ต้องคิดล่วงหน้าเป็นประเด็นภาษาไทย กระบวนการจับ Key Word ภาษาไทย ให้แปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษโดยเลี่ยงการแปลไทยหนึ่งคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำ ถ้า Test กับ ประโยคภาษาไทยสั้น นร ควรพูดให้ได้เร็วกว่า 5 วินาที ....


----

147. ( ต่อจากข้อ 148 ) การใช้เทคนิค Paraphase Testing ที่ต้องคิดล่วงหน้าเป็นประเด็นภาษาไทย กระบวนการจับ Key Word ภาษาไทย เป็นขั้นแรกที่ดูเหมือนไม่ยาก แต่ นร ไทย ที่ไม่ได้ฝึกลงลึก นอกจากทำให้พูดภาษาอังกฤษประโยคยาวไม่ได้ และ พูดช้ากว่า 10 วินาที และ พูดผิดทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์ของ IELTS หนึ่งในสี่ข้อคือ Grammatical Accuracy and Fluency ก็จะทำให้เขียนสอบได้ช้าและทำให้เขียนวนและซ้ำได้


-----

146. ( ต่อจากข้อ 145 ) การใช้เทคนิค Paraphase Testing ที่ต้องคิดล่วงหน้าเป็นประเด็นภาษาไทย กระบวนการจับ Key Word ภาษาไทย เป็นขั้นแรกที่ดูเหมือนไม่ยาก แต่ นร ไทย ที่ไม่ได้ฝึกลงลึก มักจะมองข้าม การปรับแต่งชิ้นส่วนประโยคภาษาอังกฤษ ในแต่ละ Placement เพียงถ่ายทอดสื่อถึงความหมายตาม Key Word ภาษาไทยก็เพียงพอทำให้ นร ไทย สามารถพูดภาษาอังกฤษแบบประโยคยาวทั้ง Block โดยเลี่ยงการแปลไทยหนึ่งคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำได้

-----

144. ( ต่อจากข้อ 143 ) การฝึกพูดที่มีการโต้ตอบกับคำถามที่เป็น Unseen และ ผู้สอบ TOEIC , IELTS ต้องคิดประเด็นล่วงหน้า และถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาอังกฤษในลักษณะรูปแบบประโยคที่ไม่ผิดไวยากรณ์ และ มีการใช้ไวยากรณ์หรือทักษะระดับประโยคที่ฝรั่งนิยมใช้ เช่น สำนวนที่เป็นกลุ่ม Preposition หรือ Noun Clause ถ้า นร คนใดมีประสบการณ์ในการมีรูปแบบประโยคภาษาอังกฤษน้อยเกินไป ก็ทำให้พูดได้ช้า และ สื่อสารผิดได้

------

143. ( ต่อจากข้อ 142 ) การฝึกพูดโดยใช้เทคนิค Paraphrase Testing ต้องผสมผสานกับเทคนิค Forethought Content Building ทำให้คิดประเด็นล่วงหน้า จะเป็นการฝึกแบบรับมือการสอบแบบโต้ตอบแบบ Discussion ของ TOEIC กับ IELTS เนื่องจากคำถามมีการกำหนดโดยผู้สัมภาษณ์ ดังนั้น การซ้อมพูดโดยเปลี่ยน Keyword ภาษาไทย เอามาปรับแต่งรูปแบบประโยคภาษาอังกฤษที่มีอยู่แล้วเพื่อเลี่ยงการแปลไทยเป็นอังกฤษคำต่อคำ จะทำให้รับมือการพูดที่มีการโต้ตอบทันทีได้

-----

142. ( ต่อจากข้อ 141 ) การฝึกพูดโดยใช้เทคนิค Paraphrase Testing ต้องผสมผสานกับเทคนิค Forethought Content Building ทำให้คิดประเด็นล่วงหน้า และ จะพูดเนื้อหาสาระเป็นภาษาอังกฤษที่ใช้สอบ TOEIC กับ IELTS กับการโต้ตอบพูดคุยในลักษณะ Conversationalist และ ช่วย นร สามารถสอบสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษได้ภายหลังจากการยื่นคะแนนโทอิคแล้ว

-----

141. ( ต่อจากข้อ 140 ) การฝึกพูดโดยใช้เทคนิค Paraphrase Testing ต้องผสมผสานกับเทคนิค Forethought Content Building ทำให้คิดประเด็นล่วงหน้า และ จะพูดเนื้อหาสาระเป็นภาษาอังกฤษในระดับเป็นเรื่องราวนานกว่า 2 นาที ได้ เพื่อสอบ TOEIC กับ IELTS กับการตอบคำถามใน Card

----

140. ( ต่อจากข้อ 139 ) การฝึกพูดโดยใช้เทคนิค Paraphrase Testing ทำให้การซ้อมเพียงในสองชั่วโมงแรกก็สามารถพูดประโยคภาษาอังกฤษยาวๆได้อย่างต่อเนื่อง เป็นพื้นฐานสู่การสอบการพูด TOEIC , IELTS ในข้อแรกที่ทดสอบการพูดแบบแนะนำเรื่องราวส่วนตัวและประสบการณ์ที่ตัวเองมี ใน 1 ถึง 2 นาทีแรก

----

139. มี นร สถาบันหลายคนที่เรียน IELTS แล้วฝึกการพูดประโยคในรูปแบบประโยคที่หลากหลายและเป็นรูปประโยคที่ฝรั่งใช้จริง ที่มีการใช้สำนวนที่เป็นกลุ่มคำ Preposition โดยใช้เทคนิค Paraphrase Testing ทำให้การซ้อมเพียงในสองชั่วโมงแรกก็สามารถพูดประโยคภาษาอังกฤษยาวๆได้อย่างต่อเนื่อง

-----

138. ความกล้าที่จะใช้ภาษาอังกฤษ หรือ  Assertive Model เป็นสิ่งที่ลดอุปนิสัยของ นร ไทย หลายคน ที่มีแต่นำความกลัวมากดทับความสามารถที่แท้จริงของตัวอง เนื่องจาก การฟัง อย่างน้อยที่สุด นร ที่จะฟัง 1 Short Talk ได้ อย่างน้อย  1 ประโยค นร คนนั้นต้องถอดรูปประโยคให้ได้อย่างน้อยที่สุด 60 - 70 % แล้วโดน Key Word ทุกตัว ทำให้  นร ไทยมีความกล้าที่จะฟังทั้งประโยคมากขึ้นก่อน 4 วินาที เพราะ ระบบสมองยังพอจำคำในปริมาณหนึ่งได้ไม่เกิน 4 วินาที สมองจะจำได้นานกว่านี้ นร ที่ฝึกกับสถาบันจะทำได้ ... 

-----

137. แนวโน้มคนจีนตามเมืองใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงด้านความเชื่อและวัฒนธรรมอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ความขยันและการปรับตัว ทำให้ นร จีน สามารถลดทิฐิ และ กล้าที่จะผิด กล้าที่จะใช้ กล้าที่จะลงลึกพูดฟังอ่านเขียน ใช้จริงทำจริง โดยที่ ไม่ยอมเรียนไปเรื่อยๆ แล้วยอมให้พื้นฐานภาษาอังกฤษอ่อนไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับ นร ไทย บางคน


----

136. อาจารย์ต่างชาติที่สอนภาษาอังกฤษในระบบที่แตกต่างจากกระทรวงศึกษาธิการในเมืองไทย เขาตั้งคำถามว่า ทำไมคนไทยโดยส่วนใหญ่ไม่เรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคไปเลย ซึ่งสถาบันก็ได้ใช้เทคนิคดังกล่าวพัฒนา นร ไทยให้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง สถาบันไม่มีนโยบายที่ฝังหัว นร ให้เน้นแต่ยื่นคะแนน แต่พื้นฐานอ่อน จนเกิดจุดอ่อน เปิดให้เกิดปัญหากับนายจ้างภายหลังว่าใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้จริง

----

135. ( ต่อจากข้อ 134 ) การซ้อมนอกห้องตาม CheckList ลงลึกการอ่าน  นร จะใช้เทคนิค Skimming และ Scanning ทำให้อ่านได้เร็ว และ รู้ Key Word ที่สามารถนำมาเดาศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocab ได้เร็ว นอกจากต้องมีพื้นฐานทักษะระดับประโยค นร ต้องสามารถแยกแยะประเภทของ Key Word ที่ช่วยในการอ่านให้เร็วขึ้น อย่างน้อยที่สุด คำประเภท Adverb ไม่ใช่ Key Word

----

134. ( ต่อจากข้อ 133 ) การซ้อมนอกห้องตาม CheckList ลงลึกการอ่าน  นร จะใช้เทคนิค Skimming และ Scanning ทำให้อ่านได้เร็ว และ รู้ Key Word ที่สามารถนำมาเดาศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocab ได้เร็ว ต้องมีพื้นฐานทักษะระดับประโยค ที่แข็งแกร่ง รู้ประเภทคำ ในจุดหรือตำแหน่งคำในประโยคนั้น โดยส่วนใหญ่ Key Word จะเป็นคำที่ทำให้ นร เข้าใจประเด็น และ ความเป็นไปของเรื่องราว

-----

131. ( ต่อจากข้อ 130 ) การซ้อมนอกห้องตาม CheckList ที่สถาบันประยุกต์จาก นร ต่างชาติชาวเอเชียใช้ ในส่วนการพัฒนา Reading ลงลึก นอกจาก การที่ นร ต้องมีทักษะระดับประโยคที่แข็ง ไม่ใช่อัดไวยากรณ์ไปในหัวอย่างเดียว เทคนิค Skimming และ Scanning จะช่วย นร สามารถดึงไวยากรณ์ที่เรียนไปดึงออกมาใช้เป็นรูปประโยค และ การอ่านเป็นทักษะที่อยู่ในระดับเดียวกับการฟัง คือ การตามรูปประโยคให้ได้ รู้ตำแหน่งคำ รู้ประเภทคำให้ได้ จะทำให้อ่านได้เร็วขึ้น หรือ จิกคำจากการฟังได้เร็วขึ้น

-----

130. ( ต่อจากข้อ 129 ) การซ้อมนอกห้องตาม CheckList ที่สถาบันประยุกต์จาก นร ต่างชาติชาวเอเชียใช้ นำมาพัฒนาให้คนไทย ในการลงลึกการฟังพูดอ่านเขียน การทบทวนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคด้วยการ Skimming และ Scanning มีผลต่อ นอกจากใช้ในการพัฒนา Earing ของการฟัง ยังช่วยเพิ่มความเร็วในการอ่าน ถ้า นร ใช้เวลาในการทำสอบส่วนการอ่านของ TOEIC มากกว่า 45 นาทีแรกจะมีผลต่อเวลาการทำสอบศัพท์และ ไวยากรณ์ส่วน Sentence Completion , Text Completion ลดลง

-----

129. ( ต่อจากข้อ 128 ) การซ้อมนอกห้องตาม CheckList ที่สถาบันประยุกต์จาก นร ต่างชาติชาวเอเชียใช้ นำมาพัฒนาให้คนไทย ในการลงลึกการฟังพูดอ่านเขียน โดยผ่านที่ใช้ประยุกต์ไวยากรณ์ผ่านทักษะระดับประโยค เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้คะแนนสอบในสถาบันสูงกว่าค่าเฉลี่ยส่งผลต่อการสอบจริง เนื่องจาก การไม่ซ้อมนอกห้อง หรือ ไม่ทบทวนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคด้วยการ Skimming และ Scanning มีผลต่อ การพัฒนา Earing ในการฟังที่ช้า หรือ อาจทำให้ นร เพิ่มปริมาณ Noise การฟัง หรือ มี Halo Effect รวมถึงการถอยหลังทักษะการฟังด้วย

------

128. ( ต่อจากข้อ 128 ) การซ้อมนอกห้องตาม CheckList ที่สถาบันประยุกต์จาก นร ต่างชาติชาวเอเชียใช้ นำมาพัฒนาให้คนไทย ในการลงลึกการฟังพูดอ่านเขียน โดยผ่านที่ใช้ประยุกต์ไวยากรณ์ผ่านทักษะระดับประโยค โดยลงลึกทำลายปัจจัยที่เป็นอุปสรรคด้านระบบสมอง ทำลายปัจจัยอุปสรรคด้านจิตวิทยา และ ทำลายอุปสรรคสำเนียงฝรั่งโดยเฉพาะสำเนียงที่เป็น Great Britain English และ ทำลายอุปสรรคข้อจำกัดการเรียนรู้รูปแบบประโยคภาษาอังกฤษที่น้อยไป เมื่อทำลายปัจจัยเหล่านี้ได้ ทำให้สามารถเพิ่มคะแนนสอบการฟัง TOEIC , IELTS เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้คะแนนสอบในสถาบันสูงกว่าค่าเฉลี่ยส่งผลต่อการสอบจริง

-----

127. ปัจจุบัน นร หลายคนที่สนใจเรียน IELTS มีแนวโน้มที่ต้องการนำภาษาอังกฤษไปใช้ในการเปลี่ยนเส้นทางอาชีพมากขึ้น การเรียนลงลึกการพูดฟังอ่านเขียน ต้องอาศัยพื้นฐานทักษะระดับประโยคที่แน่น และ เรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคอย่างน้อย 8 บท การซ้อมนอกห้องตาม CheckList ที่สถาบันประยุกต์จาก นร ต่างชาติชาวเอเชียใช้ นำมาพัฒนาให้คนไทย เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้คะแนนสอบในสถาบันไม่ลดน้อยลงกว่าค่าเฉลี่ย

----

126. เนื่องจาก สถาบันน่าจะเป็นที่เดียวในประเทศไทย ที่สามารถนำอุปสรรคสำเนียงฝรั่งที่ใช้สอบ TOEIC หรือ IELTS ซึ่งเป็นสำเนียงของ Great Britain English โดยส่วนใหญ่ มาเทียบเป็นเสียงภาษาไทย ผู้สอบมีความจำเป็นต้องเรียนรู้การอมเสียง หดเสียง เสียงคล้าย เสียงเหมือน เสียงหลอน ของสำเนียงฝรั่ง เพื่อรับมือการฟังเร็วของการสอบ และ เพื่อสามารถถอดรูปประโยคออกมาให้ได้อย่างน้อยที่สุด 70 % เพื่อโดน Key Word ที่อยู่ในประโยคที่ทำให้รู้ความหมายโดยรวมประโยค ส่งผลสู่การจับประเด็นและรู้ความหมายใน Short Talk ที่ฟัง ทั้งการสอบการฟังของ TOEIC สามถึงสี่นาที ไปจนถึงการสอบ IETLS เจ็ดถึงแปดนาที

-----

125.การเดาศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocabulary ในการสอบ Part การอ่าน ของ TOEIC หรือ IELTS ถ้าเดาโดยใช้ความรู้สึกเพียงเพื่อให้เดาให้มีความหมายเพื่อเชื่อมเรื่องราวได้ นับว่า เป็นการเดาศัพท์ยากโดยขาดหลักเกณฑ์ทางวิชาการ ความเสี่ยงจึงเกิดขึ้น การเดาศัพท์ยากใน Part การสอบการอ่าน ต้องอาศัยเทคนิคเทียบรากในชิ้นส่วนคำศัพท์นั้น พร้อมกับ การหา Key Word ย้อนกลับในเนื้อความที่ผู้สอบกำลังอ่านอยู่นำมาประกอบกัน รวมถึง การเทียบ Key Word และ ตัด Choice ในโจทย์ผสมผสานกันไป ความเสี่ยงในการสอบจะลดลง ...... : )

-------

124. นร ที่เรียนกับสถาบันแห่งนี้ ล้วนแต่มีความตั้งใจที่จะพูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษให้ได้อย่างเด็ดขาด เหมือนที่ นร ต่างชาติชาวเอเชียในหลายประเทศทำได้ ค่านิยมประเภทเรียนเพื่อสอบ แล้วเอาคะแนนยื่นให้ผู้สัมภาษณ์งานหรือนายจ้าง เท่านั้น โดยไม่สนใจที่จะพูดฟังอ่านเขียนให้ได้จริง ล้วนผิดวัตถุประสงค์การสอบข้อแรกของโทอิคและไอเอลในตัวอยู่แล้ว เพราะเราไม่สามารถคิดไปเอง ให้คะแนนตัวเองไปเอง กับการสอบพูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษ โดยไม่สนใจว่า ฝรั่งเจ้าของภาษาจะให้คะแนนเราอย่างไรล้วนแต่เป็นเรื่องอันตรายกับการทำงานท่ามกลางเศรษฐกิจอย่างนี้ในเมืองไทย ...... : )
-----

123. ( ต่อจากข้อ 122. ) การเดาความหมายคำศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocabulary ในข้อสอบโทอิคหรือไอเอล สถาบันจะมีแบบฝึกหัด ให้ นร ได้ฝึกการใช้เทคนิคเทียบรากศัพท์โดยวิเคราะห์ชิ้นส่วนคำนั้นทำให้เดาความหมายศัพท์ยากนั้นได้ไม่ยาก และ นำความหมายที่เดาเทียบ Key Word กับโจทย์ ทำให้เลือก Choice หรือ ตัด Choice ได้ .... : )

-----

122. ( ต่อจากข้อ 121. ) การเดาความหมายคำศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocabulary ในข้อสอบโทอิคหรือไอเอล ใน Reading หรือ ส่วน Sentence Completion มีส่วนสำคัญในการพัฒนา Listening ด้วย เพราะ ปัจจุบันข้อสอบ โทอิค นิยมใช้ศัพท์ยากกับ Short Talk และ ใช้ศัพท์ยากเป็นส่วนผสมที่อยู่ใน Adjective Order หรือ ส่วนขยายคำนาม ที่มากกว่า 3 ตำแหน่งขึ้นไป สถาบันจึงมีแบบฝึกหัดข้อสอบที่ใช้เก็งศัพท์ยากโทอิคเป็นระดับหลักหลายร้อยข้อ .... : )

----

121. ( ต่อจากข้อ 120. ) การเดาความหมายคำศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocabulary ในข้อสอบโทอิคหรือไอเอล ใน Reading หรือ ส่วน Sentence Completion ต้องเรียน Suffix อย่างน้อยที่สุด 40 ตัว ซึ่งสถาบันเก็งมาให้ นร ไว้แล้ว อย่างน้อยที่สุด ข้อสอบประเภท Word Form ที่ถามเกี่ยวกับศัพท์ที่มีรากเดียวกันแต่ Suffix ต่างกัน ทำให้กำหนดประเภทคำ หรือ Part of Speech ต่างกัน ศูนย์สอบโทอิคจะยากที่จะมากินเงิน นร สถาบัน แต่การเรียน Suffix จะนำมาเสริมช่วยกับเทคนิคการเดาศัพท์ยากด้วยการเทียบรากเพื่อจัดการข้อสอบถามศัพท์ประเภท Word Form โดยเฉพาะ .... : )

-----

120. ( ต่อจากข้อ 119. ) การเดาความหมายคำศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocabulary ในข้อสอบโทอิคหรือไอเอล ใน Reading หรือ ส่วน Sentence Completion แตกต่างจากข้อสอบ ONET , ENTRANCE หรือ TOEFL Paper based เพราะวัตถุประสงค์การสอบศัพท์ยากของโทอิคกับไอเอล มิได้ถามศัพท์ให้ได้ความหมายตรง 100 % แบบข้อสอบ ENTRANCE แต่เดาความหมายเพื่อเชื่อมบริบท ดังนั้น เทคนิคการท่องศัพท์ด้วยระบบสมอง 2 เทคนิค ที่ นร ต่างชาติใช้ โดยสถาบันนำมาเผยแพร่ในเมืองไทย จึงนำมาเสริมช่วยกับเทคนิคการเดาศัพท์ยากด้วยการเทียบราก .... : )
  : )


------

119. ( ต่อจากข้อ 118. ) ต่อยอดการผ่าชิ้นส่วนคำศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocabulary ด้วยการเทียบราก ต้องอาศัยการรู้ศัพท์ทั่วไป หรือ Seen Vocabulary ถ้าศัพท์อย่างง่ายหรือง่ายมาก ผู้สอบไม่รู้เลย จะสร้างปัญหาเบื้องต้นกับการอ่าน Reading อยู่แล้ว แต่การมีพื้นฐานรู้ศัพท์ง่ายบ้าง จะมาใช้กับเทคนิคเทียบรากที่ใช้เดาศัพท์ยากได้ การเดาศัพท์ยากมีเป้าหมายเพียงตัด Choice ที่ไม่จำเป็นออก และ ทำคะแนนศัพท์ในส่วน Sentence , Text Completion ให้ได้มากสุด เพราะข้อศัพท์คูณถ่วงน้ำหนักมากสุด คะแนนที่ได้จะมาอุดคะแนนที่ นร ทำส่วนการอ่านไม่ทันได้นั่นเอง : )

------

118. ( ต่อจากข้อ 117. ) ต่อยอดการผ่าชิ้นส่วนคำศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocabulary ด้วยการเทียบราก แตกต่างจากการสอนที่บังคับให้ นร จำรากภาษาลาติน แล้วมาเดาศัพท์ภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อันใด แต่การเทียบรากจะช่วย นร ค้นหาความหมายได้ใกล้เคียงที่สุดและเร็วที่สุด ซึ่งพิสูจน์มาแล้ว กับ นร ที่สถาบัน จะช่วยทำให้ นร ทำข้อสอบได้ไม่เกิน 40 วินาที มีผลต่อการทำข้อสอบส่วนไวยากรณ์ได้ทั้งหมดไม่เกิน 25 นาที .... : )

------

117. ( ต่อจากข้อ 116. ) นวตกรรมการผ่าชิ้นส่วนคำศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocabulary เป็นการช่วย นร สามารถทำสอบศัพท์ในส่วน Sentence , Text Completion ได้ แม้จะไม่รู้คำศัพท์เลยสักตัว แต่การเดาความหมาย มันไม่มีทางถูก ร้อยเปอร์เซ็น แต่มันจะใกล้เคียง แต่ไม่ควรเดาช้า เพราะ นร จะเสียเปรียบและขาดทุน เทคนิคลงลึกรายละเอียดควรเรียนที่สถาบัน .... : )


------

116. ( ต่อจากข้อ 115. ) นวตกรรมการผ่าชิ้นส่วนคำศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocabulary เป็นการตัดชิ้นส่วนคำศัพท์อย่างน้อยที่สุด สามตัวอักษรมาเทียบกับคำอื่นอย่างน้อยที่สุดสองคำที่ นร จำได้ที่มีสามตัวอักษรนั้น กรณีที่ นร เลือกแค่สองตัวอักษรมาเทียบราก นร ก็ต้องหาหลายชุด และ พยายามหาความหมายโดยมวลรวมของชิ้นส่วนของคำนั้นจากหลายคำศัพท์ที่เลือก หรือที่เรียกว่า Moderate Meaning แต่ชิ้นส่วนคำดังกล่าวไม่ควรเลือก Prefix เทคนิคลงลึกรายละเอียดควรเรียนที่สถาบัน .... : )

------

115. นวตกรรมการผ่าชิ้นส่วนคำศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocabulary เป็นการช่วยชีวิต นร สถาบัน ทำให้ทำข้อสอบ Vocab ในส่วน Sentence Completion , Text Completion ให้แต่ละข้อใช้เวลาไม่เกิน 40 วินาที เพราะ เป็นเทคนิคที่ฝึกซ้อม นร ที่สถาบัน ก่อนสอบ TOEIC จริงในสถาบันทุกสองชั่วโมง เป็นวิธีช่วยให้เดาความหมาย Vocab ได้มีความใกล้เคียงผสมผสานกับการเทียบ Key Word และตัด Choice และ มีคำบางประภท หรือ บาง Part of Speech ของภาษาอังกฤษที่เป็น Keyword ในโจทย์ที่ใช้เทียบกับศัพท์เพื่อเลือก Choice และ ตัด Choice ได้นั่นเอง .... : )

-----

114. การปูพื้นฐานเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคและทักษะระดับประโยคเพื่อสอบไวยากรณ์ที่ TOEIC ต้องการทดสอบ 8 บท และ ไวยากรณ์บทเสริม ที่สถาบันมีให้กับ นร สถาบัน ประกอบกับการสอบทุกสองชั่วโมง มีการซ้อมลงลึกการฟังการอ่านก่อนสอบ และ สอบเสร็จมีเฉลยข้อที่สอบไป นร ของสถาบัน จึงมีความได้เปรียบกว่า และ ได้คะแนน Percentile Rank สูงกว่าฃผู้สอบที่มีค่านิยมอ่านแต่แบบฝึกหัดเฉลย เป็นผู้สอบที่ไม่มีความรู้ไวยากรณ์ไปสอบโทอิค เพราะ ข้อสอบมันไม่ออกซ้ำกับแบบฝึกหัดที่ขายในท้องตลาดนั่นเอง

------

113. (ต่อจาก112) ปัจจัยด้านความรู้ทักษะระดับประโยคกับไวยากรณ์ ที่สถาบันสำรวจ นร ไทย พบว่า หลายคน มีทัศนคติมองข้อสอบโทอิค Redesgined Test ว่า ไม่ต้องศึกษาไวยากรณ์ก็ได้ ไม่ต้องเตรียมตัวเรื่องทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ กางอ่านเฉลยแบบฝึกหัดที่ขายทั่วไป หวังไปเองว่า มันคงจะออกซ้อม แต่มันไม่ออกซ้ำ มันจึงสร้างปัญหา กับ นร ที่ไม่เตรียมตัวสอบ และนิยมสอบหลายครั้งกับโทอิค หรือ ไม่เลือกระบบการติวลงลึก หรือ เลือกที่ฝึกตามยถากรรมของตัวเอง เพราะ ข้อสอบเป็น Unseen และ พัฒนาข้อสอบยากขึ้นตั้งแต่ต้นปี 53 และ มีนโยบานเริ่มขึ้นราคาค่าสอบโทอิค จะสร้างปัญหามากกมายกับ ผู้สอบที่ไม่คิดเตรียมตัว .... : )

------

112. (ต่อจาก111) ปัจจัยด้านความรู้ทักษะระดับประโยคกับไวยากรณ์ ที่ นร ไทย หลายคน นิยมที่จะเรียนแต่ไวยากรณ์อัดเข้าไปในหัวอย่างเดียว แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับทักษะระดับประโยค รูปแบบประโยคที่ฝรั่งใช้ หรือ สำนวนที่เป็นกลุ่มคำ Preposition ที่ฝรั่งนิยมใช้ ถ้า นร ไทย ไม่มีสนใจทักษะระดับประโยค ตำแหน่งคำ ประเภทคำ ว่าอยู่ตรงไหนเป็นอะไร จะเป็นอุปสรรคทำให้ นร ไทยหลายคนไม่สามารถใช้ทักษะระดับประโยคดึงมาจากสมองเทียบรูปประโยคขณะฟังทำลายอุปสรรคสำเนียงฝรั่งฟังยาก เช่น อมเสียง หดเสียง ลากเสียงได้ การเรียนการพูดฟังอ่านเขียน ตอนโตแล้ว ของ นร ไทย ต้องใช้เหตุผลกับภาษาอังกฤษให้มาก เพราะไม่ได้เรียนพูดฟังอ่านเขียนเหมือนพวกอินเดีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ที่เรียนแบบอาศัยประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก : )

 

------
111. (ต่อจาก110) ต่อจาก ปัจจัยด้านจิตวิทยาที่ นร สร้างขึ้นมาเอง เป็นอุปสรรคต่อการการฝึกลงลึกเพื่อก้าวกระโดดการฟัง ในประการที่สาม คือ ผู้สอบหลายคนมีความกดดัน ผสมกับการฝึกการฟังผิดวิธี รวมถึง การทัศนคติผิด ประมาทกับข้อสอบโทอิค ดังนั้น เมื่อถอดรูปประโยคไม่ได้บ้าง การแปลภาษาไทยโดยอัตโนมัติให้ครอบคลุมไม่ผิดเพี้ยน จึงทำได้ยาก ผู้สอบดังกล่าวก็มักจะคิดคำเพิ่มแปะเข้าไปในเนื้อหาที่ตัวเองฟัง แล้วจินตนการความหมายคร่าวๆไปเอง สิ่งดังกล่าวมีผลต่อการพัฒนาทักษะการฟังที่แย่ลง : )
------
110. (ต่อจาก109) ต่อจาก ปัจจัยด้านจิตวิทยาที่ นร สร้างขึ้นมาเอง เป็นอุปสรรคต่อการการฝึกลงลึกเพื่อก้าวกระโดดการฟัง ผลด้านจิตวิทยาจะทำให้ นร ที่ฝึกแบบไม่ลงลึกดังกล่าว ในประการที่สอง คือ จะพยายามคิดว่า ภาษาอังกฤษมันเหมือนภาษาไทย กางเทปสคริปอ่านแล้วฟังไปด้วย ทั้งที่รู้ว่าตอนสอบมันไม่มีเทปสคริป ประกอบกับ คิดว่า ภาษาอังกฤษจะพอประมาณความหมายเหมือนภาษาไทยที่เป็นภาษาคำเดี่ยว ไม่ต้องฟังทุกคำก็ประมาณความหมายโดยความรู้สึกได้ ดังนั้น ผู้สอบโทอิคที่ไม่เตรียมตัวและทำข้อสอบโดยใช้ความรู้สึกจะประสบปัญหาการสอบ Listening มากมาย : )

-----
109. (ต่อจาก108) ต่อจาก ปัจจัยด้านจิตวิทยาที่ นร สร้างขึ้นมาเอง เป็นอุปสรรคต่อการการฝึกลงลึกเพื่อก้าวกระโดดการฟัง สถาบันได้สำรวจ นร ที่พยายามสอบการฟังทั้ง TOEFL , IELTS , TOEIC ด้วยการฟังคร่าวๆ จับเป็นคำเพียงไม่เกิน 5 คำจากประโยคหนึ่งที่มีคำอาจมากกว่า 20 คำ หรือ ถึง 40 คำ และ ประมาณความหมายคร่าวๆ หรือ สรุปความหมายไปเองเลย ปรากฏว่า ผลด้านจิตวิทยาจะทำให้ นร ที่ฝึกแบบไม่ลงลึกดังกล่าว เกิดความเครียด เมื่อฟังคำหนึ่งคำมีโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นเสียงหรือคำที่อยากให้เป็น ไม่ใช่ฟังเสียงคำนั้นที่เป็นคำนั้นจริงๆ : )
 
-----
108. (ต่อจาก107) ต่อมา ปัจจัยด้านจิตวิทยาที่ นร สร้างขึ้นมาเอง เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการสอบ TOEIC , IELTS จากที่สถาบันได้ทำการสำรวจเชิง Focus Group พบว่า นร ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี จะมีทัศนคติคิดว่า อายุเยอะขึ้น สอบอะไร ก็คงสู้เด็กไม่ได้ แต่ อาจารย์ขอกล่าวสั้นๆ เป็นคติพจน์หรือคำขวัญ ของ หนังซีรี่ย์เกาหลียอดนิยมที่ฉายช่องสามช่วงเย็นเสาร์อาทิตย์เรื่อง มหาราชินี ต็อกซอน เป็นผู้หญิงคนแรกมีตัวตนในประวัติศาสตร์เกาหลีที่เป็นปฐมบทการรวมแผ่นดินสามก๊กของเกาหลี กล่าวว่า "ข้าจะไม่รอความตาย ข้าต้องสู้เพื่ออยู่ต่อไป" ... : )

 
--------
107. (ต่อจาก106) ปัจจัยด้านการเรียนรู้ข้อจำกัดสมองเป็นเรื่องสำคัญในการประยุกต์ไวยากรณ์และทักษะระดับประโยคกับการฟังอ่านพูดเขียนของ TOEIC , IELTS จากที่ อาจารย์หนูดี ให้ความรู้ผ่านสื่อในเรื่องข้อจำกัดสมองมาหลายปี โดยเฉพาะผ่านรายการวิทยุ 101.5 รายการ Econ Biz ทุกจันทร์ถึงศุกร์ ของ  พี่จิระ ห้องสำเริง กล่าวถึง ระบบสมองที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อัดเข้าไปในหัวเยอะๆ แล้วจะจำ ความจำของสมองจะเกิดจากการแยกแยะ เปรียบเทียบ เข้าใจ และ จำ จึงเป็นไปไม่ได้ ที่ นร ไทย จะใช้วิธีเดิมๆ กับการอัดเฉลยแบบฝึกหัดที่มันไม่เหมือนกับข้อสอบเข้าไปในหัว ก่อนสอบ TOEIC ซึ่งเป็นข้อสอบ Unseen มีมาตรฐาน World Wide และ มีหลายองค์ประกอบในการสอบ เพราะ เขาเป็นศูนย์สอบเชิงการค้า เขาคงไม่ยอมให้คนกามั่วแล้วอยู่ดีๆ ได้คะแนน 700 กับ 800 โดยไม่มีเหตุผล มันจะทำให้เขาบริหารศูนย์สอบให้ได้กำไรไม่ได้
 
--------
106. (ต่อจาก105) นร ของสถาบันจะมีการเรียนไวยากรณ์ลงลึกผ่านรูปประโยคและทักษะระดับประโยค อย่างน้อยที่สุด 7 บท ที่ TOEIC สอบ และ เป็นพื้นฐานต่อการฟังอ่านพูดเขียนของ TOEIC และ IELTS นับเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้ นร สถาบันมีความพร้อมเป็นพื้นฐานของความกล้าที่จะเดารูปประโยคขณะฟัง การกล้าที่จะเดาศัพท์ยากให้มีความหมายใกล้เคียง มีความกล้าที่จะถอดรูปประโยคขณะฟังก่อนวินาทีที่ 4 ไม่ฟังแช่คำ และ ความกล้าในการเทียบ Key Word และ ตัด Choice ฯลฯ ความกล้าเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ นร สามารถทาข้อสอบได้ท้นและไม่เหลือข้อ นั่นเอง ......
 
------
105. (ต่อจาก104) สถาบันมีระบบการซ้อมลงลึกการฟังเป็นต้นแบบที่เป็น Model ตามหลักวิชาการที่ช่วยให้ นร ไทย ที่ไม่เคยฟังภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก เหมือน นร อินเดีย บังคลาเทศ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ หรือ จีน และ เวียดนามรุ่นใหม่ ช่วยให้ นร ไทยที่ต้องมาเรียนการฟังตอนโตพัฒนาทักษะการฟังให้ก้าวกระโดด สถาบันถือว่าปัจจัยด้านจิตวิทยาเป็นปัจจัยสำคัญที่ นร ไทย สร้างขึ้นมาปิดกั้นตัวเองทำให้พัฒนาทักษะการฟังเพื่อสอบ TOEIC , IELTS มากกว่า ปัจจัยด้านอุปสรรคสมองกับปัจจัยการขาดพื้นฐานทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ ....
 
------
104. สถาบันมีแทคติกที่ทำให้ นร ได้คะแนนโทอิค ทะลุเป้า 700 โดยเฉพาะ นร ปอโทบางมดที่เป็น นร สถาบันที่ประสบความสำเร็จมากมาย ผู้ที่จะได้ 700 ต้องมีกลยุทธ์การโฟกัสหรือเน้นความถนัดด้านใดด้านหนึ่งก่อนที่ต้องพอทำให้คะแนนเลย 400 โดยส่วนใหญ่ นร สถาบันจะฝึกลงลึกการฟัง ถอดรูปประโยค 70 % ก่อน 4 วินาที ทำลาย Noise การฟัง และ Halo Effect และฝึกถอดรูปประโยคสั้น กลาง ยาว โดย สถาบันจะทำการแยกสำเนียงฝรั่งและความเร็วของ Listening ซึ่ง นร ไปฝึกเองที่บ้านจะทำได้ยากหรือยากที่จัดสอบจริงเองที่บ้าน ดังนั้น คะแนนการฟังจะเลย 400 มีโอกาสสูงกว่าการอ่านที่จะได้ 400 ถ้าการฟัง 400 จะลดภาระต่อการได้คะแนนโทอิค 700 ทันที 
 
-------
103. ( ต่อจาก 102 ) นร สถาบันฝึกซ้อมลงลึกการฟังเพื่อสอบ IELTS , TOEIC อย่างเข้มร่วมกัน สอบได้ทั้งข้อสอบโทอิคและ IELTS เกณฑ์การสอบการฟังแบบ Listening ต้องระบุที่มาของคำที่ได้ยิน ตำแหน่งไหนที่ฟังไม่ได้ สถาบันจะมีวิธีทำให้ นร ทราบด้วยตัวเองว่า นร จะฟังไม่ทันหรือโบ๋ตรงตำแหน่งไหนบ้าง เหมาะกับการฝึกลงลึกถอดรูปประโยค 70 % จะฟังโดน Key Word ทุกตัว ก่อน 4 วินาที เพราะ เลย 4 วินาที ระบบสมองจะมีอุปสรรคลืมในสิ่งที่ฟังบางส่วนไปแล้ว .... : )
------
101.  สถาบัน จะให้นร เรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคทำให้ มี นร สายศิลป์อังกฤษและนรสายวิทย์ในระดับมหาวิอทยาลัยมาเรียนกับสถาบันเนื่องจากระดับมหาวิทยาลัย อาจารย์หลายท่านอาจไม่มีเวลาปูพื้นฐานดังกล่าว ดังนั้น นร ระดับมหาวิทยาลัยที่ต้องการเรียนลงลึกทักษะระดับประโยค ลงลึกการฟัง การอ่าน พูด หรือ เขียน และ สอบ TOEIC หรือ IELTS จะเกิดความได้เปรียบสูงที่จะสอบได้คะแนนก้าวกระโดด
 
-----
100. สถาบันมีการตรวจความผิดพลาดด้านไวยากรณ์และทักษะระดับประโยคเชิงเทคนิคไปเลยและส่งให้ นร ไปหาเหตุผลว่าที่ผิดเพราะอะไร พร้อมกับ การฝึกพูดโดยใช้เทคนิคถอดความแบบ Paraphrase แต่การสอบให้ผ่าน 3 Part ของ IELTS นร ใช้เทคนิค Forethought in Advance ในการเรียบเรียงประเด็นภาษาไทยล่วงหน้า จับ Key Word และ ทำซ้ำเทคนิคถอดความ
 
------
99. ค่านิยมบางอย่างของ นร ไทยบางคน ที่คิดว่า การเรียนไวยากรณ์แบบเยิ่นเย้ออัดเข้าไปในหัวมากๆ ถึงลืมก็ไม่เป็นไร อัดเข้าไปในหัวใหม่ แต่ไม่สนใจไม่เน้นกับการดึงออกรูปประโยคจากหัวมาใช้ในการพูดการเขียนให้หลากหลายครอบคลุมกับบทไวยากรณ์ที่สำคัญ จะมีลักษณะบางอย่างที่สังเกตได้ คือ เน้นเรียนแต่อาจไม่เน้นซ้อมนอกห้อง ไม่เน้นการเขียนหรือการพูด รวมถึง ไม่เน้นฝึกฟังแบบฟังยาวที่มิใช่ฟังเพลงหรือฟังหนังที่มีบทสนทนาสั้น ปัญหาระยะยาวมันจะสะสมต่อไปเรื่อยๆ .... : )
 
-----
98. เนื่องจากคะแนนการฟังเป็นคะแนนที่สำคัญ ถ้าการฟังยังถอดรูปประโยคไม่ได้บ้าง มันจะยากต่อการแปลภาษาไทยโดยอัตโนมัติไม่ผิดเพี้ยน และ ยากต่อการนำไปสู่การฟัง Short Conversation และ Short Talk ได้ นร ที่ฝึกผิดวิธี กางเทปสคริปไปด้วยฟังไปด้วย หรือ Retape บ่อยๆ แล้วจดในกระดาษหนึ่งคำต่อการRetapeหนึ่งครั้ง นร เหล่านี้จะหมดความมั่นใจในขณะสอบการฟัง TOEIC , IELTS ทันที เพราะการสอบฟังจะไม่มีการ Retape และ มีเทปสคริปให้ นร อ่าน ยิ่งฝึกผิด ยิ่งจะปรุงแต่งเสียงที่ได้ยินเป็นคำอื่น แปะคำเพิ่มในประโยคที่ผิดๆ หรือ ประมาณเสียงให้มันเป็นคำที่ผ่านๆไป จะทำให้การฟังผิดเพี้ยนไปหมด .... : )

-----
97. โครงสร้างคะแนนของผู้ที่ต้องการ TOEIC มากกว่า 700 อย่างน้อยที่สุดที่ทำให้ นร ไม่มีภาระ คือ การได้คะแนนการฟังมากกว่าหรือใกล้เคียง 400 สถาบันได้มีระบบ ขั้นตอน และ How To ในการฝึกลงลึก List จุดอ่อนการฟังของ นร อย่างละเอียดในแต่ละรูปแบบประโยคว่ามีจุดอ่อนด้านผลทางจิตวิทยา ระบบสมอง ไวยากรณ์ ทักษะระดับประโยค สำเนียงฝรั่ง และ อื่นๆ อย่างละเอียดเรียงคน .... : )
-----
96. ทัศนคติของ นร ไทย ที่เป็นอุปสรรคทำให้พูดกับเขียนเพื่อสอบ TOEIC กับ IELTS ยากขึ้น จากที่สำรวจมาพบว่า เพราะ นร ไทย เน้นค่านิยมเรียนไวยากรณ์น้ำเยอะไม่เน้นรูปประโยคแล้วอัดเข้าไปในหัวมากๆ ลืมไม่เป็นไร แต่ไม่เน้นดึงไวยากรณ์รูปประโยคจากสมองมาใช้พูดเขียนรวมถึงฟังอ่านให้ครบ

ปัจจุบัน นายจ้างหรือสถานศึกษาต่อ สงสัยว่า ถ้า นร ไทย มีค่านิยมเน้นแต่อัดไวยากรณ์น้ำเยอะไม่ลงรูปประโยคเข้าไปในสมองมากๆ แต่ดึงออกมาใช้ไม่ได้ หรือ ไม่เร็ว หรือ ไม่มีคุณภาพมากพอ จะเปิดช่องโหว่ให้ อีก 5-10 ปีข้างหน้า ให้ นร ต่างชาติ เช่น คนจีนที่พูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษและภาษาไทย จะเข้ามาแย่งงานคนไทยในเร็ววัน เพราะเมืองจีนแข่งขันกันหางานสูงมาก คนจีนจึงอยากมาทำงานเมืองไทยกัน ....
 
-------
95. ( ต่อจาก 94. ) ทัศนคติของ นร ไทย ที่เป็นอุปสรรคทำให้พูดกับเขียนเพื่อสอบ TOEIC กับ IELTS ยากขึ้น หรือ ปิดประตูไปเลย ก็คือ ค่านิยมการเรียนไวยากรณ์ที่เยิ่นเย้อพอใจกับการอัดเข้าไปในหัวมากๆอย่างเดียว ลืมก็ไม่เป็นไร อัดทางเดียวมากๆ เข้าไปใหม่ โดยไม่สนใจที่จะฝึกทักษะการดึงรูปประโยคในแต่ละไวยากรณ์มาใช้ในการพูดเขียนให้หลากหลาย เพราะ อย่าลืมฝรั่งเจ้าของภาษาให้คะแนน TOEIC , IELTS กับ เราไม่ใช่ตัวเราให้คะแนนตัวเราเอง ฝรั่งคงไม่ยอมปล่อยให้เราพูดมั่วเขียนมั่วแล้วทำลายภาษาของเขานะครับ .... : )
 
------
94. ( ต่อจาก 93. ) นร ต้องพยายามเลือกใช้รูปประโยคสำเร็จรูปการเขียนย่อหน้าเชิงความหมาย โดยเลี่ยงวิธีเพียงแปะคำเพิ่มแต่ไม่สนใจรูปแบบประโยคที่ทำให้ผ่านเกณฑ์ IELTS หรือ TOEIC นร ต้องตรวจสอบว่า นร ไม่เคยใช้รูปแบบประโยค ทักษะระดับประโยค หรือ ไวยากรณ์ เรื่องใด เพื่อผ่านเกณฑ์ IELTS ตัวอย่างเช่น Phrasal Verb , Noun Clause , Adjective Order , เป็นต้น
 
------
93. ( ต่อจาก 92. ) ต่อยอดจากเทคนิค Paraphrase หรือการถอดความแบบเลี่ยงแปลคำไทยหนึ่งคำเป็นภาษาอังกฤษหนึ่งคำ นร โทอิค หรือ IETLS ต้องพยายามเลือกใช้รูปประโยคสำเร็จรูปการเขียนย่อหน้าเชิงความหมายต่างๆ อย่างน้อยที่สุด 4 เชิง การเลือกนำมาปรับหรือเลือกมาใช้เลยก่อนการเรียนรูปแบบประโยคจะทำให้เข้าใจมากกว่าเอาแต่เรียนแต่ไม่เคยนำรูปแบบประโยคแบบใดแบบหนึ่งมาใช้ มิฉะนั้น นร ที่เอาคำมาแปะเขียนไปเรื่อยๆโดยไม่สนใจรูปแบบประโยคภาษาอังกฤษจะส่งผลร้ายระยะยาว .... : )
 
-----
92. ( ต่อจาก 91. ) เทคนิค Paraphrase เป็นเพียงการฝึกซ้อมให้มีการถอดความจากภาษาไทยด้วยการผ่าชิ้นส่วนภาษาไทยแล้วเลี่ยงการแปลไทยหนึ่งคำเป็นภาษาอังกฤษหนึ่งคำ แล้วใช้เทคนิค Sentence Paterns Transformation มีข้อสังเกตข้อหนึ่งใน Check List 7 ข้อที่เป็นการประยุกต์ปรับเทคนิคที่ นร ต่างชาติใช้ฝึกพูดภาษาอังกฤษเหมาะกับคนไทย คือ นร ไทยต้องเลี่ยงการประมาณความหมายหรือเบี่ยงเบนความหมายที่จะสื่อสาร นร ไทยต้องเรียนรู้รูปแบบประโยคและระดับจำนวนศัพท์ที่มากเพียงพอ ตรงกับ เกณฑ์ของ IETLS , TOEIC คือ Lexicon Resource และ Idiomatic Usage .... : )
 
-----
91. ( ต่อจาก 90. ) เทคนิค Paraphrase เป็นเพียงการฝึกซ้อมให้มีการถอดความจากภาษาไทยด้วยการผ่าชิ้นส่วนภาษาไทยแล้วเลี่ยงการแปลไทยหนึ่งคำเป็นภาษาอังกฤษหนึ่งคำ แล้วใช้เทคนิค Sentence Paterns Transformation ในการเลือกรูปประโยคและชิ้นส่วนประโยคมาใส่ในประโยคที่เราจะสื่อสารทันที และ ต้องฝึกพูดให้ได้ก่อน 10 วินาที เพื่ออะไร ??? .... : )
 
----
90. ( ต่อจาก 89. ) เทคนิค Paraphrase เป็นเทคนิคที่ นร ต่างชาติก็ใช้ในการฝึกภาษาอังกฤษด้านการพูดซึ่งเป็นพื้นฐานต่อยอดสู่การเขียน โดยเฉพาะการผ่านเกณฑ์ของ IETLS ที่เรียกว่า Grammatical Accuracy ที่ นร ต้องอย่าผิดไวยากรณ์ทุกประโยคที่พูดหรือเขียน คือ ??
 
----
89. เทคนิค Paraphrase คือ การแปลภาษาไทยจากประโยคสั้น กลาง ยาว ให้กลายเป็นประโยคภาษาอังกฤษ โดยเลี่ยงการแปลไทยคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำ และ เลี่ยงแนวคิด Perfectionist ต้องแปลให้เหมือนภาษาไทยโดยยังบีบตัวเองจำกัดทางเลือกในรูปประโยคภาษาอังกฤษที่ตัวเองใช้อยู่
 
----
88. นร โทอิค กับ IELTS สามารถใช้เทคนิค Reverse Keyword ในการหาศัพท์ที่รู้ที่เป็น Seen Vocab มาเดา Unseen Vocab แต่การทำสอบ Reading โทอิคจะต้องทำให้เร็วกว่า IELTS การเดา Unseen Vocab หรือศัพท์ยากอาจไม่ต้องเดาทุกคำ แต่เมื่อตอบคำถามข้างล่าง บางครั้งคำถามอาจต้องมี Keyword ที่ต้องสอดคล้องกับ ศัพท์ยากที่อยู่ใน Reading : )
----
85. ( จากข้อ 84 ) ปัจจุบัน นร โทอิค ที่ยื่นคะแนนให้กับผู้ว่าจ้างหรือผู้สัมภาษณ์งาน มีแนวโน้มที่องค์กรผู้ว่าจ้าง ต้องการให้ พนักงานสามารถพูดหรือเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างน้อยที่สุด การเขียนโต้ตอบอีเมล์ในรูปแบบประโยคแบบ Business English เป็นเรื่องปกติที่พนักงานต้องทำ นับเป็นภาพลักษณ์ขององค์กรในกรณีที่มีการติดต่อกับคู่ค้าที่ต่างประเทศ ผู้ที่สอบ IELTS จึงต้องเตรียมตัวมากกว่า TOEIC ในส่วนการเขียนในเชิงเหตุผลและ เชิงเปรียบเทียบ แม้กระทั่งในโจทย์การเขียนแบบ 250 Words ที่ใช้เวลาการเขียน 40 นาที ก็ตาม ...... : )
 
----
84. ( จากข้อ 83 ) การเรียนไวยากรณ์เสริมเพื่อลงลึกการพูดกับการเขียนของ IELTS แตกต่างจากลงลึกการฟังการอ่านของ TOEIC โดยเฉพาะ นร IELTS ต้องรับการสอบการเขียนเชิง Paragraph แบบ 150 Words และ 250 Words เริ่มต้นโจทย์แรกคือ 150 Words โจทย์จะให้เขียน Writing ย่อหน้าแบบการเขียนเชิงยกตัวอย่าง เชิงเหตุผล เชิงลำดับเหตุการณ์ และ ที่สำคัญ คือ เชิงการเปรียบเทียบ โดยที่ สถาบันมีชิ้นส่วนประโยคและรูปแบบประโยคที่ให้ นร สามารถนำไปใช้แบบสำเร็จรูปแบบต่อจิ๊กซอร์พัฒนาการเขียนรับมือโจทย์ดังกล่าวได้ รวมทั้ง โจทย์แบบ 250 Words ก็ตาม ...... : )
----
83. การเรียนไวยากรณ์เสริมเพื่อลงลึกการฟังการอ่านสำหรับ TOEIC อย่างน้อยที่สุด นอกจาก Connecting Words, Preposition , Participial , Adverb , Pronoun , Noun Determiner ที่ต้องสอบกับ TOEIC ใน Part Sentence Completion , Text Completion แล้ว แต่ต้องเรียนเพิ่มในส่วน Comparison Contrast และ Adjective Order , Adjective Clause เพื่อทำให้ตามรูปประโยคจากการฟังและการอ่านได้ดียิ่งขึ้น ...... : )
 
----
82. การฝึกการฟังที่ต้องมี Checklist การเรียนลงลึกการฟัง 8 ข้อใหญ่แต่มีข้อย่อยมากมาย นร ที่สถาบันที่มีทักษะการฟัง ก้าวกระโดดกับการถอดรูปประโยคจากการฟัง ก่อน 4 วินาที ให้ได้เพียง 70 % ก็จะครอบคลุม Key Word ที่ทำให้เข้าใจความหมายและแปลภาษาไทยได้อย่างอัตโนมัติ จำเป็นต้องฝึกไปพร้อมกับ ข้อสอบโทอิคที่เป็นโปรแกรม Download จาก Internet ฝึกนอกห้องควบคู่กัน พร้อมกับ ฝึกการแยกสำเนียงฝรั่งแบบอมเสียง หดเสียง เสียงเหมือน เสียงลาก เสียงคล้าย เสียงหลอน และ รับมือการฟังเร็วที่สถาบัน จะทำให้ เมื่อตรวจสอบตัวเองก็ CheckList จุดอ่อนการฟังจะลดลง ... : )
 
----
81. ( ต่อจากข้อ 80 ) การฝึก Listening จำเป็นต้องเรียนทักษะระดับประโยคกับไวยากรณ์บางบทเพื่อทำให้ลงลึกการฟัง ตามรูปประโยค ถอดรูปประโยคตาม Short Talk ที่ฝรั่งพูด เช่น ...
 
       บทไวยากรณ์ Participial Phrase หรือ Adjective Formation หรือ Adjective Order โดยต้องเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคเหมือนที่ นร ต่างชาติเรียนกัน จึงจะทำให้ทักษะระดับประโยคแข็งทำให้ นร สามารถทำลาย Noise การฟัง หรือ เอาชนะอุปสรรคสำเนียงฝรั่งได้ ... : )
 
----
80. ( ต่อจากข้อ 79 ) การฝึก Listening แบบมี Listening Toughness ที่ต้องฝึกวันละ 3 ชั่วโมงอย่างน้อยที่สุด เพราะ ... 
 
เนื่องจากชีวิตประจำวันของคนไทยจะไม่ค่อยเจอฝรั่ง ถึงจะเจอฝรั่งก็จะเจอชาวต่างชาติที่ทำงานที่เมืองไทยมานาน จะไม่พยายามพูดโดยมีสำเนียงที่เป็นอุปสรรคการฟังของคนไทย เพราะกลัวคนไทยจะไม่ร่วมงานด้วย นร ลองเข้าไปที่ช่อง CNN , CNBC , BBC , แล้วลองฟังตามเสียงพูดตามเสียงดูว่าเราสามารถจิกคำในฐานะที่เป็น Listening ไม่ใช่ Hearing ได้ใน 5 วินาที อย่างต่ำได้สิบคำอย่างน้อยที่สุดหรือไม่ ... : )
 
----
79. การฝึก Listening แบบมี Listening Toughness จะช่วยทำให้เราจิกคำในฐานะ Listening ไม่ใช่ Hearing จะทำให้ ....
 
เราสามารถระบุที่มาของคำที่เราได้ยินได้ว่าอยู่ในตำแหน่งใดของประโยคมีผลต่อการถอดรูปประโยคจากการฟังได้อย่างน้อยที่สุด 70 % สังเกตว่า นร ของสถาบันที่ได้คะแนนมากกว่า 700 คะแนน Listening เขาจะเลย 400 เพราะผลกับการฝึกลงลึกที่สถาบัน ... : )
 
----
78. นร ที่ใช้เทคนิค Reverse Keyword หา Keyword ที่เป็น Seen Vocabulary หรือ ศัพท์ที่พอรู้ความหมาย ในบทความ Reading ของ TOEIC กับ IELTS เอามาช่วยเดาความหมายของ Unseen Vocab คำถามของ นร ถาม อ. ว่า แล้ว ...

ถ้าเราต้องทำ Part Reading ตามการคำนวณเวลาของ TOEIC ต้องให้เสร็จในคราวเดียวภายใน 45 นาที มันถึงทำทันโดยไม่มีข้อเหลือ และ อีก 25 นาที ก็จะสามารถทำข้อสอบไวยากรณ์ Sentence Completion กับ Text Completion ได้ทัน เวลาที่ นร ต้องทำข้อสอบแข่งกับเวลา การเดา Unseen Vocab ในบทความ หรือ ในโจทย์ไวยากรณ์ หรือ โจทย์ Reading มันก็ต้องทำ จำเป็นต้องเดาทุกคำ หรือไม่ คำตอบ คือ ไม่จำเป็น อย่างน้อยที่สุด Unseen Vocab ที่อยู่ใน Topic Sentence ของบทความต้องเดา ต่อตอนนหน้านะครับ ....
-----
77. ต่อจากข้อ 76 ชิ้นส่วนประโยคที่สำคัญที่ทำให้ ได้คะแนนการพูดและการเขียน IELTS ได้ดี ก็คือ Noun Clause และ Adjective Clause แต่ นร ไทยหลายคน ไม่สนใจดึงมาใช้ให้ได้ทันต่อการพูด 11 -15 นาที ของการสอบ Speaking ของ IELTS นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย ..... : )
----
76. อ. ขอหยิบยกกรณีศึกษา นร. ปัจจุบัน คือ น้องอุ้ ที่กำลังไปศึกษาต่อประเทศอังกฤษ โดยเรียนกับสถาบันเพื่อสอบ IELTS น้องอุ๊เรียนกับสถาบันโดยเรียนไวยากรณ์และทักษะระดับประโยคผ่านรูปประโยคนับพันรูปแบบ และ เรียนพร้อมชิ้นส่วนประโยคกว่าพันรูปแบบ ทำให้เรียนเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทดสอบด้วย การเปลี่ยนประโยคภาษาไทยแบบสั้นหรือยาวกลายมาเป็นประโยคภาษาอังกฤษ คุณอุ้ก็สามารถ Speaking ด้วยรูปแบบประโยคที่หลากหลายและ ทำลาย Halo Effect การพูด ด้วยการพูดได้ก่อนสิบวินาทีโดยไม่แปลไทยคำเป็นอังกฤษคำ และ ขอชื่นชมน้องเขาว่า น้องเขาสามารถลดความผิดพลาดไวยากรณ์ตอน Writing ได้ระดับหนึ่งแล้ว
 
-----
75. อ. ขอหยิบยกกรณีศึกษา นร . ปัจจุบัน คือ น้องซาฟิน่า นร ท่านนี้ปู่ย่าเป็นชาวปากีสถานแต่ว่า น้องเขาเป็นมุสลิม มาจาก 3 จังหวัดภาคใต้ เดิม น้องเขายังไม่มีทักษะการฟังที่ถอดรูปประโยคและทำลาย Halo Effect ก่อน 4 วินาที ได้ เนื่องจาก น้องเขาเรียน IELTS กับ อ. พร้อมทั้ง TOEIC ปัจจุบัน น้องเขาได้คะแนนในระดับ TOEIC Listening จาก 30 ข้อ สอบแบบของจริงทุกสองชั่วโมง คะแนนไม่ต่ำกว่า ระดับ 25 ข้อจาก 30 ข้อ และ ซาฟิน่าใช้เวลาในการเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปแบบประโยคและชิ้นส่วนประโยค สถาบันได้ทดสอบการ Speaking เพื่อฝึกให้ น้องเขาเลือกช้อปปิ้ง ชิ้นส่วนประโยค มาช่วยการพูด ปัจจุบัน น้องเขาพูดได้โดยไม่ต้องแปลไทยคำเป็นอังกฤษคำ ทำลาย Halo Effect การพูด สามารถพูดได้ก่อน 10 วินาที โดยใช้รูปแบบประโยคที่ไม่ง่ายเกินไปหรือผิดไวยากรณ์ทำให้ฝรั่งที่สนทนาด้วยไม่กล้าอมยิ้ม และ การเขียนของน้องเขาก็พัฒนาก้าวกระโดดตาม
 
----
74. หนึ่งในหกข้อ Check List พัฒนาการพูดการฟังแบบก้าวกระโดด มีข้อหนึ่งที่ นร สถาบัน สามารถฝึกการเขียนและการพูด ด้วยวิธีพัฒนาการเขียนให้มี Grammartical Accuracy มากขึ้น ด้วยการใช้ชิ้นส่วนประโยคระดับเป็นพันรูปแบบที่ลงลึกกว่ารูปแบบประโยคเจาะลึกไปที่ตำแหน่งในประโยค ใช้ในการฝึกพูด จนเกิดทักษะการเลือกใช้รูปแบบประโยคได้เร็วและมีประสิทธิภาพ การเขียนจะพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดดตามมา
 
----
73. ล่าสุด นวตกรรม Writing-To-Placement เพื่อพัฒนาคะแนนการพูดของ IELTS , TOEIC แบบก้าวกระโดด รวมถึง Checklist 6 ข้อ ใช้ตรวจสอบจุดอ่อนของการเขียนภาษาอังกฤษ ปรับจากเทคนิค นร ต่างชาติ ได้แก่

การเลือกรูปประโยค&ไวยากรณ์ที่สั้นกระชับให้สอดคล้องเข้ากับตำแหน่งคำในประโยค 4 ตำแหน่ง โดยที่ สถาบันมีรูปแบบประโยคที่ฝรั่งนิยมใช้พูดเป็นรูปแบบที่กระชับและไม่เยิ่นเย้อ ทั้งภาษาที่ฝรั่งนิยมใช้ หรือ ภาษาเขียน หรือ ภาษา Business English เป็นระดับพันรูปแบบ เลือกมาใช้เจาะลึกลงในแต่ละตำแหน่งคำในประโยค ตั้งแต่ ประธาน ภาคแสดง ส่วนเติมเต็ม กรรม ส่วนขยายประโยค ผสมผสานการเลือกไวยากรณ์และทักษะระดับประโยค

ทำให้ทำลายอุปสรรคการพูด หรือ Halo Effect การพูด ก่อน 4 วินาที ได้แก่ เปลี่ยนการแปลไทยหนึ่งคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำแบบคำต่อคำ เป็นการเลือกรูปประโยค ทักษะระดับประโยค ไวยากรณ์ มาใช้ได้เลยก่อน 4 วินาที

สอดคล้องกับการผ่านเกณฑ์การพูดและการเขียนของ IELTS , NEW TOEIC คือ การเลือกใช้คำศัพท์ที่เหมาะสม , การเลือกรูปประโยคที่หลากหลายกับไวยากรณ์หลายเรื่อง , การเลือกใช้สำนวน , Collocation , Lexicon และ อื่นๆ

----
72. การเรียนไวยากรณ์เพียงบางเรื่อง สามารถทำให้ นร ก้าวกระโดดกับการพูดฟังอ่านเขียนโทอิค กับ การพัฒนาการพูดการเขียนของ IELTS เนื่องจากไวยากรณ์ผ่านรูปประโยค 2000 รูปแบบ ทำให้ นร สามารถเลือกมาช้อปปิ้งมาพัฒนาทักษะพูดฟังอ่านเขียนร่วมกับเทคนิคลงลึก Placement ของประโยคได้ ทำให้ การเขียนหลากหลาย การพูดก็หลากหลาย คะแนนของ โทอิค และ IELTS ทำให้ผ่านเกณฑ์ของ Collocation , Grammartical Usage กับ Idiomatic Usage ได้ไม่ยาก
 
----
71. นร ที่ต้องพัฒนาการเขียนและการพูดแบบก้าวกระโดด จำเป็นต้องได้รับชื้นส่วนประโยคมาต่อ Jigsaw เพื่อพัฒนาการเขียนการพูด ที่เป็น Paragraph 8 เชิง ปัจจุบัน นร สถาบันได้รับชิ้นส่วนดังกล่าว พื้นฐานคือ การเขียนที่เป็น PAragraph เชิง For Example และ Cause and Reason ดังนั้น การพัฒนาการเขียนการพูดไม่สามารถเรียนแค่เรื่อง Preposition หรือ Connecting Words หรือ ไวยากรณ์บางเรื่อง ได้ ต้องอาศัยชื้นส่วนประโยคดังกล่าวช่วยพัฒนาการเขียนและการพูดด้วย
 
----
70. Checklist ข้อแรกเกี่ยวกับการพัฒนาการเขียนเพื่อสอบ TOEIC กับ IELTS แตกต่างจากเดิมวิธีทบทวนทักษะระดับประโยคกับไวยากรณ์ที่เป็นแบบจิ้มทวนคำผ่านรูปประโยคทำให้ไม่ลืมไวยากรณ์ ซึ่งอาจารย์ใช้วิธีนี้ทบทวนไวยากรณ์เป็นระยะๆ ในการลงลึกการฝึก Reading อยู่แล้ว แต่วิธีทบทวนไวยากรณ์ทักษะระดับประโยคเพื่อการพูดหรือเขียนต้องเป็นการหมั่นใช้รูปแบบประโยคที่หลากหลายและใช้รูปประโยคที่ฝรั่งนิยมใช้มากขึ้น
 
----
69. ต่อจากข้อ 68. การพัฒนา Checklist 6 ข้อใหญ่ เพื่อตรวจสอบอุปสรรคและจุดอ่อนการเขียนของ นร ไทย ที่สอบ TOEIC , IELTS นำมาประกอบกับการตรวจไวยากรณ์และทักษะระดับประโยคในการเขียนของ นร ที่สถาบันอย่างละเอียด ประกอบกับ การลงลึกรูปแบบประโยคและไวยากรณ์บางบทที่ นร ไม่คล่อง ทำให้ นร สถาบันสามารถพัฒนาการเขียนได้เร็วมากในการเขียน Paragraph 8 เชิงความหมายได้
 
----
68. นวตกรรมการเรียนลงลึกการฟังด้วยการแยกสำเนียงฝรั่งรับมือการฟังเร็วที่สุดในโลกของ TOEIC  สถาบัน จำเป็นต้องเจาะลึกลงในรูปประโยคที่มีการอมเสียงหดเสียงลากเสียงเสียงเหมือนเสียงคล้าย และ ระบุจุดอ่อนของ นร ในการฟังทั้งด้านอุปสรรคระบบสมอง หรือ ทัศนคติ รวมถึง การไม่คุ้นกับรูปแบบประโยคเจาะลึกแต่ละตำแหน่งคำในประโยค ทำให้ นร สามารถรู้จุดอ่อนตัวเองเพิ่มเติมจาก Checklist ลงลึกการฟัง 8 ข้อใหญ่ได้ .... : )
 
----
67. เพื่อพัฒนาคะแนนการพูดของ IELTS , NEW TOEIC แบบก้าวกระโดด ได้แก่ การนำเทคนิค นร ต่างชาติ มาพัฒนาเป็น CheckList 6 ข้อ ตรวจสอบจุดอ่อนหรืออุปสรรคในการเขียนภาษาอังกฤษ ของ นร ไทย .....
----
66. ล่าสุด นวตกรรม Analogy-To-Placement เพื่อพัฒนาคะแนนการพูดของ IELTS , TOEIC แบบก้าวกระโดด คือ ....

การเลือกรูปประโยค&ไวยากรณ์ที่สั้นกระชับให้สอดคล้องเข้ากับตำแหน่งคำในประโยค 4 ตำแหน่ง โดยที่ สถาบันมีรูปแบบประโยคที่ฝรั่งนิยมใช้พูดเป็นรูปแบบที่กระชับและไม่เยิ่นเย้อ ผสมผสานการเลือกไวยากรณ์และทักษะระดับประโยค มากกว่า 700 รูปแบบ เลือกมาใช้เจาะลึกลงในแต่ละตำแหน่งคำในประโยค ตั้งแต่ ประธาน ภาคแสดง ส่วนเติมเต็ม กรรม ส่วนขยายประโยค

ทำให้ทำลายอุปสรรคการพูด หรือ Halo Effect การพูด ก่อน 4 วินาที ได้แก่ เปลี่ยนการแปลไทยหนึ่งคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำแบบคำต่อคำ เป็นการเลือกรูปประโยค ทักษะระดับประโยค ไวยากรณ์ มาใช้ได้เลยก่อน 4 วินาที

สอดคล้องกับการผ่านเกณฑ์การพูดของ IELTS , NEW TOEIC คือ การเลือกใช้คำศัพท์ที่เหมาะสม , การเลือกรูปประโยคที่หลากหลายกับไวยากรณ์หลายเรื่อง , การเลือกใช้สำนวน , Collocation , Lexicon และ อื่นๆ
-----
65. ( ต่อจาก 64. ) การฝึกฟังยาวเพื่อเพิ่ม Listening Toughness เมื่อเทียบกับจำนวนชั่วโมงที่ควรฝึกพบว่า ควรฝึกวันละอย่างน้อยที่สุด 3 ชั่วโมง โดยที่ นร สามารถฝึกฟังภาษาอังกฤษยาวๆ กับช่อง UBC ก็ได้ เนื่องจาก สถาบันมีการสอบนิวโทอิคและ IELTS จริง ทุกสองชั่วโมง ฉะนั้น นร ต้องกลับไปฝึกนอกห้องอย่างมาก มิฉะนั้น Earing หรือ โสตประสาทการฟัง มีโอกาสถอยหลังลงได้ .....
 
----
64. นร สถาบันหลายคนที่สอบจริงทุกสองชั่วโมง ทั้ง NEW TOEIC และ IELTS กับทางสถาบัน พบว่า นร เหล่านั้น ได้พยายามทบทวนและกลับไปใช้เทคนิคที่เรียนกับอาจารย์ โดยเฉพาะการฝึกคู่กันระหว่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับไฟล์ฟังยาวได้แก่ ....

ไฟล์ฟังยาวที่เป็นการสนทนาโต้ตอบกับ แอนโธนี่ รอบบิ้น กับ เจย์อับราฮัม ซึ่งคนหนึ่งพูดเร็วและอีกคนพูดไม่เร็วแต่เป็นการฝึก Listening Toughness ทำให้สามารถฝึกจิกคำที่ได้ยินระบุที่มาของคำ ทั้ง ตำแหน่งคำในประโยคและประเภทคำได้ ซึ่งดีกว่า การฝึกฟังเพลงหรือการฝึกฟังบทสนทนาในหนังที่เป็นรูปประโยคสั้นเกินไป ทั้งที่การสอบโทอิคและไอเอลปัจจุบันหนึ่งประโยคที่ทดสอบการฟังใน Short Talk มักจะมีความยาวหนึ่งประโยคมี 25 ถึง 45 คำอยู่แล้ว การฝึกฟังยาวจำเป็นต้องทำควบคู่กับโปรแกรมข้อสอบโทอิคที่ไม่มีเฉลยแต่มี speed Listening และ ความยาก ในระดับนิวโทอิค เพื่อเป็นการฝึกความกล้าที่จะลองที่จะผิดกับ นร ไทย ไม่ใช่ใช้แต่ความคุ้นเคยกาง Tape Script อ่านไปด้วยฟังไปด้วย ซึ่งมันเป็นความเคยชินที่ทำลายความมั่นใจตัวเองในตอนสอบมากกว่า 90 % .... : )

----
63. เทคนิคการเดา Unseen Vocab ด้วยเทคนิค Reverse Keyword คือ การหา Keyword ที่อยู่ในบทความที่เป็น Seen Vocab มาประกอบการพิจารณาเดา Unseen Vocab ในบทความ การเดาอย่างไรก็ไม่ได้ทำให้ได้ความหมายที่ตรง 100 % แต่การกล้าเดาจะช่วยให้สามารถเชื่อมบริบทที่อ่านที่อยู่ก่อนและหลังคำศัพท์ Useen นั้น .... ดังนั้น ทำไมต้องฝึกฝนเทคนิค Reverse Keyword ให้เป็นทักษะชำนาญ ...

เหตุผลคือ การนำ Keyword มาประกอบการเดา Unseen Vocab ต้องประกอบการเลือกคำในตำแหน่งคำในประโยคให้ถูกต้อง และ Part of Speech ที่ถูกต้อง และ ถ้าไม่สามารถหา Keyword ได้ ต้องย้อนหลังไป Topic Sentence ใด หรือ ไปหาตำแหน่งคำในประโยคอื่นๆ อะไร บ้าง สิ่งเหล่านี้ต้องฝึกฝนด้วยการใช้ให้คล่อง จึงทำให้อ่านบทความใน TOEIC และ IELTS ได้โดยใช้เวลาไม่นาน ....
 
----
62.  CheckList 8 ข้อในการตรวจสอบจุดอ่อนการพัฒนาทักษะการฟัง เอามาประกอบการฝึกพูดในการสอบ IELTS , TOEFL ได้ ..... อย่างไร .....
เนื่องจากผู้ที่ฝึกฟังจำเป็นต้องมีทักษะระดับประโยคที่แน่น และ ควรมีรูปแบบประโยคในหัวที่หลากหลายมากพอ มันจะทำให้เดารูปประโยคในขณะที่ฟังล่วงหน้าได้บ้างทำให้รับมือการฟังที่เร็วและการฟังที่ต้องเผชิญสำเนียงฝรั่งฟังยาก โดยเฉพาะสำเนียงคนจากประเทศสหราชอาณาจักรที่อยู่ในข้อสอบ IELTS , TOEIC เช่นเดียวกับการพูดที่ต้องเลือกรูปประโยคที่หลากหลายมากพอ และ ต้องเลือกให้มาสื่อสารสะท้อนถึงความคิดในหัวได้พอดี มิใช่การแปลไทยคำเป็นอังกฤษคำเพราะภาษาอังกฤษกับภาษาไทยไม่เหมือนกันและไม่สามารถประมาณความหมาย แบบนั้น หรือ แบบว่า ได้ นั่นเอง .... ดังนั้น Checklist ของสถาบันจะเป็นบทกลับที่ช่วยพัฒนา Speaking ของผู้ฝึกได้ .....
 
----
61. นวตกรรมนำชิ้นส่วนประโยคที่ใช้ในการต่อจิ๊กซอว์ในการเขียน หรือที่เรียกว่า Sentence-to-Sentence Technique นำมาพัฒนาทักษะการพูดในการสอบทั้ง TOEIC และ IELTS ทักษะการเขียนต้องมาก่อนทักษะการฟังและสามารถฝึกควบคู่กันได้ แต่....

ทักษะการพูดตอนสอบจะแก้ไขยากกว่าการเขียน เพราะ การเขียนแก้ไขง่ายกว่า ดังนั้น หลักเกณฑ์ของ IELTS ทั้งด้านการพูดและการเขียนคล้ายกัน เช่น Collocation , Lexicon , การเลือกใช้ไวยากรณ์และรูปแบบประโยคที่นิยมพูดและเขียนที่ทำให้ได้คะแนน เช่น Noun Clause , Adjective order , etc. , การเลือกใช้ศัพท์ เป็นต้น ถ้าผู้สอบศึกษาเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเองอาจใช้เวลา สถาบันครูเกรียงช่วยนำรูปแบบประโยคตัวอย่างระดับมากกว่า 500 รูปแบบประโยคเป็นชิ้นส่วนประโยคมาต่อเพื่อพัฒนาทักษะการพูดการเขียนให้ได้ .....
 
-----
60. นร รุ่นหลังจากน้องนาฏยา ที่ขึ้นทำเนียบล่าสุด มาสมัครจำนวนมาก และ กำลังเตรียมพร้อมสู่การสอบโทอิคครั้งใหม่ นร รุ่นหลังมีความขยันสูงมาก อ. ขอยอมรับเลยว่า นร รุ่นหลังทั้งน้องนาฏยา และ น้องนุช ล้วนขอร้องให้อาจารย์สอนถึงห้าทุ่ม ( คงเป็นที่เดียวในโลกนะครับ ) อ. ก็ยินดี แต่ข้อได้เปรียบของพวกเขา คือ .....

ตัวอย่างมากกว่า 200 ตัวอย่างที่เป็นรูปประโยค จากการที่อาจารย์แยกสำเนียงฝรั่งที่มาจากสำเนียง สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย ที่เป็นสำเนียงอมเสียงหดเสียงลากเสียงเสียงเหมือนเสียงคล้ายเสียงหลอน ให้ นร ไทยได้ฟัง และ บอกละเอียดว่า รูปประโยคหรือคำแบบนี้ทำไมมันลากเสียงแบบนี้แบบละเอียด
-----
59. อ. นำคำสัมภาษณ์ของคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ ที่เคยทำนายว่า อีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า คนไทยเราต้องอาจอพยพไปทำงานที่เวียดนามแทน ได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจผ่านรายการ Business Connection ดำเนินรายการโดย อ. ธันยวัช และ อ. อาทิตย์ เมื่อ 1 มค 53 ที่ผ่านมา ถึงความน่ากลัวของ นร เวียดนาม ในด้านการเรียนทุกด้าน โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ .... : )

เนื่องจาก การเปิดเขตเสรีแรงงานในอาเซียน ภายใน 2015 นับจาก เริ่มต้น เปิดเสรีอาเซียน 1 มค 2010 น่าจะเกิดขึ้นอีกไม่กี่ปี นร เวียดนาม ได้ถูกปลูกฝังและวางระบบโดยรัฐบาลเวียดนาม โดยถอดแบบจากสิงคโปร์ และ ประยุกต์สู่แนวคิดการทำงานและสำนึกที่ดีของคนจีนและญี่ปุ่น ทำให้ นร เวียดนาม เป็นผู้ที่กล้าที่จะเรียน กล้าที่จะลอง ไม่มีค่านิยมเสียเงินแพงและชอบแต่มาฟังอาจารย์พูดเรื่องไร้สาระนอกเรื่องทำให้ไม่มีศักยภาพสอบ TOEIC , IELTS , TOEFL ได้ อาจารย์คนไหนพูดดี โดยเฉพาะคุณวิกรม เคยไปบรรยายให้ นร เวียดนามฟัง นร เขาก็ตบมือเป็นระยะ นร อายุยังไม่ถึง 20 ปี ก็ตะโกนถามคำถามเฉียบคมแบบทรงภูมิปัญญา กับคุณวิกรม

นอกจากกฏเหล็ก 5 ด้านของโฮจิมินในการสร้างสำนึกการศึกษาของคนเวียดนามแล้ว นร เวียดนาม หรือ เวียดนามโพ้นทะเล เวียดเกียว ยังมีระบบคิดที่ไม่เสียเวลากับเรื่องไร้สาระที่ผู้สอนบางคนชอบนอกเรื่อง ไม่มีค่านิยมซื้อเวลา ไม่มีค่านิยมเสียเงินไปเรื่อยๆ กับ ระบบเรียนที่ทำให้ไม่ลงลึก สอบก็ไม่ได้ อาจารย์ระดับสุดยอดของอเมริกาด้านการสอบ TOEFL อย่าง Bruce Roger ยังต้องไปทำวิจัยพัฒนาภาษาอังกฤษคนเวียดนามเลย

----
58. ( ต่อจากข้อที่ 57 ) สุขสันต์สิ้นปีต่อปีใหม่ทุกท่านนะ อ. เป็นกำลังใจให้ผู้สอบโทอิค IELTS ทุกคน เทคนิค Reverse Keyword ที่หาคำศัพท์ที่เป็น Seen Vocab เอามาช่วยเดา Unseen Vocab ที่ยากที่ไม่รู้ความหมายใน Reading ของ IELTS หรือ TOEIC  มันต้องฝึก
 
     เช่น ถ้า Unseen Vocab เป็น Noun ทำไมต้องใช้ Keyword ที่เป็น Noun ที่ควรอยู่ใน Placement เดียวกันหรือใกล้เคียงกันมาช่วยเดา มันอาจเป็นคำนามที่มี Adjective Order หรือ Noun Compound ต้องดูดี ๆ มันต้องใช้การสังเกตและฝึกให้เร็ว จะทำให้ นร อ่านบทความได้แม่นได้เร็ว สามารถรับมือ 14-17 บทความได้ภายใน 45 นาที ทำให้ทำข้อสอบ TOEIC ทัน หรือ รับมือ การอ่านใน 60 นาที ของ IELTS ภาค Academic ได้ .....
 
-----
57. เทคนิค Reverse Keyword ที่หาคำศัพท์ที่เป็น Seen Vocab เอามาช่วยเดา Unseen Vocab ที่ยากที่ไม่รู้ความหมายใน Reading ของ IELTS หรือ TOEIC ทำไมเทคนิค นร สถาบันของอาจารย์เกรียงฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้เกิดทักษะใช้เทคนิคนี้ ทำให้ทำลายอุปสรรคการอ่าน อ่านได้เร็วขึ้น  เพราะอะไร ....
 
เทคนิคลงลึกของสถาบันทั้งการฟังการอ่าน ที่ นร ต่างชาติเขาใช้ แล้วอาจารย์นำมาเผยแพร่ เป็นสิ่งที่ต้องนำมาฝึกฝนให้เกิดทักษะ มันจึงไม่ใช่การสอนที่คิดราคาแพง แต่พูดนอกเรื่องราวเอามันเอาสะใจกับ นร ไทย รวมถึง การมานั่งสอนกางตำรา บังคับให้ นร ท่องจำ ถ้าการท่องจำอะไรบางอย่างโดยนอกห้องไม่ฝึกซ้อม หรือ ไม่เคยฝึกซ้อมเลย มันสอบ IELTS หรือ TOEIC ไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งระบบการสอนเสียเงินแพง แล้วมีเนื้อหานอกเรื่องที่ไม่ได้ทำให้ นร ไทย สอบได้ มันจะลำบาก ซึ่งลักษณะคอร์สแพงแต่นอกเรื่องราวเรียนผิวเผิน ทำให้สอบไม่ได้ นร ต่างชาติเขาก็ยิ่งแอนตี้
 
การลงลึกการอ่านด้วยเทคนิค Reverse Keyword มันต้องฝึกฝนด้วย เช่น ถ้า Unseen Vocab เป็น Verb ทำไมต้องใช้ Keyword ที่เป็น Verb ที่ควรอยู่ใน Placement เดียวกันมาช่วยเดา หรือ Unseen Vocab เป็น Adjective ต้องดูด้วยว่า มันอยู่หลัง Verb To be หรือ อยู่ในตำแหน่ง Adjective Order มันมีวิธีหา KeyWord มันต้องใช้การสังเกตและฝึกให้เร็ว จะทำให้ นร อ่านบทความได้แม่นได้เร็ว สามารถรับมือ 14-17 บทความได้ภายใน 45 นาที ทำให้ทำข้อสอบ TOEIC ทัน หรือ รับมือ การอ่านใน 60 นาที ของ IELTS ภาค Academic ได้ .....

 
-----
56.  ปัญหาของ นร หลายคนที่เพิ่งเริ่มฝึกพัฒนาทักษะ Listening ภาษาอังกฤษ โดยเพิ่งเปลี่ยนจากการฝึกผิดวิธีที่ทำให้อย่างไรก็ฟัง Listening ไม่ได้  นร หลายคนเดิมมีความเคยชินที่เห็นชัดจากการฝึก Listening อย่างไม่มีหลักเกณฑ์ผิดวิธีทำให้อย่างไรก็ตามฟังไม่ได้ นร ดังกล่าวมักจะมีความเคยชินที่จะอยากจิกฟังคำใดก็ค่อยจับคำที่ตัวเองอยากฟังอยากจับ จะเป็นคำที่คิดว่าตัวเองคุ้นเคย หรือ พอประมาณว่าได้ แต่ผลร้ายของการประมาณว่า คงประมาณคำนั้น โดยไม่ยอมรับความจริงว่า ตำแหน่งคำในประโยคดังกล่าวฟังไม่ได้ เพราะ Earing ในการฟังยังปรุงแต่งคำเป็น Noise การฟังอยู่ ปัญหา นร เหล่านั้นดังกล่าวเกิดจากชั่วโมงบินในการฝึกฟังยาวน้อย หรือมี Listening Toughness น้อย โดยที่เกณฑ์ของสถาบันจะให้ นร ฝึกฟังยาวจิกคำโดยเฉลี่ย 5 วินาที่ให้ได้ 10 คำ .... : )
 
-----
55.  การจิกคำที่ฟังแต่ละคำแบบหักดิบจำคำเป็นการฝึกการจิกคำที่ฟังและระบุที่มาของคำได้การฝึกเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี แต่ นร สถาบันหลายคนได้พัฒนาเปลี่ยนจากการหักดิบจำคำกลายเป็นการเดารูปประโยคล่วงหน้าได้แล้ว เพราะ การหักดิบจำคำอาจจะไม่สามารถจิกคำที่ฟังได้ทันกับการฟัง Listening ที่เร็วมากอย่างนิวโทอิค  และ นร หลายคนในสามรุ่นถัดมา สามารถสอบจริงนิวโทอิคทุกสองชั่วโมงกับสถาบัน ใน Part  Short Talk สามารถทำคะแนนระหว่าง 20 ถึง 25 ข้อ จาก 30 ข้อได้แล้ว  .... : )
 
----
54. อ.ขอกล่าวถึงกรณีศึกษาของ นร สถาบัน คนหนึ่งที่มีความพยายามสูงมาก คือ คุณ ขจรศักดิ์ ซึ่งเรียนระดับปริญญาโทบางมด มีคำถามที่ถามอาจารย์น่าสนใจมากและทำให้เขาได้นำแนวคิดไปพัฒนาตัวเองได้ น้องเขาถามอาจารย์ว่า การที่เราฟังแล้วจิกคำฟังคำตามรูปประโยคไม่ทัน แล้ว พูดตามเสียงแบบฮัมเพลง หรือ แปะคำเพิ่ม มันจะมีผลดีหรือผลร้ายอย่างไร ....

คำตอบคือ เป็นผลร้ายมากกว่าผลดี เพราะ การ Listening ต่างกับ Hearing เพราะ คำที่พุ่งเข้าหูแต่ละคำ เราจะต้องจิกและระบุได้ว่า เป็นคำที่มาเป็นตำแหน่งใดของประโยคและเป็นคำประเภทใด นี่คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เราตามรูปประโยคได้ไม่ต้องถึง 100 % แค่ 70 % ก็ได้ Keyword ที่ทำให้เราเข้าใจความหมายในหนึ่งประโยคการฟังได้แล้วแปลภาษาไทยได้ตามอัตโนมัติแล้ว แต่การฮัมเพลงเอาเสียงของคำแล้ว นร ไทยหลายคนคิดว่า ภาษาอังกฤษเหมือนภาษาไทย สามารถประมาณความหมายอย่างนั้นอย่างนี้ได้เหมือนภาษาไทย นับเป็นการฝึกที่ผิด เพราะเท่ากับ นร ไทยคนนั้นไม่กล้าที่ผิด ไม่กล้าที่จะเดาคำที่ฟัง ว่า เป็นคำอะไร เอาประมาณแล้วเสียงที่ประมาณนั้นก็ไม่กล้าที่จะระบุว่าเป็นคำอะไร

----
53. ค่านิยมของ นร ไทยหลายคนที่คิดว่า ต้องเรียนไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะ เรียนไวยากรณ์ไปนานๆ คิดว่า สักวัน อาจจะพร้อมและสามารถสอบได้ แต่ไม่ได้ถามตัวเองว่า ทำไมค่านิยมดังกล่าว ทำให้เรียนไวยากรณ์วันนี้ อีกไม่กี่วันก็ลืม เรียนไวยากรณ์มากมาย แต่ก็ยังสอบการฟังไม่ได้เลย สอบอ่านก็อ่านไม่ได้เพราะอ่านช้าทำไม่ทัน เรียนเสียเงินมากๆ เรียนแล้วก็ไม่อยากทบทวน เรียนแล้วอีกไม่นานก็ลืม คำว่า พร้อม มันอยู่ตรงไหน แล้วทำไม นร ต่างชาติ โดยเฉพาะ นร หลายประเทศ เช่น เกาหลี จีน เวียดนาม ญี่ปุ่น ที่เริ่มใช้ภาษาอังกฤษแพร่หลาย คนที่อายุต่ำกว่า 30 เริ่มใช้ภาษาอังกฤษในการทำธุรกิจกันมากมาย แต่ นร ไทย หลายคน ยังเรียนไปเรื่อยๆ แพงแค่ไหน เรียนระบบไหนสอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ช้อปปิ้งเรียนไปเรื่อยๆ ทำไม .... นร ต่างชาติพวกนั้นเรียนไวยากรณ์แล้วไม่ลืม  ..... : )  ทำไมต่างกับ นร ไทย บางคน ....
 
        โดยเฉพาะ ระบบการเรียนที่ อาจารย์ได้นำมาเทคนิคพวก นร ต่างชาติมาเผยแพร่ หนึ่งในนั้นที่ทำให้ นร ต่างชาติเรียนไวยากรณ์แล้วไม่ลืม รวมถีง นร ที่สถาบันของอาจารย์ก็คือ การเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคและมีการจิ้มคำแล้วอาจารย์ก็ถามทันทีว่า ที่จิ้มคำภาษาอังกฤษในบทความใดๆ เป็นคำที่ตำแหน่งใดและคำประเภทไหน อาจารย์ได้ทดสอบกับ นร อินเดีย บังคลาเทศ เพียงอายุไม่ถึง 20 ปี เขาก็สามารถตอบถูกหมด ในรูปแบบประโยค 2000 ข้อที่แยกออกมาเป็นไวยากรณ์ Basic Grammar และ Advance Grammar ครบทุกบท ทั้งระดับพื้นฐานและAdvance รวมถึง นร เวียดนามที่สามารถฝึกฝนด้วยวิธีทั้งผู้สอนชาวอเมริกัน อินเดีย หรือ สิงคโปร์ ที่ไปสอนในเวียดนาม
 
----
52. ( ต่อจากข้อ 51 ) เนื่องจาก นร ไทยที่ฝึกการฟังตอนโตและไม่ค่อยมีการทบทวนไวยากรณ์หรือเรียนไวยากรณ์ผิดวิธี เยิ่นเย้อ ไม่ลงลึกรูปประโยคให้หลากหลายและมากพอ ก็จะไม่มีรูปแบบประโยคในหัว จะทำให้มีปัญหาในการต่อยอดเทคนิคพัฒนาการฟังลงลึก แบบที่ นร ต่างชาติ ใช้ แม้กระทั่ง คนญี่ปุ่น ที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษ แต่ก็ใช้เทคนิคดังกล่าว นั่นคือ .....
     เทคนิคการกระตุ้นสมองเพื่อเดารูปประโยคล่วงหน้าเพื่อฟังให้ทันการพูดสำเนียงฝรั่งที่เร็วมากๆ ได้  นร สถาบันได้ฝึกเทคนิคนี้และมีวิธีกลับไปฝึกที่บ้าน กับ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ข้อสอบโทอิคที่คิดว่าน่าจะดีที่สุดในโลกสองโปรแกรม เฉพาะ สถาบันครูเกรียง ...

 
----
51. นร ไทยมาเรียนการฟังตอนโตหรือตอนอายุเยอะ ผิดกับ นร สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินเดีย บังคลาเทศ ฯลฯ เขาฝึกการฟังตอนเด็ก และ มองการฝึกการฟังเป็นการเรียนรู้รูปประโยคที่หลากหลายประกอบกับการเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคทำให้เรียนไวยากรณ์ไม่เยิ่นเย้อ ดังนั้น อ. จึงปรับเทคนิคของ นร ต่างชาติที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จเอามาใช้กับคนไทยยังไง .... : )

เนื่องจาก นร ไทย ต้องมาฝึกการฟังตอนโต และ ส่วนใหญ่เรียนไวยากรณ์เยิ่นเย้อ ทฤษฏีมาก แต่ไม่ลงรูปประโยคที่หลากหลาย ที่สถาบันครูเกรียงจะมีรูปประโยคกว่า 2000 รูปแบบใช้ในการพัฒนาการเขียนและการฟัง โดยเรียนไวยากรณ์ลงลึกผ่านรูปประโยค พร้อมฝึกฟังลงลึก แต่เพิ่มเทคนิคบางอย่างให้ นร ไทยที่มีอายุหรือโตแล้ว สามารถพัฒนาทักษะลดระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่า เทคนิคการทำลาย Halo Effect และ Noise การฟัง ด้วยทักษะระดับประโยค หรือ Check List 8 ขั้นกับการลงลึกการฟัง และ 20 ขั้นทำลายอุปสรรคการอ่าน ... มันมาจากเทคนิคเมืองนอกทั้งสิ้น ...

 
----
50. มีผู้เข้ามาปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงกับ อ. ที่พอทำ Test Placement การฟังแบบลงลึก โดยที่อาจารย์แยกสำเนียงฝรั่งให้แบบอมเสียงหดเสียงลากเสียงเสียงเหมือนเสียงคล้าย ที่เป็นอุปสรรคสำเนียงของฝรั่งที่ทำให้คนไทยฟังยากขึ้น พบปัญหาของ ผู้ปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงที่ต้องรีบแก้ คือ ....
    ปกติใน Check List ของสถาบันมีการระบุอธิบายปัญหาของ นร ในการเรียนการฟังลงลึกอยู่แล้ว แต่ปรากฏการณ์ที่พบ สำหรับผู้ที่เริ่มต้นฝึกฟังภาษาอังกฤษตอนอายุเยอะหรืออายุมากแล้ว คือ อดีตที่ผ่านมาจะมีชั่วโมงบินการฟังที่น้อย ทำให้มีปัญหาทั้งการอึดในการฟังระยะยาว ดังนั้น เวลาอยู่ดีๆ ชั่วโมงบินการฟังน้อย ก็รีบไปสอบหวังให้มันได้คะแนนเยอะๆ โดยยังไม่เตรียมตัวดี จึงมีปัญหา ปรากฏการณ์หนึ่ง คือ ผู้ปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงจะมี Earing ในการฟังเสียงใดๆ เพี้ยนเป็นอีกคำ โดยที่ไปปรุงแต่งคำให้เป็นเสียงอื่น คำอื่น สาเหตุปัญหา คือ การมีชั่วโมงบินการฟังที่น้อย หรือ ไม่ฝึกการฟังยาวๆ เช่น สุนทรพจน์ของโอบาม่า ทำให้ไม่มี Listening Toughness ในการฟังยาว หรือ มีชั่วโมงบินการฟังน้อย แล้วยิ่งไปฝึกการฟังกับประโยคที่สั้นเกินไปและมีคำหยาบภาษาอังกฤษเยอะ เช่น ในหนังฮอลีวู้ดบางเรื่อง การฟังจะพัฒนาช้าและไม่สามารถรับมือกับการฟังรูปประโยคของโทอิคที่มีความยาวโดยเฉลี่ยหนึ่งประโยคในนิวโทอิค คือ 25 ถึง 45 คำต่อหนึ่งประโยค .....
 
----
49. สาเหตุที่ อ. สอนเรื่อง Preposition กับ นร ของสถาบัน โดยใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง เรียน Preposition ที่เก็งไว้ประมาณ 40 กว่าตัว และ หลายคำมิใช่เป็นเพียง Preposition แต่มันยังเป็น Part of Speech อื่นด้วย เช่น Adjective , Adverb , Connecting , Noun หรือ Verb ต้องเรียนลงลึกละเอียด เพราะ .....

     แม้ Preposition จะออกสอบไม่กี่ข้อในส่วน Part ของ Sentence Completion และ Text Completion ในข้อสอบนิวโทอิค แต่ Preposition กลับเป็นส่วนที่ต้องศึกษาเพราะเป็นส่วนที่ข้อสอบโทอิคออกสอบ Listening ในส่วนที่เป็นกลุ่มคำ Preposition ที่ทำให้ประโยคใน Short Conversation และ Short Talk ยาวถึงขนาดหนึ่งประโยคที่ นร ต้องสอบฟัง อาจจะมีถึง 25 ถึง 40 คำก็ได้ และ กลุ่มคำ Preposition จะปรากฏอยู่ใน Reading และ ต้องใช้สัมพันธ์กับเทคนิคการใช้ Keyword ย้อนกลับในการเดา Unseen Vocab หนึ่งใน Key Word จะอยู่ในกลุ่มคำ Preposition นั่นเอง .... : )
 
----
48. ( ต่อจากข้อ 47 Semi Halo Effect ตอนสอง ) นร สถาบันที่เริ่มถอดรูปประโยคได้ก่อน 4 วินาที ทำให้สามารถแปลภาษาไทยได้ถูกต้องโดยอัตโนมัติ ต่างกับผู้ที่ฝึกผิดวิธี มีหลายคนที่มาปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริง แล้ว .... 
      ซึ่งไม่ทราบว่า ผู้ที่ปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงกับสถาบัน ไปฝึกอย่างไร ฝึกที่ไหน ทุกครั้งที่ฟังทุกหนึ่งประโยค เช่น หนึ่งประโยคมี 5 คำ แต่ผู้สนใจปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงเหล่านั้น กลับฟังแล้วแปะคำเพิ่มเป็นเจ็ดหรือแปดคำก็มี มันไม่ใช่วิธีการฟังที่ดีและถ้าไม่เปลี่ยนสไตล์จะมีปัญหาต่อการทำสอบหรือสมัครงานหรือทำงานและความน่าเชื่อถือระยะยาว การสอบโทอิคจึงต้องมีการเตรียมพร้อมแบบลงลึกมิใช่สอบแบบไม่เตรียมตัว ดังนั้น นร ที่สถาบันที่ผ่านประวัติศาสตร์มาเป็นแรงบันดาลใจรวมถึง นร ปัจจุบัน ล้วนแต่มีพัฒนาการฟังภาษาอังกฤษก้าวกระโดดแบบของจริง ไม่ใช่จ่ายค่าเรียนแพงแล้วซื้อความหวังกันไป ทุกคนทำได้ด้วยเทคนิคถอดรูปประโยคให้ได้ก่อน 4 วินาที โดยมี Benchmark ที่เมื่อฟังคำกลางประโยคต้องอย่าแช่คำ ต้องตัดใจข้ามคำที่ฟังไม่ทันให้ถึงท้ายประโยคในส่วนขยายประโยคบางส่วนให้ได้ หลายคนพัฒนาได้จากจุดนี้ : )
 
----
47. ( ต่อจากข้อ 43 Semi Halo Effect ) นร สถาบันที่กำลังฝึกถอดรูปประโยคจากการฟังภาษาอังกฤษที่ทำให้คะแนนการฟังโทอิคก้าวกระโดด เริ่มต้นจากการทำลาย Halo Effect ให้ได้ก่อน 4 วินาที แต่ นร โดยส่วนใหญ่เริ่มจะฟังได้โดยถอดรูปประโยคอย่างต่ำ 70 % ให้ครอบคลุม Key Word จะเริ่มต้นจากกระบวนการ Semi Halo Effect ก็คือ ....
       ทุกรอบประโยคที่ฟัง จะฟังคราวเดียว หรือ ฟังแบบ Retape ซึ่งไม่ควร Retape มาก การฝีกเริ่มต้น คือ ควรจิกคำอย่างน้อยที่สุด ต้นประโยค กลางประโยคบ้าง แต่ควรจิกได้คำกริยา และ ท้ายประโยค แต่ ถ้า ทำลาย Halo Effect ก่อน 4 วินาทีได้จริง จะต้องจิกคำให้ได้มากกว่า Semi Halo Effect ถ้าหลัง 4 วินาที ระบบสมองมันจะลืม .... : )
 
----
46. Check List ในการเรียนลงลึกพัฒนาการฟังภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะการรับมือการฟังที่เร็ว ถอดรูปประโยคเพื่อแปลภาษาไทยได้อัตโนมัติไม่มั่ว และ แยกเสียงสำเนียงอุปสรรคการฟังของฝรั่ง ได้แก่ การลากเสียง อมเสียง หดเสียง ... หนึ่งในเก้าข้อของ Check List ดังกล่าว คือ ..... : )
       ที่ใช้ในการฝึก นร ของสถาบัน แม้กระทั่งผู้ที่ปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงก็ตาม คือ การฝึกการอึดในการจิกคำในการฟังระยะยาว หรือที่เรียกว่า Listening Toughness เกณฑ์มาตรฐาน คือ การจิกคำในฐานะที่เป็น Listening ไม่ใช่ Hearing ยังไม่ต้องระบุที่มาของคำที่จิกก็ได้ว่าอยู่ตำแหน่งใดของประโยค ภายใน 5 วินาที ควรต้องได้มากกว่า 10 คำ ที่สถาบันมีการแจกซีดีการฝีกฟังยาว หรือ นร จะฝึกฟังกับช่อง CNN , CNBC , BBC ก็ได้ ....
 
----
45. นร ที่ฝึกการฟังภาษาอังกฤษตามยถากรรมแล้วมีค่านิยมแบบสอบโทอิคบ่อยๆ ไม่ต้องเตรียมตัวให้มากก็ได้ ไปกามั่วแล้วคะแนนอาจจะขึ้น ( ซึ่งกามั่วแท้จริงศูนย์สอบเข้าล็อคคะแนนให้ไม่เกิน 10 % อยู่แล้ว ) ที่ อ. ฝากให้ นร ของสถาบันไปช่วย Survey นร ที่ฝึกการฟังแบบไม่เรียนลงลึกจะมีลักษณะเทียบเคียงได้ดังนี้ ..... : ) 

       นร เหล่านี้จะมีค่านิยมให้เรียนไวยากรณ์ไปเยอะๆ เรียนแพง เรียนแล้วลืม ไม่สนใจ แต่จะไม่ยอมเรียนการฟังลงลึก พอเรียนการฟังกลับมีค่านิยมที่แปลกคือ ไม่ยอมเอาไวยากรณ์หรือทักษะระดับประโยคมาช่วยในการฟังเพื่อตามรูปประโยคให้ทัน จะอ้างว่า จับคำเป็นหย่อมๆ ก็พอ คำไหนที่พอคุ้นจับคำนั้นมาฟัง คำไหนไม่คุ้นก็ไม่เอาเลย หรือ ไม่เอาทั้งแผงคำในประโยคก็ได้ ฉะนั้น ใน 1 ประโยค นร เหล่านี้ จะได้เพียงคำสองคำหรือสามคำ ไม่สามารถรับมือการฟังที่เป็น Short Talk ของโทอิคที 1 ประโยคอาจมีมากกว่า 25 คำ ถึง 40 คำ โดยเฉลี่ย แล้วอาศัยสรุปความหมายการฟังเออเองคิดเองไปเลย พบว่า นร ที่มีค่านิยมไม่เอาไวยากรณ์มาช่วยในการฟัง จะเป็นพวกที่อ่านเทปสคริปตามแล้วฟังไปด้ยแล้วนึกว่าตัวเองฟังได้ แต่พอสอบโทอิคจะไม่มีเทปสคริป ความมั่นใจของ นร เหล่านี้จะหายไปหมดกว่า 90 % หรือ ฟังแบบ Retape ทุกครั้งจดในกระดาษหนึ่งคำ เวลาสอบจริงก็จะหนึ่งประโยคที่ฟังก็ฟังได้แค่คำที่ตัวเองจดหนึ่งคำหรือสองคำที่จดนั่นเองเพราะสอบโทอิคไม่มีการ retape ให้คุณ ... : ) 

        ค่านิยมของ นร ไทยเหล่านี้ แตกต่างจาก นร อินเดีย บังคลาเทศ ที่เรียนการฟังตั้งแต่เด็ก พร้อมกับเรียนไวยากรณ์และทักษะระดับประโยคด้วย ทำให้เขานำไวยากรณ์มาใช้ในการตามรูปประโยคในขณะฟังได้ เมื่อ นร ไทยมีปัญหาดังกล่าว ภายหลังจะมีค่านิยมคิดว่า ภาษาอังกฤษเหมือนภาษาไทย แปลจากไทยหนึ่งคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำ ทำให้พูดช้าหรือSpeaking เพี้ยน และ ผู้ที่ฝึกการฟังผิดวิธีก็มักจะ Speaking มีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะไม่สามารถนำรูปประโยคที่ได้จากการฟังนำมาลองใช้ speaking ได้ วิธีแก้ ก็คือ ต้องฝึกเรียนลงลึกการฟังพร้อมกับเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคไปเลย อย่าเรียนไวยากรณ์แบบเยิ่นเย้อ แล้วนำทักษะระดับประโยคกับไวยากรณ์มาใช้ในฝีกฟังด้วย ส่วนการเรียนกับวิดิโอ ถ้าผู้สอนวิดิโอได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถามผ่านการเรียนแบบสดผสมกับการเรียนวิดิโอ มันน่าจะดีกว่า การเรียนแต่วิดิโอเพียงอย่างเดียว .... :)

 
----
44. อ. ขอชื่นชม นร รุ่นหลังล่าสุดหลังรุ่นน้อง นาฏยา ที่ไม่เคยสอบโทอิคมาก่อน แต่สามารถเรียนลงลึกการฟัง ใช้ Check List 8 ข้อที่เทคนิคที่ นร ต่างชาติใช้พัฒนา Listening พบว่า นร รุ่นหลังหลายคนเริ่มที่จะมีคะแนนการฟังเกาะอยู่ที่ 20 ข้อจาก 30 ข้อเพียงการสอบทุกสองชั่วโมงไม่เกิน 3 ครั้ง โดยเฉพาะ น้องฝน เภสัช จุฬา ปีหนึ่ง แค่ นร ปีหนึ่ง ก็สามารถยกระดับ Listening ถอดรูปประโยค จาก Short Talk และ Question Response ได้ อย่างต่ำ 70 % และสอบครั้งแรกกับสถาบันก็ได้ 17 เต็ม 30 มันเป็นเพราะจุดใดเทคนิคใดใน Check List ...... : ) 

       มันอยู่ที่เทคนิคการหักดิบจำคำผสมผสานกับการเดาตำแหน่งคำหรือรูปประโยคล่วงหน้าก่อนที่เสียงคำใหม่ของฝรั่งที่พูดจะเข้ามา หนึ่งใน Check List โดยที่ อ. น่าจะเป็นที่เดียวในประเทศไทยที่มีการแยกเสียงสำเนียงฝรั่งที่อมเสียง หดเสียง ลากเสียง เสียงคล้าย ออกมา ว่าอย่างละเอียดเพื่อรับมือการฟังเร็ว ซึ่ง อ. ที่เป็นชาวฝรั่งที่พูดภาษาไทยไม่ได้บางคน มีแนวโน้มที่จะลำบากในการแยกเสียงให้คนไทยเข้าใจ น้องฝนกับน้องปุ้ยก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นในการเรียนไม่กี่ครั้ง แต่อ. ต้องกระตุ้นให้ไปฝึกนอกห้องทันที เพราะ ถ้าหลงระเลิงจะมีโอกาสที่การพัฒนา Earing จะมีปัญหาถ้าฝึกไม่ต่อเนื่อง ..... : )

 
----
43. นร สถาบัน รุ่นใหม่อีกสามรุ่น ต่อจาก น้องนาฏยา และ คนอื่นๆ ซึ่งเดิมที่สามารถพิชิตคะแนน 600 และ 700 โทอิคได้ อ ประทับใจ นร รุ่นใหม่ ที่มุ่งมั่นมีพัฒนาการในการฟังภาษาอังกฤษ แม้การฝึกหรือสอบครั้งแรกก็เริ่มสามารถลด Halo Effect และ Noise การฟัง จากการตรวจสอบจุดอ่อนตัวเองด้านการฟัง ผ่าน Check List 8 ข้อที่เป็นเทคนิคที่ใช้ตรวจสอบ ที่ นร ต่างชาติ เช่น อินเดีย บังคลาเทศ สิงคโปร เวียดนาม จีน และ ฮ่องกง ฯลฯ ใช้ในการพัฒนาทำลายจุดอ่อนตัวเอง ปรากฏการณ์ที่สามารถลด Halo Effect ได้ในระดับหนึ่งกับการฝึกครั้งแรก เรียกว่า Semi Halo Effect มันเป็นอย่างไร 

      นร ที่ลด Halo Effect ในการฟังได้ในครั้งแรก เรียกว่า Semi Halo Effect คือ การที่ นร ใช้เทคนิคเรียนการฟังลงลึก ประยุกต์ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ในการทำลาย Noise การฟัง ส่วนใหญ่จะพัฒนาสติในการฝืนตัวเองจิกคำที่เป็นตำแหน่งคำในประโยคช่วงแรกๆ ของประโยคได้ โดยเฉพาะ การจิกคำที่เป็น WH word ในประโยคคำถามที่เป็นรูปคำถามส่วนใหญ่ใน Part สอง โทอิค คือ Question Responsจะมีโอกาสทำให้ตามรูปประโยคคำถามทัน มีโอกาสจะตัด Choice เพื่อเลือกคำตอบหนึ่งจากสามข้อได้อย่างแม่นยำ ถ้าฟังคำถามไม่ทัน เพราะ จิกคำ WH Word จากการฟังไม่ได้ มันจะรอความตาย อ. ขอแสดงความยินดีกับ นร รุ่นใหม่หลายคนที่มีศักยภาพสูงในการทำลาย Halo Effect ช่วงแรก ซึ่ง นร ใหม่ก็จะใกล้ชิด นร เก่า แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาทักษะการฟังเพื่อทำคะแนนการฟังก้าวกระโดดในโทอิคได้ .... : ) และต่อยอดอุดมการณ์ร่วมกันในการเลี่ยงค่านิยมเรียนแพงแต่ยังไงก็สอบไม่ได้ให้ออกไปจากเส้นทางการพัฒนาภาษาและอาชีพ ของ นร ไทย ยกระดับให้เท่ากับ นร ต่างชาติที่เรียนภาษาอังกฤษสองภาษาด้วยสวัสดิการรัฐที่ทำให้ นร ประเทศเขาเรียนความรู้ชั้นดี ในราคาที่ถูก และ มีทุนการศึกษาให้ ทั้งสิงคโปร์ อินเดีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ จีน เวียดนาม ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ... ซึ่งแตกต่างและขัดแย้งกับค่านิยมของ นร ไทย เรียนแพงแต่สอบไม่ได้อย่างสิ้นเชิง .... : )
 
----
42. มี นร จากต่างจังหวัดที่ต้องการเรียนโทอิคกับสถาบันและต้องการเผด็จศึกให้เร็วสุด เป็นความคิดที่ดีมาก แต่ อ. คิดว่า นร ต้องเรียนต่อเนื่อง มีคำถามถาม อ. เกี่ยวกับ มีบทอะไรบ้างที่ทำให้เรียนได้ครบหัวข้อโทอิคที่เรียนแล้วพอทำให้คะแนนดันขึ้น
      อ. มีครบทุกหัวข้อ ในเรื่องไวยากรณ์และทักษะระดับประโยคที่ควรเรียน เทคนิคหลุมพรางสอบ เทคนิคเรียนลงลึกการฟัง การอ่าน ศัพท์ อย่างไร รบกวนผู้สนใจ ไปดูที่บรรทัดสุดท้ายของ หน้าเว็ป http://www.krugrienktutor.com ได้
 
----
41. ปัจจุบันมี นร ที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเพียงปีหนึ่งหรือปีสองที่ต้องการสอบโทอิคมาสมัครเรียนกับสถาบันเป็นระยะ เนื่องจากหลักสูตรของมหาวิทยาลัยบางแห่งให้เรียนภาษาอังกฤษเพียงปีหนึ่งและปีสองเพียงบางเทอมแล้วยุติการเรียนไปเลย และ เมื่อ นร สำเร็จการศึกษา บางคน แนวโน้มที่จะมีค่านิยมเรียนภาษาอังกฤษแบบแพงแต่สอบไม่ได้ หรือ ต้องการฝึกตามยถากรรม สอบเพื่อต้องการเอาประกาศนียบัตร แต่มักจะมีปัญหาด้านการฟังภาษาอังกฤษและพูดโดยเฉพาะเขียน ทำให้มีปัญหากับนายจ้างในระยะยาว ทำให้เงินเดือนไม่เพิ่ม เส้นทางอาชีพจะมีปัญหา หรือ ตัดโอกาสตัวเองที่จะได้ทุนการศึกษาหรือส่งไปสัมมนาเมืองนอกเพื่อกลับมาสอนคนในองค์กร วิธีแก้ที่ดีสำหรับ นร ที่ขยันและไม่ซื้อเวลา ไม่ฆ่าเวลาตัวเอง คือ ...

     การเรียนทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ด้วยการผ่านรูปแบบประโยคมากกว่า 2000 รูปแบบที่สถาบัน เลี่ยงค่านิยมการเรียนไวยากรณ์ไปเรื่อยๆแต่ไม่ลงรูปแบบประโยคให้ลึก เลี่ยงค่านิยมยิ่งเรียนยิ่งลืมแล้วนำไวยากรณ์มาใช้กับพูดฟังอ่านเขียนไม่ได้ สร้างค่านิยมใหม่แบบ นร ต่างชาติ คือ การเรียนไวยากรณ์ทักษะระดับประโยคที่เจาะรูปแบบประโยคทั้งรูปมาตรฐานและรูป Analogy จะช่วยให้ นร ที่เรียนมหาวิทยาลัยเพียงปีแรกๆ ก็สามารถประยุกต์ไวยากรณ์สู่การฟัง แล้วคะแนนการฟังจะก้าวกระโดดเหมือน นร ของสถาบันที่อยู่ในเว็ปบอร์ดอย่างต่อเนื่อง 

     นร สถาบัน ที่เรียนผ่านระบบเรียนลงลึกที่รูปแบบประโยค เหมือน นร อินเดีย บังคลาเทศ และ สิงคโปร์ ฮ่องกง จะมีมาตรฐานเท่ากันกับระดับอินเตอร์ โดยไม่ต้องเสียเงินแพงกับสถาบันเลย ( สถาบันจะเลี่ยงค่านิยม ที่เรียนกับวิดิโอแต่มีปัญหาถามวิดิโอก็ไม่ได้ ทักษะก็ไม่สามารถพัฒนาได้ สอบก็ไม่ได้ เพราะสอนสด และ เรียนลงลึก เปิดรับให้ นร ได้พัฒนาตัวเองเปิดสู่การเปิดเสรีอาเซียนให้เร็วที่สุด ... )
---
40. ต่อจากข้อ 24 ข้อเตือนใจผู้สอบ โดยที่ อ. ขอยกตัวอย่าง นร สถาบันคนหนึ่ง คือ วิศวกรหญิงคนเก่ง คือ น้องจูน น้องเขาเดิมได้คะแนน Short Talk น้อยมาก ต่ำกว่า 10 ข้อเทียบกับ 30 ข้อในภาคการฟังนิวโทอิค แต่นวตกรรมอะไร การฝึกแบบไหนที่ทำให้น้องเขาสอบกับสถาบันทุกสองชั่วโมง ปัจจุบันพัฒนาสู่การเกาะที่คะแนน 20 จาก 30 ข้อ ของ Short Talk ????? 

       น้องเขาออกจากห้องเรียนก็ฝึกอย่างหนักกับ โปรแกรมข้อสอบโทอิคจาก Internet สองโปรแกรมจากสถาบัน แต่เดิมเคยฝึกแบบไม่ตรงจุด แต่น้องเขาเริ่มปรับด้วยการนำ Check List ที่เจาะถึงจุดอ่อนการฟัง ของ นร ไทย ไปเทียบ และ น้องเขาแก้ทีละจุด เดิมน้องเขายังไม่ Listening จริงๆ เพียงแค่ฟังคำผ่านๆ และไม่พยายามวิเคราะห์คำที่ฟังว่าเป็น คำประเภทใด และ อยู่ในตำแหน่งใดประโยค น้องจูนเขาขอให้ อ. ทบทวนการปูพื้นฐานทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ ในช่วงที่ นร ทุกคนที่ปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงก็เคยเรียน ทบทวนซ้ำ สิ่งไหนลืมก็ได้ทบทวน เป็นการเก็บตกของ นร สถาบันที่อยู่ในระบบเรียนไม่จำกัดชั่วโมง หล้งจากนั้น น้องเขาสามารถพัฒนาสู่การฟังพอผ่านๆ หรือ Hearing กลายเป็น Listening ทำให้คำหลายคำที่ผ่านหู โดยที่น้องเขาจะระบุคำนั้นอยู่ในตำแหน่งอะไรในประโยค อะไรเป็น กลุ่มคำส่วนขยายประโยค ประธาน กรรม กริยา และ คำนั้นเป็น Part of speech ใด และ ยิ่งไปกว่านั้น น้องเขาก็เรียนไวยากรณ์ที่ช่วยทำให้ฟังได้แบบลงลึกอย่างต่อเนื่อง 

       นร สถาบันทั้งหมด ไม่มีค่านิยมแบบเรียนไวยากรณ์เยอะๆเพื่อความอุ่นใจ แต่ยิ่งเรียน ยิ่งเสียเงินเป็นหลายแสน แต่ยิ่งเรียน ยิ่งลืม ยิ่งนำไปใช้ไม่ได้ มันก็เกิดความสูญเปล่ามหาศาล เพราะ นายจ้างเขาไม่สนใจค่านิยมของ นร หรือ ผู้สมัครงาน ที่นิยมยื่น Certificate กับนายจ้าง และ เขาไม่สนใจ กับ ผู้สมัครงานไม่สามารถฟังอ่านได้อย่างลงลึก หรือ ไม่สามารถพอพูดพอเขียนได้บ้าง   เพราะ นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะ นักลงทุนจีน ที่ อ. ได้ไปทำวิจับสำรวจความต้องการบุคลากร เขาต้องการคนที่ใช้ภาษาจีนที่ควบกับภาษาอังกฤษได้จริง ไม่ใช่ยื่น Certificate มาสมัครงาน แต่ใช้ภาษาอะไรเลยไม่ได้จริง เขาคิดว่า พนักงานเหล่านี้จะเป็นภาระองค์กรมากกว่าสินทรัพย์องค์กร
----
39. การฝึกให้ นร ทำการบ้านกับแบบฝึกหัดไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคกว่า 2000 รูปแบบ ด้วยเทคนิคการจิ้มคำเพื่อทดสอบทักษะระดับประโยคของ นร เมื่อ นร ทำการบ้านมาก่อน ศักยภาพทางภาษามันจะพัฒนาขึ้นมาก โดยเฉพาะความรู้ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ ทำให้ ต่อยอดสู่การพูดฟังอ่านเขียนได้ไม่ยาก
 
----
38. หลักเกณฑ์ เพื่อพัฒนาคะแนนการสอบ Speaking ของ IELTS 
       สาเหตุที่ทำให้คะแนนการพูดของ นร หลายคน ไม่เพิ่มขึ้น เพราะ นร ไม่เข้าใจหลักเกณฑ์ของ IELTS ที่ใช้วัด  อ. ขอนำเกณฑ์ดังกล่าวมาแจกแจงเพื่อเป็นแนวทางในการใช้เพิ่มคะแนน ผู้ที่สอบ speaking คะแนนได้ดี ประการแรก คือ ต้องมี ความไหลรื่นและคล่อง อันเกิดมาจากการเลือกใช้ทักษะระดับประโยค รูปประโยค และไวยากรณ์ มาใช้สื่อสารการพูด ไม่ใช่การแปลไทยคำอังกฤษคำ ประการที่สอง คือ การเลือกใช้คำศัพท์ ต้องสอดคล้องเหมาะสม มิควรใช้ศัพท์ที่ไม่ได้สื่อความหมายโดยตรงหรือเยิ่นเย้อ หรือ เป็นคำง่ายและใช้ซ้ำกันบ่อยๆ ประการที่สาม คือ การสื่อสารประเด็นต้องชัดเจน มิใช่พูดแล้วผู้ฟังจับประเด็นไม่ได้ ประการที่สี่ การพูดที่ต้องอาศัยรูปแบบประโยคที่สั้นกระชับไม่เยิ่นเย้อ ไม่เป็นภาษาเขียนมาก อย่างที่อ. ยกตัวอย่างรูปแบบประโยคแบบ Analogy ที่ใช้พูดแทนการใช้ประโยคภาษาเขียน เป็นต้น
 
-----
37. การฝึก จิกคำในช่วง Listening ( ที่ทำให้ Listening แตกต่างจาก Hearing ) ต้องมี Check List อุปสรรคของ นร . 

      สถาบันได้พัฒนา Checklist ให้ นร ที่สถาบันได้ตรวจสอบตัวเอง ว่าทำไม ยังจิกคำที่ตัวเองฟังในประโยคภาษาอังกฤษไม่ได้ ข้อหนึ่งที่สำคัญจากนับสิบข้อ คือ นร ได้ไปฝึกการจิกคำในการฝึกฟังยาว หรือ Listening Toughness หรือไม่ นร สามารถจิกคำโดยเฉลี่ย ในทุก 5 วินาที ได้มากกว่า 10 คำ จากการฟังยาวๆ อย่างต่อเนื่องได้ หรือไม่ มันจะไม่เกี่ยวกับต้องไปนั่งเพ่งกสิณอย่างเดียวโดยไม่ต้อง Listening เพราะ การ Listening ฟังยาวจิกคำ ดังกล่าวมันก็เป็นการทำสมาธินั่นเอง

---

36. นิยามคำว่า Halo Effect ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดกับการฟังเท่านั้น แต่เกิดกับการอ่านและ การพูดได้ ลักษณะ Halo Effect ดังกล่าว คือ อะไร ?  
      โดยภาพรวม การที่ไม่เน้นคำที่ฟังแต่ละคำ โดยไม่รู้ว่า คำที่ฟัง มี Part of speech อะไร หรือ อยู่ใน Placement อะไร ในประโยค หรือ การพูดภาษาอังกฤษโดยต้องแปลเป็นไทยคำก่อน และ ค่อยอังกฤษคำต่อคำ หรือ การอ่าน ที่ไม่สามารถแยกตำแหน่งคำในประโยคได้ และ อ่านแช่ไม่สามารถแปลความหมายภาษาไทยได้ตามอัตโนมัติ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น Halo Effect ทั้งสิ้น 

----
35. การฝึกฟังภาษาอังกฤษที่ผิดวิธีสองวิธี ที่ทำให้ นร เมื่อฝึกฟังภาษาอังกฤษแล้วไม่สามารถ คิดตามรูปประโยคเพื่อแปลภาษาไทยโดยอัตโนมัติได้ หรือ ล้มเหลวการฟัง ถ้าผู้สอนเลือกวิธีดังกล่าวมันจะง่ายกับผู้สอน แต่มันยากกับผู้เรียน มันไม่เกิดประโยชน์อะไรกับ นร ไทย เลย ....
  

    ลักษณะสองแบบที่เกิดขึ้น เวลา นร ที่ฝึกการฟังภาษาอังกฤษที่ผิดวิธี ได้แก่
    ประการแรก คือ นร บางคน ฟังประโยคไม่ทันจำได้เป็นบางคำ เกิด Halo Effect ได้จำนวนคำที่น้อยเกินไป ซ้ำร้าย ถ้าสรุปความหมายไปเองแล้วทำให้เนื้อหาที่ฟังเพี้ยน จะยิ่งแย่ลง นร บางคน เลยแปะคำเพิ่ม เป็นคำที่สร้างมาเอง หวังเพื่อให้ประโยคมีหลายๆ คำ มันจะได้สรุปความหมายให้ผ่านๆไป โดยไม่สนใจว่า ความหมายจะเพี้ยนยังไง ....  

     ประการที่สอง คือ นร บางคน พยายามสรรหาคำที่ก็ไม่รู้ว่า เป็นคำอะไร ออกเสียงเป็นคำอะไรก็ได้ที่ไม่มีความหมาย เพื่อเติมให้ประโยคที่ฟังไม่ทันมีคำมากขึ้น คล้ายๆ กับ ครั้งหนึ่ง พี่เบิร์ด ธงชัย แมคอินไตย์ เคยบอกกับแฟนเพลงว่า ถ้า น้อง ๆ ร้องเพลงพี่เบิร์ดไม่ได้ในเนื้อท่อนไหน ให้ ฮัมเป็นคำว่า ถั่วงา ร้องคำว่า ถั่วงา เรื่อยๆ เนื้อท่อนไหนฟังไม่ทัน ก็ร้องถั่วงาไปเลย เทคนิคนี้ใช้กับการร่วมคอนเสิร์ตกับพี่เบิร์ดได้ แต่ไม่ควรเอามาฝึกการฟังภาษาอังกฤษแบบสร้างความเคยชินที่ผิดๆ มันจะทำให้ ศักยภาพทางภาษาของนักศึกษา บิดเบี้ยวและแย่ลง มีผลต่อคะแนนโทอิคที่ขึ้นลงแบบฟังปลา ไม่มีขึ้นแบบถาวร .... : ) 
      สรุปว่า ถ้าผู้สอน สอนในลักษณะดังกล่าว มันง่ายกับผู้สอน แต่มันจะทำให้ นร ที่ก็มีความรู้น้อยยิ่งโดนซ้ำดาบสองและ นร จะมีชีวิตที่ยากขึ้นด้วย สถาบันครูเกรียง ไม่มีการสอนแบบสองลักษณะนั้นดังกล่าว เพราะ เป้าหมายสถาบัน คือ การสอนที่ทำให้ผู้สอนต้องเหนื่อย แต่ผู้เรียนสบาย ไม่ว่า จะเป็นการทำลาย Halo Effect หรือ เทคนิคการแยกเสียงสำเนียงฝรั่งให้ นร เห็น รวมถึง การเรียนพัฒนาการฟังลงลึกทำให้ นร สอบได้ แล้วเอารายชื่อ นร ที่สอบได้คะแนนการฟังก้าวกระโดด ขึ้นกระทู้อย่างต่อเนื่องทันที .... มันจะดีกว่า

----
34.  เนื่องจาก นร ที่ผ่านการเรียนลงลึกการฟังที่สถาบัน จะได้คะแนนการฟังโทอิคแบบก้าวกระโดด และมีรายชื่อ นร ที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง  มันแตกต่างจากการสอนแบบไม่ลงลึกอย่างไร ....

         พูดตามเหตุผลตรงไปตรงมา การเรียนการฟังแบบลงลึก ด้วยวิธีการแยกเสียงสำเนียงฝรั่ง โดยที่ผู้สอนต้องรู้ว่า สำเนียงฝรั่งประเภท อมเสียง หดเสียง ลากเสียง เสียงคล้าย เสียงเหมือน มันเป็นอย่างไร จึงจะแยกเสียงให้ นร ฟังได้ เปรียบเทียบ กับเสียงพูดที่คนไทยคิดไปเองแล้วทำให้เกิด Noise การฟัง เสียงที่ฟังแล้วเพี้ยน มันคืออะไร และ เสียงที่เป็นสำเนียงฝรั่งจริงๆ เป็นอะไร  มันเป็นข้อดีที่ทำให้ สถาบัน สามารถทำให้ นร ก้าวกระโดดคะแนนการฟังแบบเห็นชัดเป็นประจักษ์พยานอย่างต่อเนื่อง  ดีกว่า  นร ไปฝึกฟังเองตามยถากรรม จะแยกเสียงลำบาก หรือ ต้องใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะคุ้นกับเสียงสำเนียงฝรั่ง   

         การเรียนการฟังลงลึกแบบแยกเสียงย่อมแตกต่างจาก  การเรียนการฟังภาษาอังกฤษ จากเทปวิดิโอที่มีผู้สอนพูดคนเดียว เป็นการถ่ายทอดทางเดียว จะทำให้ นร ไม่สามารถที่จะรู้อุปสรรคที่ทำให้ตัวเองฟังไม่ได้ ไม่รู้ว่า ทำไมยังฟังไม่ได้ และ ตรวจสอบไม่ได้ว่า ทำไมตัวเองฟังไม่ได้ และ แตกต่างจากการสอนประเภท เมื่อรู้ว่า นร ฟังไม่ได้ ก็โยนเทป Script ให้ นร ไปอ่านเอง ซึ่งการเรียนเหล่านี้มันยากที่จะทำให้ นร มีคะแนนการฟังที่ก้าวกระโดด

----
33. การใช้ทัศนคติแบบการสอบ ENTRANCE หรือ ADMISSION มาใช้กับการสอบ Reading แบบ Double Passage ของนิวโทอิค มีโอกาสเจ๊ง

     มีหลายคนสอบ ENTRANCE หรือ ADMISSION มักมีค่านิยมและทัศนคติที่เจอข้อยาก อ่าน Reading ไปสักพัก ทิ้งไปเลย ไปหาข้อง่ายทำ ซึ่ง ENTRANCE สอบเข้ามหาวิทยาลัยอาจมีข้อยากปนข้อง่าย แต่โทอิค Reading มีแต่ยาก กับ ยากกว่า ถ้า นร ที่คิดว่า อ่าน Reading แล้วรู้สึกยากหรือ เบื่อ อ่านไม่ทันจบ รีบไปอ่านบทความอื่น หรือ หันไปทำ Sentence Completion หรือ Text เปลี่ยนบรรยากาศ ไม่ได้ก็ผ่านไปอีก นับเป็นการเผาเวลาทิ้งและวินัยในการใช้เวลาทำสอบก็เสีย มีผลทำให้แทนที่จะทำให้เสร็จในคราวเดียว ผลลัพธ์ของการเผาเวลาทิ้งจะมีโอกาสข้อเหลือแล้วกามั่วอาจมากกว่า 30 ข้อได้ ซึ่งมีผลต่อคะแนนที่ต่ำกว่า 500 ได้ .... : )

----
32.  ต่อจากข้อ 31 จุดประสงค์การเดา Unseen Vocab เพื่อการได้ความหมายใกล้เคียงจากความหมายจริง เพราะ ข้อสอบโทอิคไม่ได้ถามความหมายคำศัพท์ เหมือนข้อสอบ Entrance หรือ Admission ..... : )

         การใช้เทคนิคนวตกรรมหา KeyWord ย้อนกลับเพื่อเดาศัพท์ยาก หรือ Unseen Vocab ใน Reading มันต่อยอดไปมากจากที่โฆษณาในเว็ปว่า เดาบริบทที่อ่าน อ่านได้เร็ว .... จะอ่านเร็วแต่จับประเด็นไม่ได้ เดาทิศทางเรื่องราวไม่ได้ ไม่กล้าเดา Unseen Vocab หรือ จำใจเดา Unseen Vocab แบบไม่มีหลักการ ล้วนทำให้อ่านช้า และ คะแนนการอ่านไม่ขึ้น แต่ นร ไม่ต้องเครียดกับการเดาศัพท์ยากว่า ต้องให้ความหมายตรงเป๊ะ เพราะการเดาไม่ได้ทำให้ความหมายตรงเป๊ะ แต่ทำให้ความหมายใกล้เคียงเพื่อเชื่อมบริบทได้ ....

----
31.  ต่อจากข้อ 30 การใช้นวตกรรม Keyword ย้อนกลับในบทความ เพื่อช่วยเดา Unseen Vocab 
 

       นร ต้องฝึกฝนอย่างหนัก แต่อย่าลืมในการจับเวลาการอ่าน ในแต่ละ Double Passage ที่สอบรีดีไซน์ นร ต้องพยายามใช้เวลาไม่ให้เกิน สองนาทีครึ่ง มิฉะนั้น จะมีปัญหา ทำข้อสอบ reading ไม่ทัน และ สิ่งสำคัญที่ทำให้ เดาUnseen Vocab ง่ายขึ้นก็คือ การเชื่อมประเด็นหรือหัวข้อใหม่ในบริบท หรือ การเชื่อมเรื่องราวด้วยเชิงเหตุและผลทำให้ นวตกรรมตัวนี้ใช้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องลองมาเรียนที่สถาบันดูครับ .....  : )

----
30.  เทคนิคการใช้นวตกรรมใช้ Keyword ย้อนกลับในบทความ เพื่อช่วยเดา Unseen Vocab หรือ ศัพท์ยาก .... ทำไม มันถึงทำให้ นร ที่สถาบันเดาคำศัพท์ยากที่อยู่ในบริบทของบทความได้เร็ว และ สามารถทำให้ นร สถาบันสามารถอ่านบทความของนิวโทอิคที่เป็น Double Passage โดยเฉลี่ยได้ไม่เกิน 2 นาทีครึ่ง ทำให้ นร สถาบันไม่มีข้อเหลือหรือเหลือน้อยมากจากการสอบจริง .... : ) 

        การใช้นวตกรรมย้อนกลับหา Keyword ช่วยเดา Unseen Vocab เพื่อทำลายอุปสรรคการอ่าน หนึ่งในหลายอุปสรรคที่อันตราย คือ ศัพท์ยาก ต้องอาศัยความรู้ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ระดับหนึ่งและการเชื่อมโยงเรื่องราวในเชิงเหตุผลประเด็นต่อประเด็น  มันเพิ่มคะแนนของ นร สถาบันได้จริง สำหรับ นร ที่เรียนกับอาจารย์อย่างต่อเนื่องก็จะได้ฝึกและสอบ Reading แบบโทอิครีดีไซน์ กับ อ. บ่อย ทำให้พวกเขามีการวิเคราะห์แบบมีหลักเกณฑ์ที่แม่น ข้อสอบยากและมีเวลาสอบน้อย จะกิน นร ของสถาบันยาก  นับเป็นข้อได้เปรียบมากกว่า นร ที่ฝึกเองหรือสู้ต้วยตัวเองตามยถากรรมกับ Reading ... :)  

----
29.  เทคนิคการแยกเสียงทดสอบกับประโยคสั้น กลาง และ ยาว รับมือการฟังสอบโทอิครีดีไซน์ที่เร็วกว่าโทอิคชุดเก่า ผสมกับ การฝึกถอดประโยคจาก Short Talk ที่มีจำนวนคำในหนึ่งประโยคมากกว่า 25 คำโดยเฉลี่ย มีวิธีฝึกที่ถูกต้องที่บ้านด้วย 
 

      ถ้า นร เรียนไวยากรณ์มาเป็นเวลานาน เสียเงินจำนวนมาก แต่ไม่เคยคิดใช้มันมาประยุกต์กับการฟังเพื่อถอดรูปประโยคออกมาเพื่อแปลภาษาไทยได้อย่างถูกต้องบ้างโดยไม่มั่วความหมายไปเอง ถ้าไม่ประยุกต์นับเป็นเรื่องสูญเปล่าอย่างยิ่ง ยิ่ง นร ที่พยายามจับคำเพียงบางคำที่ตนเองคุ้นเคย ถ้าหนึ่งประโยคใดมีจำนวนคำมากกว่า 25 คำใน Short Talk หรือ Short Conversation ม้นจะสร้างปัญหากับ นร ค่อนข้างรุนแรง เพราะ ข้อสอบการฟังโทอิค ถามเจาะลึกถึงข้อมูลดิบ ไม่ได้ถามคร่าวๆ แบบ ข้อสอบ Test ในหลายชนิด  นร ที่สถาบันจะถูกฝึกเป็นอย่างดี สนใจติดต่อที่สถาบันได้ ... : )

----
28.  เทคนิคการแบ่งตำแหน่งคำในประโยคพัฒนาสู่การเดารูปประโยคล่วงหน้า หรือ เทคนิค Prediction in Advance ที่ นร ต่างชาติใช้พัฒนาทักษะการฟัง 
 

       สถาบันครูเกรียงมีการทำ Checklist ให้ นร ได้ตรวจสอบจุดอ่อนหรืออุปสรรคตัวเองทำให้ง่ายต่อการทำลาย Halo Effect และ Noise การฟัง พัฒนาสู่การฟังแล้วถอดรูปประโยคให้ได้อย่างน้อยแค่ 70 %  นร จะสามารถแปลไทยได้อัตโนมัติ หนึ่งใน Checklist ที่สำคัญจากหลายข้อ ที่ นร ควรระวัง และ สำคัญกับการสอบ Short Talk คือ ถ้า นร ไม่สามารถระบุคำที่ฟังได้ว่าอยู่ในตำแหน่งคำใดในประโยคจะยากที่ นร จะเดาตำแหน่งคำล่วงหน้าได้  สนใจโทรติดต่อกับ อ. ได้โดยตรง

----
27.  เทคนิคการตัด Choice กับข้อสอบทดสอบ Connecting Words ใน Part Sentence Completion และ Text Completion 
 

      เนื่องจากข้อสอบโทอิครีดีไซน์ชุดง่ายจะมีข้อ Connecting Words เยอะมาก เนื่องจาก นร ที่สถาบันจะเรียนConnecting Words เชื่อมประโยค 2 ประโยคที่มีความหมายสัมพันธ์กันในลักษณะ ครบ 6 เชิงความหมาย โดยที่นร ที่สถาบันจะทราบวิธีการตัด Choice เทียบกับ Key Meaning ของประโยค และ Key Words ของประโยค ต้องเรียนที่สถาบันถึงจะทราบ ...

----
26.  สถาบันมี How To ในการฝึก Short Talk กับโปรแกรมข้อสอบโทอิคจาก Internet ให้ นร กลับไปฝึกที่บ้าน อย่างมีประสิทธิภาพ .... : ) 
 

    
ทำให้สามารถถอดรูปประโยคได้อย่างต่ำสุด 70 % ในขณะที่ฟังภาษาอังกฤษสอบโทอิค ทำให้แปลภาษาไทยตามและจับประเด็นได้อย่างอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงการมั่วความหมาย และ เพิ่มคะแนนสอบทุกสองชั่วโมงที่สถาบัน เป็นเทคนิคการแบ่ง Placement ของประโยคในหัวทำให้เดารูปประโยคและถอดรูปประโยคขณะฟังได้ ต้องมาเรียนที่สถาบันครับ ...

----
25. การทำลาย Noise การฟังของคำฟังยากอันเกิดจากสำเนียงอมเสียงหดเสียงลากเสียงของฝรั่ง
ต้องอาศัยความรู้ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ที่เรียนผ่านรูปประโยคเท่านั้น จึงทำลาย Noise ดังกล่าวได้


         นร หลายคนตั้งใจเรียนไวยากรณ์อย่างเดียว คิดว่า เอาให้บรรลุไปเลย แล้วค่อยมาฟังภาษาอังกฤษ ผลคือ สิ่งที่เรียนมาก็ไม่ได้ทบทวน เรียนใหม่ก็ลืมทันทีในหลายครั้ง เวลาฝึกการฟัง ก็พยายามฟังจับเป็นคำที่อยากจับจับเป็นหย่อมๆ โดยไม่สนใจ การวิเคราะห์รูปประโยคขณะฟัง นั่นคือ ไม่สามารถเรียกไวยากรณ์หรือรูปประโยคที่เคยเรียนมานานหลายปี เสียเงินมากมาย มาใช้ทำลาย Noise การฟัง ดังนั้น สถาบันจึงปูพื้นทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคในคลาสแต่ละชั่วโมงแล้วเรียนลงลึกการฟังการอ่านทันที และ มีเทคนิคการนำไวยากรณ์มาใช้ทำลาย Noise การฟัง ที่แรกที่เดียว .... :)

----
24. เทคนิคการกลั้นหายใจผสมการปล่อยลมหายใจสลับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟังภาษาอังกฤษแบบ Short Talk , Short Conver 
     
        ข้อสอบ Short Conver กับ Short Talk ของ นิวโทอิค ปัจจุบัน เริ่มมีความยากใกล้เคียงกัน เนื่องจากการรูปประโยคที่ศูนย์สอบได้นำมาทดสอบ นร ทั่วโลก เริ่มมีปริมาณคำในหนึ่งประโยคมากกว่า 25 โดยเฉลี่ย ใน Short Talk และ ส่วน Short Conver ก็จะมีประโยคที่ยาวมากขึ้นและพูดใน speed ที่เร็วมากขึ้น ดังนั้น ความแข็งแกร่ง ของ นร ที่ต้องฟังรูปประโยคยาวๆ ต้องมีอยู่ในระดับหนึ่ง หรือ ที่เรียกว่า Listening Toughness เดิมเทคนิคการกลั้นหายใจ ที่ใช้ฝึก นร ที่สถาบันจะช่วยทำให้ นร ที่เริ่มต้นการฟัง ฟังแล้วเกิด Halo Effect หรือ Noise การฟัง สามารถลดอุปสรรคดังกล่าวได้ แต่บางครั้งยังมีอุปสรรคด้านการฟังและคิดรูปประโยคตามได้ไม่ถึงปริมาณ 70 % ของทั้งประโยค ทำให้ยากต่อการแปลภาษาไทยตามโดยอัตโนมัติ นั่นคือ การฟังแล้วแช่ไม่ยอมฟังแล้วจิกคำให้ต่อเนื่อง ผลคือ ทำให้ตามรูปประโยคได้ไม่ถึง 70 % การกลั้นหายใจเทคนิคต่อยอดใหม่คือ การกลั้นหายใจผสมการปล่อยลมหายใจ จะช่วยกระตุ้นให้ นร ที่ยังไม่คุ้นกับการฝึกฟังภาษาอังกฤษ ทำให้กระตุ้นให้ไม่แช่คำนั่นเอง ต้องลองมาฝึกที่สถาบันครับ

----
23.  เทคนิคการปรับความคิดที่ทำให้ฟังให้ได้อย่างต่ำ 70 % ของรูปประโยคเพื่อทำลายสุญญากาศการฟัง 

     มี นร หลายคนมี สุญญากาศ การฟัง ทำให้ ฟังได้ไม่ครบ 70 % ของประโยค แทนที่เดารูปประโยคล่วงหน้า หรือ ตามรูปประโยคให้ทัน กลับแช่กลางประโยคและหยุดฟัง หยุดที่จะจิกคำถัดไป เป็นผลจากความคิดที่คาดหวังว่าต้องได้คำในประโยคให้ได้มากที่สุด (  ที่จริงความคาดหวังดังกล่าวเป็นสิ่งดี ยังไงมันก็ดีกว่า ประเภทจับคำสองสามคำ พอเป็นพิธีแต่ประโยคอาจมีถึง 30 คำ เลยใช้สองสามคำที่ฟังได้มั่วความหมายทั้งประโยคที่มี 30 คำนั้น ซึ่งถ้านายจ้างทราบว่า ผู้สอบเป็นผู้เรียนที่มีลักษณะนี้ เขาจะไม่มีทางที่จะส่งไปสัมมนาเมืองนอกกับฝรั่ง เอาความรู้จด report กลับมาสอนคนในองค์กรแน่นอน เพราะ คงกลัวที่ นร ดังกล่าว ถ้าฟังไม่รู้เรื่อง อาจไปมั่วเขียน report กลับมา ) แต่มันไม่จำเป็นต้องคาดหวังให้ได้คำในประโยคถึง 100 % แท้เอาแค่ 70 % ก็พอ จิกคำไหน จับคำไหนไม่ได้ ก็ผ่านไปเลยได้ วิธีการฝึกทำอย่างไร ต้องมาเรียนที่สถาบันครับ

----
22. เทคนิคการอ่านลงลึกแบบทำลาย Halo Effect ของการอ่าน ( การอ่านมี Halo Effect เหมือนการฟัง ) นร สถาบันที่ทำลาย Halo Effect ได้ทั้งของการอ่านและการฟัง คะแนนสอบทุกสองชั่วโมง จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นร.. ของสถาบันถูกฝึกอย่างเข้มข้นเพื่อทำลาย Halo Effect ทั้งการฟังและการอ่าน  
      
      เนื่องจาก นร และ ผู้สนใจ หลายท่าน ที่ได้ติดตามเว็ปไซต์ของอาจารย์ น่าจะทราบว่า Halo Effect เป็นอุปสรรคที่ทำให้ นร มีปัญหาทำให้ฟังไม่ได้ และ อ่านก็ไม่ได้ เนื่องจาก ถ้า นร ไม่สามารถฟังตามทัน หรือ อ่านช้านานเกินไปจนไปเบียดบังเวลาทำข้อสอบส่วนไวยากรณ์ ในช่วงครึ่งหลังที่เป็นชั่วโมงกับสิบห้านาทีสุดท้าย ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วการอ่านต้องใช้เวลาประมาณ 45 นาที และ ควรทำก่อน part ไวยากรณ์ คือ Sentence Completion และ Text Completion ซึ่งควรใช้เวลาประมาณ 30 นาที แต่ผู้คุมสอบที่ศูนย์โทอิค มักจะเก็บข้อสอบก่อน 5 นาที เมื่อคำนวณเวลาการอ่านต่อ บทความ 1 ชุด ซึ่งเป็น Double Passage ควรใช้เวลาประมาณ 2 นาที ครึ่ง และ ไม่ควรมีการ อ่านซ้ำอีกรอบแบบมีอัตราการ Reread มิฉะนั้น นร จะทำไม่ได้  

     อุปสรรคการอ่านมีหลายข้อ ได้แก่  ทักษะระดับประโยคผู้สอบที่ไม่แน่น ,  ศัพท์ประเภท Unseen ที่ นร ขาดหลักเกณฑ์ในการเดาแบบหลักวิชาการลงลึกทำให้ไม่กล้าเดาศัพท์ , Pronoun , อ่านแล้วหาปะเด็นไม่ได้ รวมถึง การอ่านในหนึ่งประโยคที่นานเกินไปและไม่สามารถแปลความหมายเป็นภาษาไทยตามได้อย่างเร็วพอในเกณฑ์เฉลี่ย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ มีผลต่อทำให้ นร ทำข้อสอบไม่ทัน มีจำนวนข้อที่ต้องการกามั่วเพิ่มขึ้น และ รวมไปถึงข้อที่กาโดยไม่ผ่านหลักเกณฑ์ในการตัด Choice คือ กาโดยใช้อารมณ์มากกว่าหลักเกณฑ์และหลักวิชาการมีความเสี่ยงรวมไปกับข้อกามั่ว ทำให้มีโอกาสทำไม่ทัน  ทั้งกามั่วกับกาพอผ่านๆ รวมถ้าเหลือมากกว่า 30 ข้อ ผลคือ มีโอกาสทีคะแนนของ ข้อสอบ โทอิค รีดีไซน์ มีคะแนนน้อยกว่า 450 เป็นไปได้สูงมาก 
      นร ที่สถาบัน ถูกฝึกฝนอย่างเข้มข้น ปัจจุบัน  มี นร หลายคน สามารถทำคะแนนสอบการอ่านรีดีไซน์ที่สถาบัน สอบจริง จับเวลาแบบบีบคั้นของจริง นร หลายคนคะแนนเลยครึ่ง และ มีบางส่วนผิดไม่เกิน 20 % แล้ว รวมถึงคะแนนการฟังของนร ที่ก้าวกระโดด

----
21. เทคนิคโค้ชชิ่งที่ นร ต่างชาติฝึก ประยุกต์กับ นร ไทย รายบุคคล กระตุ้นให้ นร. ไทย เรียนไวยากรณ์แล้ว , ทำให้ นร ไทย เรียนแล้วไม่ลืมง่าย , ทำให้เรียนแล้ว ทบทวนแล้ว สามารถเรียกบุญเก่า ( ทักษะระดับประโยค , ไวยากรณ์ , ศัพท์ )  เอามาใช้ลงลึกและสอบพูดฟังอ่านเขียน กับ TOEIC , TOEFL , IELTS ได้ทัน

            ระบบการศึกษาที่ นร ต่างชาติ หลายประเทศที่สามารถทำให้ นร ของพวกเขา สามารถประยุกต์ใช้ทักษะระดับประโยค และ ไวยากรณ์ กับการ พูดฟังอ่านเขียน ได้อย่างลงลึกคล่องแคล่ว ภายในระยะเวลาอันสั้น ทั้งหมดมีพื้นฐานมาจากการปลูกฝังแนวคิดที่เรียกว่า Assertive Model โดยเฉพาะ นร สิงคโปร์ อินเดีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ จีน เวียดนาม ไต้หวัน และ อื่นๆ แตกต่างจาก นร ไทย พวกเขามีการปลูกฝังการปรับทัศนคติสู่การเป็นผู้เรียนลงลึกและเป็นนักสอบ ( Examer ) ( ในสถาบันครูเกรียงติวเตอร์เน้น Assertive ให้ นร ที่สถาบัน ) 

            ตัวอย่างเช่น ประการแรก  นร ต่างชาติพวกนี้  จะกล้าถามเวลาไม่เข้าใจ  ดังนั้น อ. เกรียงจึงนำมาประยุกต์ใช้กับ นร ที่เรียนแล้วลืมทุก 5 นาที ให้เขาถามโดยไม่ต้องกลัวเพื่อนร่วมห้อง เพราะ เพื่อนๆ ร่วมชั้นมีบรรรยากาศช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่แล้ว หรือ อ. จะถามทบทวนกับ  นร ที่เรียนแล้วลืมทุก 5 นาที  อ. จะช่วยกระตุ้น นร พวกนี้มากกว่า นร คนอื่น  ประการที่สอง นร ที่สถาบันจะถูกกระตุ้นให้สอบ กระตุ้นให้เปลี่ยนจากคนทำงานธรรมดา หรือ นร ธรรมดา ให้กลายเป็นนักสอบชั้นเลิศ ดังนั้น อ. เกรียงต้องใช้ Assertive Model มาช่วยพัฒนา นร ในสถาบัน ด้วยการปลูกฝังค่านิยมที่ไม่ใช่เรียนไปเรื่อยๆ เรียนแล้วลืม นั่นคือ การเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคจะเน้นวิธี นร ต่างชาติใช้ทบทวนไวยากรณ์ตัวเองทำให้ไม่ลืม คือ การจิ้มคำในประโยค และ การเรียนและทบทวนรูปแบบประโยคและศัพท์ผ่านการฟัง และ นำรูปประโยคที่ได้จากการฟังมาพัฒนาการอ่าน เขียน และ พูด

         นร ที่สนใจ ตอนนี้ สถาบันได้เปิดคอร์สเรียน Basic & Advance Grammer ผ่านรูปแบบประโยค > 2000 เรียนไม่จำกัดชั่วโมงที่แรกในไทย เพื่อเสริมความมั่นใจมากขึ้นก่อนที่จะมาลงลึกพูดฟังอ่านเขียนและสอบ TOEIC , TOEFL , IELTS

----
20.  เทคนิคการฝึกฟังยาวถอดรูปประโยคกับข้อจำกัดการ Retape 


       จากประสบการณ์ของอาจารย์ พบว่า มี นร ที่ฝึกผิดวิธีที่ทำให้ทำลายความมั่นใจและความกล้าของตัวเองไปเรื่อยๆ ด้วยความไม่เข้าใจหลักการ Retape เพื่อฟังซ้ำ เช่น 


       1.  Retape นับหลายสิบครั้งเพื่อฟังประโยคเดียว  โดยที่ Retape หนึ่งครั้งจดหนึ่งคำในกระดาษ และRetape ใหม่ ก็จดอีกหนึ่งคำ จนให้ครบประโยค แล้วนึกว่า ตัวเองฟังได้ พอสอบโทอิคจริง เขาไม่มีการ Retape แล้วแถมกระดาษให้จดทีละหนึ่งคำ ทำให้ นร เหล่านี้ เกิดการหมดความมั่นใจกระทันหัน ไม่สามารถฟัง Listening แบบเร็วมากของ รีดีไซน์ได้


       2.  การสอบโทอิคจริง มันต้องฟังครั้งแรกและถอดรูปประโยคให้ได้ 70 % อย่างน้อยสุด มันถึงแปลภาษาไทยตามได้โดยอัตโนมัติ บางคนไปเรียนแบบผิดๆ ประเภท หนึ่งประโยคแทนหนึ่งเหตุการณ์ อาจจะมีคำถึง 40 คำ แต่ไปใช้หลักการเรียนแบบหักดิบจำคำ จับคำที่อยากจับเพียง 4 หรือ 5 คำ ไม่ต้องถึง 40 คำ ก็ได้ ที่เหลือมั่วความหมายสรุปความหมายไปเอง ถ้า นร เป็นนายจ้าง แล้วรู้ว่า ลูกจ้างตัวเองที่นายจ้างจะส่งไปสัมมนาเมืองนอกฟังฝรั่งกลับมาสอนคนในองค์กรที่ประเทศไทย นร เป็นนายจ้าง กล้าส่งคนหรือพนักงานแบบจับคำแค่ 4 หรือ 5 คำ ไม่ต้องฟังให้ทันรูปประโยคหรอก ฟังแล้วมั่วความหมายสรุปความหมายไปเองเลย กล้าให้คนพวกนี้ ไปเมืองนอก แล้วกลับมาสอนคนในองค์กรหรือเปล่า 


      3.  การ Retape มันต้องพัฒนาด้วยการลดจำนวนครั้งลงตามทฤษฏีไม่ควรเกิน 2 ครั้งด้วยซ้ำ แต่ละครั้งที่ retape ต้องได้ปริมาณคำที่เพิ่มขึ้นในประโยคให้ได้ 70 % เร็วที่สุด ในตำแหน่ง Placement ของประโยคที่สำคัญสามตำแหน่งอย่างต่ำจึงจะแปลภาษาไทยตามได้อัตโนมัติ


      สรุปว่า สถาบันมีเทคนิคที่พัฒนามาจากเทคนิคที่ นร ต่างชาติเรียนแล้วพัฒนาการฟังภาษาอังกฤษแบบคะแนนโทอิคก้าวกระโดด นับเป็นร้อยข้อ โดยเลี่ยงการติวเชิงการค้า นับเป็นชั่วโมง นร ไม่มาตามนัด เพราะกำหนดชั่วโมงเลยยึดเงิน นร ไม่หากินแบบนั้น เพราะที่นี่ ติวช่วยสังคม กระผมเป็นอาจารย์มหาลัย ไม่ใช่นักการค้า หรือ สถาบันไม่มีการกางอ่านเฉลย ให้ นร ฟัง แล้วเที่ยวมาเก็บเงิน โดยไม่เติมความรู้ทักษะระดับประโยค ไม่เติมไวยากรณ์ หรือ ไม่เติม How To ลงลึก ซี่งถ้าสอนกางเฉลย สถาบันตั้งคำถามว่า นร กางอ่านเฉลยเองที่บ้านก็ได้ ต้องมาเสียเงินมากมายทำไม สถาบันจึงไม่ทำ ทำแต่การเรียนลงลึกฟังอ่านด้วยเทคนิคที่ นร ต่างชาติใช้ ให้ นร ไทย ได้ฟังภาษาอังกฤษที่เร็วในข้อสอบได้ท้น เรียนแบบไม่จำกัดชั่วโมงแบบไม่ยึดเงิน นร พร่ำเพรื่อ และ ไม่มีการกางอ่านเฉลยสอนที่ไม่เติมความรู้ให้กับ นร แน่นอน

----
19.  How To ขั้นตอนในการตัด Choice เทียบ Key Word ของการทำสอบรีดีไซน์ Part Sentence Completion และ Text ( ตัวใหม่ที่มาแทน Error Recognition ) 

          การตัด Choice ของข้อที่ทดสอบศัพท์ Unseen แบบยากใน Part ของ Sentence Completion และ Text  ต้องใช้เทคนิคผสมผสานเช่น การเทียบรากเดา Unseen Vocab  การเทียบ Key Word และ Key Meaning ของประโยคในโจทย์ เนื่องจาก ข้อสอบโทอิคให้การคิดน้ำหนักเรื่องการสอบศัพท์ให้น้ำหนักใน Level สูงสุด ดังนั้น นร จึงประมาทไม่ได้  ส่วน นร ที่เรียนจากสถาบัน ส่วนใหญ่จะมีศักยภาพในการทำสอบตัด Choice ในเรื่อง Preposition ,  Connecting Word , Pronoun , Noun Determiner  ของ Sentence Completion อยู่แล้ว สรุปว่า สถาบันไม่เชื่อว่า

       การสอนแบบกางอ่านเฉลยแบบฝึกหัดที่ขายในท้องตลาดให้ นร  อ่านไปเรื่อยๆ เรียนไปเรื่อยๆ แล้วรอให้ นร ไปสอบเอง สอบไม่ได้ให้กลับมาเรียนใหม่  โดยไม่เติมความรู้ด้านทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ให้แน่นละเอียดมากพอ  และ เทคนิคลงลึกทำลาย Halo Effect และ Noise ของการฟัง&การอ่าน   แล้วจะทำให้ นร ไทย รับมือข้อสอบ Business English ที่ยากสุดในโลกแบบโทอิครีดีไซน์ได้

----
18.  นวตกรรมตัวใหม่ล่าสุด "เทคนิคการแยกเสียงฝึกฟังเร็วทำลายอุปสรรคสำเนียงฝรั่งฟังยาก"

     เนื่องจาก นร ที่คิดฝึกเองท่ามกลางภายใต้แบบฝึกหัด TOEIC ที่ขายในท้องตลาดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไม่มี Speed การฟัง เร็วเท่ากับการสอบ Redesigned Test ในบางชุด  แล้ว ดังนั้น การฝึกที่ผิดวิธีและไม่ได้มีนวตกรรมหรือระบบการเรียนที่ใช้รับมือ Speed การฟังที่เร็วและเจอสำเนียงยากของฝรั่ง ทั้งอมเสียงหดเสียงลากเสียงเสียงเหมือนเสียงคล้ายเสียงหลอน ทำให้ นร เกิด Noise การฟัง ที่สร้างคำขึ้นมาเองเพราะความกดดันว่ากลัวฟังไม่ทัน  หรือ ปรุงแต่งเสียงคำเป็นคำอื่นแต่เป็นคำที่เพี้ยน รวมถึง ถ้าฝึกเองตามยถากรรม หรือ ฝึกแบบผิดวิธี ยิ่งทำให้ คะแนนการฟัง ไม่มีทางพัฒนาขึ้น หรือ หรือ จะเป็นคะแนนแบบฟันปลา ไม่เลยแนวต้าน    ดังนั้น  สถาบันครูเกรียงเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ที่ผู้สอนต้องทำการแยกเสียงสำเนียงฝรั่งออกมาให้ ผู้เรียนได้ทำการปรับ Earing หรือโสตประสาท พร้อมกับฝึกให้ฟัง Speed ที่เร็วพอกันหรือเร็วกว่า Redesigned Test  ในขณะที่ผู้สอนที่เป็นชาวฝรั่งที่ไม่สามารถพูดภาษาไทยจะมีข้อจำกัด หรือ ผู้สอนที่ไม่สามารแยกเสียงสำเนียงฝรั่งออกมาเป็นภาพเปรียบเทียบได้ จะมีข้อจำกัด เพราะ Material ไม่พอ ดังนั้น  การฝึกพัฒนาทักษะการฟังที่ทำให้ นรได้คะแนนการฟังแบบก้าวกระโดดมีประจักษ์พยานจากกระทู้แรงบันดาลใจที่เว็ปบอร์ด   นร ต้องเข้ามาปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงกับ อ ที่สถาบัน จึงจะทราบ และ ถ้าสมัครเรียนต่อมันก็เรียนลงลึกการฟังไปเลย                

----
17. เทคนิคเข้าสติสู่การพัฒนา Earing การฟังได้เร็ว ด้วยวิธีกลั้นหายใจ

       เทคนิคการลด Noise การฟังด้วยการกลั้นหายใจ เนื่องจาก ลมหายใจเราเองเป็น สิ่งรบกวนการฟัง หรือ Distraction ตัวสำคัญ จะทำให้นักศึกษาไม่สามารถผ่านอุปสรรคการฟังของภาษาอังกฤษได้ เช่น การลากเสียง , Tonation เสียงขึ้นลง ที่ทำให้นักเรียนมีโอกาสฟังเพี้ยนหรือฟังแล้วมีพยางค์เพิ่ม , การที่ฝรั่งลาก เสียงในลำคอ หรือ etc. ปัจจุบัน นักศึกษาของอาจารย์เกรียงสามารถลด Noise ได้หลายคน 

       โดยเฉพาะอาจารย์ต้องให้ฝึก Part Question Response ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะ ถ้านร. ฟังคำถามไม่ได้ ถึงฟัง Choice ออก ทั้งสาม Choice ในข้อสอบ Redesigned Test ก็ตอบคำถามไม่ได้ นร. ที่ลองกลั้นหายใจฟัง สำหรับคนที่เพิ่มเริ่มฝึกฟัง โดยเฉพาะการ กลั้นหายใจ ฟังทั้งข้อ จะทำให้เห็น Noise ของการฟังตัวเอง และ จุดอ่อนการฟังตัวเองหลายด้าน

----
16. ขั้นตอน How To ลงลึก การฟัง การอ่าน และ การทำสอบไวยากรณ์ และ ศัพท์ ของข้อสอบ รีดีไซน์
      อันดับแรก : How To 22 Step ขยี้อุปสรรคการฟัง ได้แก่ ทำลาย Halo Effect , กำจัด Noise การฟัง เช่น เสียงเพี้ยนคิดไปเอง ฝรั่งอมเสียง หดเสียง ลากเสียง เสียงเหมือน เสียงคล้าย ฯลฯ

      อันดับสอง : How To 18 Step ขยี้อุปสรรคการอ่าน ได้แก่ เทคนิค Skimming Scanning , เดา Unseen Vocab ที่ยาก , การเทียบรากศัพท์ , การพัฒนาทักษะระดับประโยค เพื่ออ่านจับประเด็น และ เชื่อมโยงเหตุผลประเด็น

      อันดับสาม : How To 9 Step ขยี้อุปสรรคการสอบ ใน Part Part Sentence Completion กับ Cloze Test ที่ช่วยให้ตัด Choice หรือ เลือก Choice ได้เร็ว โดยใช้ความรู้ทักษะระดับประโยค Basic , Advance Grammar ใช้เวลาน้อยกว่า 2 นาที ให้ถูกต้อง ให้ชัวร์

----
15. การพัฒนาแนวทางระบบการสอนพัฒนาศักยภาพทางภาษาในระบบแนวคิด 10 อย่าง

     สถาบัน สามารถเป็นที่ปรึกษา หรือ Mentor ปรับระบบคิด การฟื้นฟูจิตใจ และ การเข้าใจอุปสรรคของการทำงานสมอง ที่ทำให้พัฒนาภาษาอังกฤษได้ช้า ให้กับคนที่กลัวภาษาอังกฤษ ด้วย How To ปรับระบบคิดจิตใจ สู่ระบบคิด 10 อย่าง ยกระดับ Proficiency ทางภาษาอังกฤษ ตามที่สถาบันได้วิเคราะห์เอาไว้  อันได้แก่ ตามที่สถาบันได้วิเคราะห์

ระบบคิดสร้างความกล้า : Trial Error
ระบบความคิดเชิงสัมพัทธ์ : Relevant
ระบบความคิดการเรียกบุญเก่า : Recall
ระบบความคิดยืดหยุ่นทางภาษา : Alternative
ระบบคิดการรักษาเวลา : Time Constraint
ระบบคิดการเข้าใจการทำงานระบบสมองแบบอนุกรม : Asynchronous
ระบบคิดการเพิ่มความอึดระยะยาว : Toughness
ระบบคิดการทบทวนซ้ำในแก่นสาระ : Bare Review
ระบบคิดการคิดเชิงบวกและลดความกดดันตัวเอง : Positive Thinking
ระบบคิดกระตุ้นตัวเองตลอดเวลาให้ ท้าทาย อยากพัฒนาตัวเองตลอด เบื่อความล้ม เหลว ปลดแอกตัวเอง ฝืนตัวเอง : The rise of yours

     ข้อที่เป็นความเป็นความตาย สองข้อที่อยากเน้น คือ ความกล้า และ การ recall หรือ การเรียกบุญเก่ากลับมาทั้งรูปแบบประโยค และ ศัพท์ และ ..... 

     ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า 
     "คนที่น่าขันที่สุด คือ คนที่ต้องการผลลัพธ์ที่แตกต่างดีกว่าเดิม แต่ยึดมั่นถือมั่นกับ กระบวนการเดิม และ อินพุท เดิม ทั้งที่รู้ว่า มันไม่เวิร์ค มันก็ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น แต่ก็อยากจะซื้อความฝันลมแล้งๆ กับ กระบวนการเดิม อินพุทเดิม ไปเรื่อยๆ  จนพบกับความผิดหวังซ้ำซาก ก็ไม่ยอมรับ จนท้อแท้เลิกลาไป โดยที่ไม่ยอมเปลี่ยนแนวการเรียนรู้ใหม่ วิธีใหม่ เทคนิคใหม่ พลิกชีวิตในหนทางใหม่"

----
14. นวตกรรมการแยกเสียงสำเนียงฝรั่งที่ฟังยาก ( อมเสียง หดเสียง ลากเสียง ฯลฯ ) เพื่อรับมือการฟังเร็วที่สุดของ โทอิคชุดยาก Redesigned Test

      จุดแข็งของสถาบัน คือ อาจารย์จะเป็นคนที่แยกเสียงสำเนียงฝรั่งให้ นร ฟัง ซึ่ง นร ไม่สามารถทำได้ จากการเรียน กับชาวต่างชาติที่พูดภาษาไทยไม่ได้ หรือ ผู้สอนที่เปิดแต่เทปฝรั่งให้ นร ฟัง หรือ อ่านเฉลยเพียงอย่างเดียว หรือ เป็นการยากถ้านร. จะนั่งจัดสภาพแวดล้อม สอบเองที่บ้าน นร จะไม่มีทางแยกเสียงได้ด้วยตัวเอง   

       สถาบัน บริการให้ นักศึกษา เพื่อให้รู้อุปสรรคตัวเองที่ทำให้ได้คะแนนการฟัง น้อยกว่าที่คิด อันเนื่องจาก การไม่สามารถ ผ่านอุปสรรคการอมเสียงหดเสียงลากเสียง ของ ฝรั่งได้ พร้อมๆ กับ ต้องมารับมือการฟังเร็วที่ นร หลายคนยังไม่สามารถ ถอดเป็นรูปประโยคตาม ทำให้แปลภาษาไทยตามไม่ได้ เมื่อ นักศึกษา มีทักษะระดับประโยค กับ ไวยากรณ์ ที่แข็งขึ้น รวมถีง เริ่มแยกเสียงสำเนียงฝรั่งได้ นร จะมีศักยภาพในการ ฆ่า Noise การฟัง หรือ คำที่ปรุงแต่งเสียงขึ้นมาใหม่ได้

----
13. เทคนิคการเดาศัพท์ Unseen สำหรับ สอบใน Part Sentence Completion

     เทคนิคการเทียบรากศัพท์ และ การใช้ระบบการทำงานสมอง เพิ่อพัฒนาสมองเพิ่มคำศัพท์ > 6,000 คำ

----
12. เทคนิคต่อยอด Writing สู่การ Speaking

     ด้วยการรวบรวมรูปแบบประโยคที่สามารถใช้ได้ทั้งในการเขียน หลังจากนั้น สามารถเลือกรูปประโยคที่นิยม ใช้ในการพูดมาปรับแต่ง ลดรูป ให้เกิดความกระทัดรัด ชัดเจนมากขึ้น ...

----
11. การพัฒนาระบบสอนการเขียน Paragraph ของสถาบัน

      คอร์ส Writing ได้รวบรวมรูปแบบประโยค ที่ใช้ใน Business Writing และ การเขียน 8 เชิง ของ Paragraph หลากหลายมากสุดเท่าที่เป็นไปได้ มาต่อยอดเทคนิคถอดรหัส &  เทคนิคต่อจิ๊กซอว์ เร่งพัฒนาการเขียน 8 ประเภท เร่งพัฒนาการเขียน Buinsess Writing , Academic  เพื่อสอบ IELTS และ TOEIC


----
10. เทคนิคช่วยลดความเสี่ยงการทำสอบ ลดการกามั่วลง

     คือ เทคนิค ตัด Choice และ เทียบ Keyword ในทุก Part

    อันดับแรก : Part การฟัง ระดับยากปานกลางง่าย ทั้ง 4 Part
     อันดับสอง : Part การอ่าน ทั้งข้อสอบข้อยากและข้อง่าย มีรายละเอียดที่มากไม่เหมือนกัน
     อันดับสาม : Part สอบศัพท์ใน Cloze Test และ Sentence Completion 

     เป็นเทคนิคลงลึกจริง ที่แรกที่เดียว

----
9. นวตกรรมการทำลายอุปสรรคการอ่าน เดาศัพท์ Unseen ด้วยเทคนิคใช้ Key Word ย้อนกลับในประเด็น

       เรียกว่า นวตกรรมเดาศัพท์ Unseen ด้วยเทคนิค Reverse Keywords & Topic Sentence เดาศัพท์ Unseen ที่ยากขึ้นเพื่อปะติดปะต่อ เนื้อหาการอ่าน Reading ของข้อสอบ Redesigned Test ช่วยทำให้อ่านได้เร็วขึ้น เป้าหมายเพื่ออ่านบทความของชุดยากโทอิค รีดีไซน์ ให้ได้เวลาประมาณ สองนาทีครึ่ง 

       เป็นเทคนิคที่ทำให้ นร หลายคนของสถาบัน สามารถรับมือ กับการสอบการอ่านที่มีศัพท์ยากเพิ่มขึ้น ที่มี Passage ยาวมากขึ้น เป็น Double Passage ผสมผสานกับ เทคนิค Skimming และ Scanning ที่ทำให้อ่านได้เร็วมากยิ่งขึ้น

----
8. นวตกรรมลงลึกการผ่าโครงสร้างคำศัพท์ ด้วยทฤษฏีสมอง

      เรียกว่า นวตกรรม One-on-One Vocabulary Testing ลงลึกช่วยจำพร้อมทดสอบศัพท์ คำต่อคำบนกระดาน นับร้อยคำ ในศัพท์หนึ่งคำ อาจมี Part of Speech มากกว่าหนึ่งประเภท ผสมผสานกับ ประยุกต์ทฤษฏีระบบสมองสร้าง Linkage ความจำ ทำให้จำศัพท์ครั้งแรกได้เร็ว และ ได้นานขึ้น ทำให้ลืมยาก เป็นบทกลับของเทคนิคการเทียบราก Vocab

----
7. นวตกรรมลงลึกการฟังภาษาอังกฤษด้วยทฤษฏีสมองฟังแล้วถอดเป็นประโยค

     เรียนกว่า นวตกรรม Prediction in Advance ลงลึกการฟังด้วยเทคนิค เดาตำแหน่งคำล่วงหน้า เดารูปประโยคล่วงหน้า เดาประเภทคำล่วงหน้า ประยุกต์ทฤษฏีระบบสมอง  ฟังแล้วสามารถถอดเป็นประโยคได้ เป็นเทคนิคที่ทำให้คนเวียดนามฟังภาษาอังกฤษได้ภายใน 6 เดือน 

     การฟังแล้วถอดเป็นประโยค จะทำให้ นร สามารถแปลภาษาไทยตามได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ นร ต่างชาติใช้ ซึ่งขัดแย้งกับการสอน ที่เน้นให้ นร จับเป็นคำๆ แล้วสรุปความหมายไปเอง ซึ่งเสี่ยงกับการมั่วความหมายไปเอง ตามระบบการทำงานสมอง ถ้ามั่วความหมายไปเองมากๆ มีโอกาสมึนและศักยภาพด้านการฟัง ก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว  ใช้เทคนิคทำลายคำหลอนในการฟัง หรือ Noise การฟัง ใช้เทคนิคทำลาย Halo Effect ที่ทำให้ฟังแล้วถอดเป็นประโยคไม่ได้ ใช้เทคนิคเดารูปประโยคและตำแหน่งคำล่วงหน้า เพื่อเพิ่ม Listening Toughness

----
6. นวตกรรมยกระดับการเขียนภาษาอังกฤษแบบก้าวกระโดด

     เรียกว่า นวตกรรม Sentence-to-sentence Paradigm ถอดรหัสต่อจิ๊กซอว์รูปแบบประโยค ลงลึกการพูดการเขียน ด้วยการนำรูปแบบประโยคหลายร้อยรูปแบบ มาต่อจิ๊กซอว์พัฒนาทักษะการเขียนการพูด ทั้ง Academic - Business Writing และ Speaking

----
5. นวตกรรมยกระดับทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แบบไม่เลี้ยงไข้

     เรียกว่า นวตกรรมระบบ Total Teaching ลงลึกไวยากรณ์ผ่านการวิเคราะห์รูปประโยค ครบ 20 บท Basic Grammar และ Advance Grammar ระบบที่ทำให้คนอินเดีย บังคลาเทศ เวียดนาม จีน สิงคโปร์ ฯลฯ ที่เรียนกลับข้างจากคนไทย ทำให้สามารถประยุกต์ไวยากรณ์สู่การพูดฟังอ่านเขียนได้เพียงไม่กี่เดือน

----
4. นวตกรรมประยุกต์ทฤษฏีสมองทำลายอุปสรรคสมองเพื่อลงลึกการฟัง

     การประยุกต์ทฤษฏีสมอง อ. ได้ประยุกต์ความรู้ของอาจารย์หนูดีที่เผยแพร่สู่สาธารณชน เป็นทฤษฏีพหุปัญญา ของ ศ. โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ได้พบว่า มีอุปสรรคของการทำงานสมองทำให้ นร ไทย พัฒนาการฟังได้ยากกว่า นร ต่างชาติ หรือ พวกโรบินฮู้ดที่ไปใช้ชีวิตที่เมืองนอก อย่างเช่น สถาบันเป็นที่แรกที่เดียวในประเทศไทย ที่พูดถึงระบบการทำงานของสมอง ที่เรียกว่า Halo Effect  และ การปรุงแต่งเสียงคำที่ได้ยิน หรือ เรียกว่า Noise การฟัง ที่ทำให้ นร ไทยฟังภาษาอังกฤษยากขึ้น สถาบันมี How To และ นวตกรรมที่จะกำจัด Halo Effect และ Noise การฟังเหล่านี้ได้ และ ทำให้ นร หลายคนประสบความสำเร็จ อัพเดทรายชื่อต่อเนื่อง ที่มีคะแนนการฟังสอบโทอิคแบบก้าวกระโดด ที่สถาบันมีการเขียนเทคนิคที่ นร ต่างชาติใช้พัฒนาทักษะและศักยภาพทางภาษาด้านการอ่าน การฟัง บนกระดานเป็นร้อยข้อ เพื่อช่วยทำลายอุปสรรคการฟังการอ่าน ของ นร ไทย

----
3. วิเคราะห์หลุมพรางสอบมากสุดในประเทศไทย อัพเดทเรื่อยๆ

      สถาบันได้พัฒนาจาก การวิเคราะห์เชิงลักไก่เชิงวิชาการ มาสู่การไปงัดข้อสอบพัฒนาสู่การวิเคราะห์หลุมพรางสอบ ที่ ETS ได้วางยาไว้ ดัก นร ที่ไม่ได้เตรียมตัวสอบจริงๆ หรือ ชอบกาข้อสอบโดยใช้อารมณ์ หรือ Instinct ให้ตกหลุมพราง จนได้คะแนนน้อยและสอบซ้ำกับเขามาก
การวิเคราะห์หลุมพรางข้อสอบของสถาบัน กระจายไปใน Part โทอิค ต่างๆ ของ รีดีไซน์ 

      เช่น การฟัง Question Response มากสุด , รองมา Reading ข้อยาก , Short Conversation , Short Talk ศัพท์ Cloze Test ฯลฯ จะมีการบอกและวอร์มนักเรียนก่อนสอบทุกชั่วโมง .....

----
2. สถาบันพัฒนาสูตรพยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้าโดยเก็บคะแนนจากการสอบทุกชั่วโมง

ศูนย์สอบเชิงการค้า แบบ ETS ที่ลงทุนทั่วโลกใช้เงินมหาศาล คงไม่ยอมให้ใครไม่รู้เทือกเขาเหล่ากอมากาข้อสอบมั่วแล้วได้เต็ม แต่กลับกัน ETS จะมีการวิจัยพฤติกรรมการสอบของ นร ทั่วโลก และ สร้างหลุมพรางสอบและคิดคะแนนถ่วงน้ำหนักไม่เท่ากัน รับมือกับคนที่ชอบกามั่ว ดึงให้ นร ที่ชอบกามั่ว สอบกับเขาซ้ำซากให้มากสุด กลายเป็นลูกค้าที่สร้างเงินให้เขามหาศาล 

  นร ของสถาบันที่เรียนต่อเนื่อง เรียนครบ สอบจริงทุกชั่วโมงกับสถาบันแทบทุกครั้ง สถาบันจะเก็บคะแนนสอบ มาหาค่าเฉลี่ยเข้าสู่สูตรพยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้าที่มีความใกล้เคียงกับ นร ท่านนั้นสอบจริงเวลานั้นบวกลบ 20 แต้ม อาจารย์จะมีสูตรคำนวณ 4,3,2,1 / 250 - 445 ซึ่งคำนวณพยากรณ์คะแนนสอบโทอิค ของ นร. ให้ผลได้ใกล้เคียงกับ สูตรคิดคะแนนถ่วงน้ำหนักข้อสอบโทอิคของศูนย์สอบโทอิค ETS ในปัจจุบัน   


     ( ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า มีนร. หลายคนที่สอบหลายครั้ง แต่ยังเชื่อฝังหัวผิดๆมาหลายปีว่า สอบโทอิคหนึ่งข้อ จะได้คะแนน 4.95 คะแนน ทุกข้อคะแนนเท่ากัน เวลาสอบไม่ทัน บางคนก็อาจลองมั่วฝนข้อ A ไปยี่สิบข้อไปเเลย เพื่อความหวังลมแล้งๆ ว่าจะได้คะแนนจับเสือมือเปล่า นับเป็นความคิดที่ผิด และ ก็นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอีกเรื่องหนึ่ง )

----
1. ปูพื้นไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคก่อนลงลึกพูดฟังอ่านเขียน

     เป็นการเก็งรูปประโยคศัพท์สองพันข้อมากสุด ที่ใช้สอบ edesigned Test ด้วยวิธีเรียนทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคภาษาอังกฤษที่หลากหลาย ทำให้ไม่เรียนไวยากรณ์เยิ่นเย้อ ที่มากเกินไป แตกต่างจากการเรียนไวยากรณ์ระบบเก่าของระบบการศึกษาไทย ที่ทำให้เรียนแล้ว เยิ่นเย้อ เรียนแล้วลืม  

    เพราะขัดแย้งการทำงานระบบสมองที่ฝืนหักดิบจำ หรือ ระบบการศึกษาไทยที่ เรียนแล้วเอาไปใช้ไม่ได้ เพราะไม่เรียนลงรูปประโยคเท่านั้นเหมือนที่ นร ต่างชาติเรียน  ปูพื้นทักษะระดับประโยค และ ไวยากรณ์ ทั้ง Basic Grammar และ Advance Grammar ครบทุกบท 20 บท ไม่มีการสอนแบบหยาบๆ ไม่มีการสอนแบบเลี้ยงไข้ สอนผ่านระบบ Total Teaching เรียนไวยากรณ์ไม่เยิ่นเย้อ โดยเรียนผ่านรูปแบบประโยค เป็นเทคนิคที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชียใช้พัฒนา นร. ที่แตกต่างจากระบบการศึกษาไทยในหลายแห่ง สอนรวมไปกับคอร์ส TOEIC , IELTS โดยไม่คิดเงินเพิ่มเป็นคอร์สไวยากรณ์ พบว่า นี่แหละคือระบบที่ทำให้ คนพื้นฐานอ่อนเก่งเร็วและคนเก่งอยู่แล้วจะแน่นปึ้ก

####ข้อมูลอัพเดทสิทธิประโยขน์ นร####

( โปรดติดตาม Update เรื่อยๆ )   ถึงข้อที่ 141 :  สิทธิประโยชน์ ที่ นร จะได้จากสถาบันครูเกรียงติวเตอร์


141. สถาบันมีสิทธิประโยชน์ให้ นร ปูพื้นฐานลงลึกการฟังถอดรูปประโยค และ ปรับ Earing เบื้องต้น ทำลายการปรุงแต่งเสียงที่ได้ยิน หรือ Noise การฟัง ก่อนการสมัครเรียน หลังสมัครเรียนจะปูพื้นฐานลงลึก ตำแหน่งคำในประโยค และ ประเภทคำในประโยค นร ที่ไม่มีพื้นฐานและกลัวข้อสอบโทอิคจนไม่กล้าสอบอีก จะมีความมั่นใจมากขึ้น

-----

140. กรุณาการผ่านเกณฑ์ของ นร สถาบันที่ทำให้ นร เก่าตามสถิติสอบผ่าน ได้คะแนนการฟัง TOEIC มากกวา 400 จาก 495 ข้างบน

----

139. สถาบันใช้ระบบติวไม่จำกัดชั่วโมง เร่งเรียนเร่งสอบ อ โทรตาม นร มาเรียน เพื่อช่วย นร ไทยผลักดันให้สอบได้มากที่สุด และ รับประกันผลตามสถิติการผ่านเกณฑ์การซ้อมสองแบบและสอบทุกสองชั่วโมงของ นร ของสถาบัน โดย นร ดังกล่าว ผ่านการสอบโทอิค ได้คะแนน Listening มากกว่า 400 จาก 495

-----
138. สถาบันมี นโยบายที่ต้องการช่วยเหล่าพระสงฆ์ของพระพุทธศาสนา อันเป็นการตอบแทนพระคุณ แด่ หลวงปู่เม็ด อนาลโย และ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโคตะมะ พระศาสดาของศาสนาพุทธพระองค์ปัจจุบัน ด้วยการ .... กราบนิมนต์เชิญ พระคุณเจ้า พระอาจารย์  หรือ หลวงพี่ หรือ หลวงพ่อ หรือ สามเณร จากวัดใดที่สนใจเรียนภาษาอังกฤษกับสถาบัน ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย  กรุณาโทรมาสอบถามกับอาจารย์ได้เลยครับ

-----
137. ( ต่อจากข้อ 136 ) นร ที่ซ้อมนอกห้องผิดวิธี โดยเฉพาะ การฝึกฟังผิดวิธี ในรูปแบบอื่นๆ ได้แก่ หรือ กรอเทปแล้วจดในกระดาษหนึ่งคำ ตอนสอบมันไม่มีกรอเทป ไม่มีกระดาษให้จด ก็เจ๊งเหมือนกัน หรือ เรียนจากการสอนให้ นร อ่านเทปสคริปแล้วฟังพร้อมกัน ตอนสอบจริงไม่มีเทปสคริป ก็เจ๊งเช่นกัน

การฝึกแบบนี้นอกจากทำให้ นร มีโอกาสเจ๊งกับการทำสอบข้อสอบการฟังที่ถามลงลึกถึงข้อมูลดิบจากการฟังในคำถามของ TOEIC , IELTS แล้วยังสร้างความเคยชินในการฝึกภาษาอังกฤษที่ทำให้มีปัญหาระยะยาว

-----

136. ( ต่อจากข้อ 135 ) นร ที่ซ้อมนอกห้องผิดวิธี โดยเฉพาะ การฝึกฟังผิดวิธี ได้แก่ วิธีการสอนให้ฟังแบบจิกคำที่ฟังสองสามคำพอเป็นพิธี แล้วไม่ต้องสนใจรูปแบบประโยคภาษาอังกฤษ ให้มั่วเป็นความหมายภาษาไทยไปเลย การฝึกแบบนี้ทำให้ นร มีโอกาสเจ๊งกับการทำสอบข้อสอบการฟังที่ถามลงลึกถึงข้อมูลดิบจากการฟังในคำถามของ TOEIC , IELTS

-----

135. นร สามารถตั้งเป้าให้สอบวันสอบตามที่กำหนด แต่การเรียนต่อเนื่องและซ้อมนอกห้องอย่างถูกวิธีบ่อยๆ จะทำให้ นร มีความมั่นใจก่อนการสอบ

----

134. การเรียนลงลึกการอ่านการฟัง ไวยากรณ์ผ่านรูปประโยค ช่วยให้ นร ตั้งเป้าให้สอบวันสอบตามที่กำหนด และ พัฒนาให้ นร มีความมั่นใจก่อนการสอบให้ได้เร็วที่สุดแบบเรียนลงลึก มีระบบช่วยให้ นร มาเรียนและซ้อมอย่างต่อเนื่องได้


----

133. สถาบันตรวจ Writing สอบทั้งสอง Part ของ IELTS อย่างละเอียด มีการตรวจสอบว่า ไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคอันสำคัญในเกณฑ์การสอบ IELTS ที่ นร ไม่ได้ใช้ เช่น กลุ่มคำ Preposition , Noun Clause , Adjective Formation , Adverb เป็นต้น

-----

132. สถาบันมีการซ้อมการเขียนและตรวจอย่างละเอียดกับ นร สอบ IELTS เพื่อให้ นร ผ่านเกณฑ์ Grammatical Accuracy นร ไม่ควรเขียนผิดทุกประโยค และ นร ส่งงานเขียนผ่านอีเมล์ให้ตรวจทานได้ ก่อนการสอบการเขียนจริงที่สถาบัน

----

131. สถาบันมีการซ้อมการพูดด้วยเทคนิค Paraphrase Testing และ การเลี่ยงแปลไทยหนึ่งคำเป็นภาษาอังกฤษหนึ่งคำ ก่อนการสอบ Speaking และ สถาบันสอน กลุ่มคำ Preposition ที่เป็นสำนวนที่ฝรั่งใช้จริงที่ใช้พัฒนาพูดเขียนแบบก้าวกระโดด ก่อนการสอบ Writing

----

130. นร ที่เรียนคลาสโทอิค และ IELTS จะได้เรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยค 8 บทที่ใช้ในการพัฒนาทักษะระดับประโยคเพื่อการก้าวกระโดดพูดฟังอ่านเขียนได้

----

129. นร ที่เรียนคลาสโทอิค สามารถสอบการฟังแบบ IELTS ได้  นร ที่เรียนคลาส IELTS สามารถสอบการฟังแบบโทอิคได้

----

128. มีการลงลึกพูดฟังอ่านเขียนก่อน สอบจริง IELTS พร้อมเฉลยแนวสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การฟังที่มีคำถามเจาะลึกถึงข้อมูลดิบ การฟังที่ไม่สามารถถอดรูปประโยคได้ หรือ แปลฟังภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยโดยไม่สนใจรูปแบบประโยคภาษาอังกฤษ จะทำข้อสอบไม่ได้เลย

----

127. เร่งให้ นร ใหม่สามารถสอบ TOEIC ทุกเดือนได้ หรือ เร่งให้ นร ใหม่ IELTS สอบได้เร็วที่สุด สถาบันจะช่วยตัดส่วนข้อสอบ TOEIC ที่เก็งและน่าสนใจ มาเฉลยในแนวทักษะระดับประโยค , ไวยากรณ์ , การเทียบ Key Word เพื่อตัด Choice พร้อมกับสอบทุกสองชั่วโมงจริง

----

125.( ต่อจากข้อ 124 ) ดังนั้น การสอบทุกเดือน นร สถาบัน หลายคนมีความกระตือรือล้นในการสอบเพื่อเผด็จศึกระยะเวลาอันสั้น มีการจัดทีมตั้งหัวหน้าทีมสอบ เพื่อกระตุ้น นร ร่วมชั้นไปสอบตามระยะเวลาที่กำหนดได้ ในทุกเดือน


----

124.สถาบันขึ้นรายชื่อของนักศึกษาที่สอบผ่านคะแนนโทอิคได้คะแนนสูง เนื่องจากต้องการให้ผู้ว่าจ้างอ้างอิงรายชื่อตรวจสอบในการรับสมัครงาน นร ที่ขึ้นรายชื่อสถาบันจะได้ตำแหน่งงานที่ดี นับเป็นช่องทางที่ นร ได้ประชาสัมพันธ์ตัวเองวิธีหนึ่ง

----

123.( ต่อจากข้อ 122 ) การเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปแบบประโยค , บวกด้วยการสอนรูปแบบประโยคที่ฝรั่งใช้จริงมากกว่าพันรูปแบบ รวมถีง รูปแบบประโยคที่อุปสรรคสำเนียงฝรั่งและรูปแบบประโยคที่ใช้ในการสอบ TOEIC , IELTS จริง เป็นต้น นำมาผนวกรวมคอร์ส TOEIC , IELTS และ แยกเป็นคลาสไวยากรณ์ลงลึกทักษะระดับประโยคต่างหาก

----

122. สถาบันจึงเป็นที่แรกที่นำเทคนิคการเรียนไวยากรณ์ของ นร ต่างชาติ ได้แก่ อินเดีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ฯลฯ มาปรับใช้กับคนไทย คือ การลงลึกทักษะระดับประโยค , การเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปแบบประโยค , บวกด้วยการสอนรูปแบบประโยคที่ฝรั่งใช้จริงมากกว่าพันรูปแบบ

----

121. นร ที่เรียนไวยากรณ์แปดบทเพื่อใช้สอบ TOEIC , IETLS ต้องลงลึกทักษระดับประโยคไปด้วย นร ที่เรียนไม่ทัน สถาบันช่วยเก็บตกในช่วงเวลาอื่น เพราะ สถาบันไม่ได้ใช้วิธีสอนกับวิดิโอแล้ววนวิดิโอ ซึ่งทำให้ นร ถามข้อสงสัยไม่ได้

----

109. นร ที่สอบ TOEIC ไม่ควรประมาทกับการเลือก Choice ในส่วนของ Part : Sentence Completion ถ้า นร ต้องการกามั่ว แถวเดียว แล้วหวังคะแนนจากข้อสอบ นร ต้องปรึกษาเจ้าหน้าที่ศูนย์สอบก่อนการกา Choice มั่วว่าส่วนใหญ่ส่งผลเสียอย่างไร นร ที่กามั่วสาเหตุหลัก คือ การไม่คำนวณเวลาที่ตัวเองทำสอบต่อหนึ่งข้อ และ ขาดวินัยการใช้เวลา

----

106. นร ที่ต้องการจองเวลาสอบสองครั้งคือ เช้า บ่ายในวันเดียวกัน จะทำไม่ได้ ยกเว้นถ้าแจ้งเจตจำนงค์ว่าจะสอบสองครั้งในวันเดียวกันและรอรอบถัดไปให้มีคนสละสิทธิ์แทน

----

105. ( ต่อจาก ข้อ 104. ) นร ที่สอบ TOEIC ที่ศูนย์สอบในโปรแกรม 1500 บาท จะออกผลการสอบทุก Part จะมีการสอบทุกเดือน เดือนละหนึ่งหรือสองครั้งเท่านั้น

----

104. นร ที่สอบ TOEIC ที่ศูนย์สอบในโปรแกรม 1500 บาท จะออกผลการสอบทุก Part แต่เนื่องจากเป็นการสอบแบบ Arbitary จึงไม่มีการคิดคะแนนในลักษณะ Percentile Rank แตกต่างจากโปรแกรม 1200 บาทโดยทั่วไปที่มีการใช้ระดับ Percentile Rank มาวัด นร .

----

103. นร ที่สอบ TOEIC กับข้อสอบที่สถาบัน อย่างต่ำ 8 ครั้ง สถาบันจะสามารถนำคะแนนเข้าสู่สูตรพยากรณ์คะแนน TOEIC ล่วงหน้าได้ พร้อมทั้ง การสอบ IELTS กับสถาบัน คะแนนสอบอย่างต่ำ 8 ครั้ง สถาบันจะคำนวณคะแนน Band เฉลี่ยของ IELTS ของแต่ละ Part พูดฟังอ่านเขียน เช่นเดียวกัน

-----

102. สถาบันจะมีรางวัลให้กับ นร ที่สอบ TOEIC ได้ 700 หรือ มากกว่า และ IELTS ได้ 6.5 หรือ มากกว่า

-----

100. สถาบันเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปโทรขอคำปรึกษาเรื่องการวิเคราะห์ฐานคะแนนเบื้องต้นของผู้สอบ จากสูตรการพยากรณ์คะแนนโทอิคของสถาบัน ที่ช่วยวิเคราะห์ฐานคะแนนดังกล่าว

-----

99. ( ต่อจากข้อ 98. ) หลักสูตรเพิ่มคะแนนสอบ TOEIC เร่งรัด 2 สัปดาห์ แบบไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที  เร่งเรียนเร่งสอบ อ โทรตาม นร มาเรียน การสอบทุก 2 ชั่วโมง จะช่วยทำให้ นร ได้รู้ต้นทุนคะแนนโดยเฉลี่ยของ นร เพื่อ สถาบันจะนำไปเข้าสูตรพยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้า เพื่อบอกความพร้อมของ นร ที่จะสอบจริงแล้วทำให้ คะแนน Percentile Rank เพิ่มขึ้น

----

97. ( ต่อจากข้อ 96. ) หลักสูตรเพิ่มคะแนนสอบ TOEIC  เร่งรัด 2 สัปดาห์ แบบไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที  โดยเพียงซ้อมลงลึกการฟังการอ่าน เฉลยแนวข้อสอบไวยากรณ์ และ ศัพท์ โดยไม่ได้เก็บตกไวยากรณ์ 8 บทที่ใช้สอบ TOEIC ราคาคอร์ส : 5499 บาท คอร์ส รวม แบบ ไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที  แถมตำราสองเล่ม กับ ซีดีสองแผ่น

-----

96. สถาบันได้ออกคอร์สช่วย นร หรือ ผู้สอบ ที่มีความจำเป็นที่ถูกนายจ้างบีบกระทันหัน หรือ ต้องการเร่งสอบเพื่อสมัครงานตามเกณฑ์ สถาบันได้ออกคอร์สเร่งรัดสองสัปดาห์ ที่เน้นแต่การซ้อมลงลึกการฟังการอ่าน และ เฉลยแนวข้อสอบไวยากรณ์ และ สอบทุก 2 ชั่วโมง ถ้าคอร์สปกติจะมีการเก็บตกไวยากรณ์ 8 บทและลงลึกเรื่องศัพท์ โดยคิดราคาแตกต่างถูกกว่า จากคอร์ส TOEIC ปกติ

-----

95. เนื่องจาก นร สถาบัน อยู่ในระบบการเรียนไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที  สถาบันจะรีบเก็บตก นร ใหม่ ให้ทัน กับ นร เก่า ภายใน 15 วัน ( แต่เรียนต่อเนื่องติดกันจะใช้เวลาไม่เกิน 5 วัน ) อันได้แก่ ไวยากรณ์ที่ TOEIC สอบ 8 บท เรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยค การลงลึก ทักษะระดับประโยค เทคนิคเทียบรากศัพท์และผ่าชิ้นส่วนคำศัพท์ยาก เพื่อเดาศัพท์ยากดังกล่าว เทคนิควิเคราะห์หลุมพรางสอบ การลงลึกการฟังการอ่าน โดยที่ นร เก่า และ นร ใหม่ สามารถนำความรู้มาสอบข้อสอบ Unseen สอบทุก 2 ชั่วโมง รวมกันได้ โดยมีการเฉลยแนวข้อสอบแบบลงลึก แบบไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที

-----

94. เนื่องจาก นร สถาบันปัจจุบัน กำลังทะยอยสอบ TOEIC ซึ่งสถาบันกระตุ้นให้ นร ไปสอบ โดยการตั้งหัวหน้าทีมไปสอบ โดยส่วนใหญ่ นร  สถาบันที่สอบได้คะแนนแบบก้าวกระโดด ก็สามารกลับมาเรียน TOEIC หรือ ต่อยอดเป็น IELTS ต่อได้ในระบบการเรียนไม่จำกัดชั่วโมง

-----

93. นอกจาก สถาบันได้เปิดคลาส IELTS รอบเช้า รอบเวลา 9 ถึง 11 นาฬิกา ( ในบางวันของจันถึงศุกร์ ) เพื่อช่วย นร และ ผู้สอบ ลงลึกพัฒนาการพูดและเขียน ยังเปิดคลาสรอบเช้าในบางวัน เช่นเดียวกันกับ TOEIC โดย นร ทั้ง IELTS และ TOEIC สามารถเรียน ซ้อม และ สอบการฟัง การอ่าน พร้อมกันได้

-----

92. สถาบันได้เปิดคลาส IELTS รอบเช้า รอบเวลา 9 ถึง 11 นาฬิกา เพื่อช่วย นร และ ผู้สอบ ลงลึกพัฒนาการพูดและเขียน ที่มีรายลเอียด การลงลึกมากกว่า การฟัง การอ่าน เปิดประโยชน์กับ นร ที่ต้องการไปทำงานต่อที่เมืองนอกโดยใช้คะแนน IELTS และ นร ที่ต้องการคะแนนเพื่อเรียนต่อเมืองนอกอย่างด่วน

----

91. ( ต่อจากข้อ 90 )  ผู้สอบ TOEIC หลายคนทราบว่า การสมัครเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรือ การเลื่อนตำแหน่งไปเป็นระดับ Supervisor ของพนักงานต้อนรับ ต้องได้คะแนนโทอิคมากกว่า 600 และ มีแนวโน้มที่ต้องสอบ การพูด และทักษะอื่นๆ ภายหลังจากการยื่นคะแนนโทอิค

----

90. ( ต่อจากข้อ 89 )  ผู้สอบโทอิค ในสายวิศวกรรม สายด้านบัญชี และ การเงิน ถูกนายจ้างระบุการสอบโทอิคให้ได้คะแนนมากกว่า 650 หรือ 700  ...  แต่มีหลายคนที่สอบหลายครั้ง แต่คะแนนไม่ยอมทะลุ 600 ขึ้นไป การที่ผู้สอบสนใจที่จะทำลายจุดอ่อนตัวเอง และ ต้องการตรวจสอบตัวเองว่าสามารถสอบได้มากน้อยแค่ไหน ศูนย์สอบโทอิคก็มีเปกิดการเข้าไปทดลองฟังข้อสอบจริง แบu Audition 


-----

89. ( ต่อจากข้อ 88 ) ปัจจุบัน ผู้สอบโทอิค ในสายวิศวกรรม สายด้านบัญชี และ การเงิน ถูกนายจ้างระบุการสอบโทอิคให้ได้คะแนนมากกว่า 650 เป็นมาตรฐานในการทำงานภายในองค์กร โดยเฉพาะปัจจุบัน บรรษัทใหญ่ๆ ต้องการใช้เป็นมาตรฐานในการรับสมัครงานและเลื่อนขั้น กับ คนทำงานรุ่นใหม่ แต่ คนทำงานรุ่นเก่า จะอาศัยคะแนนโทอิคในการทำ Job Rotation มากกว่า ...

-----

88. ( ต่อจากข้อ 87 ) สถาบันเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ที่นำสูตรพยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้าและการคำนวณค่าความมั่นใจตีออกมาเป็นคะแนนหลังสอบ นอกจากการเร่งเรียนเร่งสอบภายในสิบห้าวันและการสอบจริงพร้อมเฉลยแล้ว นร สถาบันสามารถปูพื้นปรับพื้นซ้ำได้ แล้วสอบข้อสอบ Unseen ที่เป็น TOEIC , IELTS ได้ โดยอธิบายวิธีการใช้โปรแกรมข้อสอบโทอิคฝึกการฟัง ไปฝึกที่บ้านเพราะมีข้อสอบในCD ที่ออกซ้ำกับศูนย์สอบด้วย

----

87. ( ต่อจากข้อ 86 ) สถาบันเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ที่นำสูตรพยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้าและการคำนวณค่าความมั่นใจตีออกมาเป็นคะแนนหลังสอบ แต่สิ่งสำคัญกว่า คือ การเร่งเรียนเร่งสอบที่ นร ที่ปูและปรับพื้นมาครบแล้ว สามารถนำความรู้มาสอบข้อสอบ Unseen ที่เป็น TOEIC , IELTS โดยเฉพาะช่วงเฉลยแนวข้อสอบทำให้ นร มีพื้นฐานด้านการฟัง การอ่าน ทักษะระดับประโยค ไวยากรณ์ ศัพท์ มากขึ้น การคำนวณคะแนนล่วงหน้าโดยดูผลสอบที่สถาบันโดยเฉลี่ยเป็นจุดเสริมความมั่นใจของ นร .... :)

----

86. ( ต่อจากข้อ 85 ) สถาบันเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ที่นำสูตรพยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้ามาใช้โดยดูจากคะแนนเฉลี่ยที่สอบมากกว่า 5 ถึง 8 ครั้ง กับการสอบจริงของโทอิคและไอเอลที่สถาบัน จับเวลาจริง เนื่องจาก เป็นการยากที่ผู้สอบจะจัดสอบเองที่บ้าน เนื่องจาก การกางอ่านเฉลยไปด้วย แล้วกา Choice ไปด้วย โดยไม่ได้จับเวลาตามมาตรฐานจริงๆ จะทำให้สอบที่บ้านไม่ได้อยู่ในมาตรฐานที่จะวัดผลได้ สูตรพยากรณ์ที่ใช้จะวัดผล นร หรือ ผู้สอบ ที่มีการเตรียมตัวการสอบเต็มที่ทั้งในห้องและนอกห้องนั่นเอง

-----

85. ( ต่อจากข้อ 84 ) สถาบันเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ที่วิเคราะห์ข้อสอบโทอิคจนพัฒนาสู่พยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังพัฒนาสูตรการคิดคะแนนล่วงหน้าจากค่าความมั่นใจภายหลังจากการทำสอบแต่ละ Part โดยส่วนใหญ่ นร สถาบันที่ได้รับการพัฒนาทักษะการฟังได้คะแนนอย่างก้าวกระโดด พบว่า ค่าความมั่นใจหลังการสอบPart Short Conversation มักจะได้ค่าความมั่นใจมากกว่า 60 -70 % เพราะ เป็นส่วนที่ นร สามารถฟังแล้วถอดรูปประโยคได้ 70 % แล้วโดน KeyWord ที่ทำให้เข้าใจเนื้อความที่ฟังได้มากกว่า

----

84. สถาบันเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ที่วิเคราะห์ข้อสอบโทอิคจนพัฒนาสู่พยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้าสำหรับ นร ที่มาเรียนกับสถาบัน เมื่อปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์แข็งแกร่งและสอบจริง TOEIC ทุกสองชั่วโมงในแต่ละ Part ไม่ต่ำกว่า 8 ครั้ง ( หรือ น้อยกว่า ) สถาบันจะสามารถนำคะแนนเข้าสูตรวิเคราะห์คะแนนโทอิคล่วงหน้าก่อนสอบที่ผ่านมาบวกลบ 15 หรือ 20 แต้มเท่านั้น และ หลังจาก นร สอบจริงที่ศูนย์สอบ สามารถบอกค่าความมั่นใจให้กับ อ. ซึ่ง อ. สามารถนำไปใส่สูตรวิเคราะห์ค่าคะแนนความมั่นใจเปลี่ยนมาเป็นคะแนนโทอิคภายหลังสอบได้บวกลบ 15 หรือ 20 แต้มเช่นกัน แต่ นร ต้องให้ค่าความมั่นใจในการทำสอบที่ถูกต้องเท่านั้น ....

----

83. ผู้ที่จะสอบการพูดกับการเขียนกับข้อสอบภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจของ TOEIC อย่างน้อยต้องสอบผ่านการสอบ TOEIC ส่วนการฟังกับการอ่านให้ได้ 650 ปัจจุบัน ผู้สอบที่เป็นนักกฏหมาย หรือ Lawyer รวมถึง ตำแหน่งเลขานุการ โดยเฉพาะ ทำงานสถานทูต อาจจำเป็นต้องสอบส่วนการพูดกับการเขียนด้วย

---

82. ( ต่อจากข้อ 81. )   การจองที่นั่งสอบของศูนย์สอบโทอิคแบบระบุวันที่ อาจจะมีข้อเสียเปรียบตรงที่ผู้สอบมีจำนวนจำกัด การคิดคะแนน Percentile Rank ย่อมมีข้อจำกัดด้วย ถ้าผู้สอบได้คะแนนสอบสูง แต่มีคนสอบร่วมน้อย ฐานคะแนนคนสอบร่วมที่มีผลต่อคะแนน Percentile Rank ที่จะก้าวกระโดดจะมีน้อยตาม ... : )

----

81. ( ต่อจากข้อ 80. ) การจองที่นั่งสอบของศูนย์สอบโทอิคแบบระบุวันที่ อาจจะมีข้อดีตรงที่ ผู้สอบ ต้องมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี เนื่องจากสามารถระบุวันที่จะออกผลสอบได้แน่นอน การนำผลสอบไปยื่นสมัครงานบริษัทใหญ่ เช่น กฟผ. จะไม่ฉุกละหุก ล่าสุด ผู้สอบต้องยื่นผลภายใน 16.00 น. ของวันที่ 4 พ.ค. 53 ของ กฟผ. ผู้สอบต้องสอบ TOEIC ให้เสร็จอย่างน้อยตอนเช้าของวันที่ 3 แล้ว ....

----

80 ( ต่อจากข้อ 79. ) การจองที่นั่งสอบของศูนย์สอบโทอิคแบบระบุวันที่ โดยที่เสียค่าใช้จ่าย 1500 บาท สูงกว่าการจองสอบปกติ 1200 บาท แต่การประกาศผลของการสอบในราคา 1500 จะมีการคิดคะแนนมาตรฐานเดียวกันกับราคา 1200 แต่การอธิบายคะแนนของการสอบ 1500 บาท จะแจกแจงคะแนนในแต่ละ Part การสอบอย่างละเอียดมากกว่าแบบ 1200 บาท

----

77. นวตกรรมการเก็งศัพท์ที่ออกสอบใน TOEIC มีระดับมากกว่า 500 ข้ออยู่ในรูปทดสอบในแบบฝึกหัดที่ใช้ในการผ่าชิ้นส่วนคำศัพท์ เทียบรากศัพท์ ตัด Choice เทียบ Key Word อยู่ในเล่มที่ 9 ที่ นร มี เมื่อ นร ได้ทบทวนในเล่ม แล้วเข้ามาสู่การทดสอบ One-on-one Testing กับ ศัพท์ นับร้อยข้อในรูป Word Form บนกระดาน

-----

76. เนื่องจาก อ. และทีมงานมีระบบการสอนไม่ใช่แค่ติวเตอร์ แต่จะเป็นระบบพี่เลี้ยงและโค้ชชิ่งทำลายจุดอ่อนและอุปสรรคลงลึกด้าน ทักษะระดับประโยค ไวยากรณ์ ศัพท์ ลงลึกการฟัง การอ่าน การพูด การเขียน ของ นร TOEIC กับ IELTS โดยเฉพาะ ข้อสอบ TOEIC ที่กระตุ้นให้ นร เห็นความสำคัญของการสูญเสียเงินไปเปล่าสำหรับ นร ที่หวังจะกามั่วโดยใช้ความรู้สึก เงินที่ นร สูญเสียไปกับการสอบ คือ ตกข้อละ 7 บาท นั่นเอง เมื่อเทียบกับ นร จีน ที่มีข้อมูลสำรวจทั่วโลกว่า คนจีนมีการออมเงินในอัตราสูงสุดในโลก คือ เงิน 100 % จะออม 18 % มากกว่าคนสิงคโปร์ ดังนั้น เวลาคนจีนสอบโทอิค เขาจะมีสถิติไม่กามั่วเอาเงินไปเผาเล่น ในอันดับต้น ๆ

-----

75. ช่วงเวลาสงกรานต์ 13 - 15 เมษายน 2553 สถาบันยังเปิดเรียนเก็บตกให้ นร ที่เรียนไม่ทัน หรือ นร ที่เร่งสอบภายใน 15 วัน อย่างน้อยที่สุด สถาบันมีการสอบจริง IETLS และ NEW TOEIC จำนวนมากที่เป็นมาตรฐานร่วมกับการจับเวลาตามความเป็นจริงใน Part Reading และ ไวยากรณ์ Sentence Completion , Text Completion และ ยังมีแบบฝึกหัดที่มีความใกล้เคียงกับข้อสอบกับ CD ข้อสอบที่ให้ นร ไปฝึกที่บ้านก่อนมาสอบจริงกับสถาบัน

-----

74. ช่วงเวลาสงกรานต์ 13 - 15 เมษายน 2553 สถาบันยังเปิดเรียน นับเป็นช่วงเวลาที่ นร ที่ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานมีช่วงเวลาสะดวกที่จะมาเรียนและสอบกับที่สถาบันทำให้สามารถเก็บตกได้อย่างเต็มที่

-----

73. อ. ขอ สุขสันต์ปีใหม่ไทย สงกรานต์ไทย 13 เมย 53 แด่ทุกท่าน ขอให้มีความสุขความเจริญตลอดไป และ นับตั้งแต่ มีการชุมนุมประท้วงของ นปก. รวมถึง มีการปะทะกัน แต่ว่า นร สถาบันทุกท่านมีความตั้งใจขยันกันมาก ยังมาเรียนกับ อ. แม้มีการชุมนุมประท้วง หรือ ช่วงสงกรานต์ สถาบันปกติสอนเจ็ดวัน

----

72. แนวโน้มที่นายจ้างทั้งเอกชนและราชการจะเริ่มให้พนักงานที่กำลังทดลองงานต้องนำคะแนนโทอิคมายื่น อย่างน้อยที่สุด 550 หรือ มากกว่า 600 กำลังเริ่มมากขึ้น นร บางคนอาจรอเวลาใกล้จะหมดทดลองงานแล้วค่อยกระตือรือล้น ซึ่งอาจไม่ทัน การเรียนระบบไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที  และปูพื้นปรับพื้นและสมัครลงเรียนได้ทันที และ สอนเจ็ดวัน จะช่วยให้ พนักงานที่โดนบีบแต่มีความตั้งใจจริงจะสามารถผ่านอุปสรรคไปได้ ...

----

71. เนื่องจากเงื่อนไขเชิงการค้าของศูนย์สอบโทอิคและไอเอล ที่ต้องควบคุมข้อสอบให้ยากในระดับหนึ่งเพื่อไม่ให้ นร ที่ต้องการกามั่วแล้วได้คะแนนมากๆแบบไร้เหตุผล มีผลทำให้ศูนย์สอบไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ แบบฝึกหัดที่ขายในท้องตลาด จะมีความเร็วของการฟังโทอิคและไอเอลไม่เท่ากับข้อสอบจริง ซ้ำร้าย เสียงในเทปบางแบบฝึกหัดจะไม่ใช่สำเนียงของฝรั่งที่เป็น Great Britain English ที่ใช้สอบจริงใน TOEIC , IELTS และ แบบฝึกหัดก็จะไม่ยากเท่ากับข้อสอบจริง สถาบันจึงน่าเป็นแห่งเดียวที่แยกสำเนียงฝรั่งเทียบเสียงภาษาไทยเพื่อรับมือการฟังเร็ว ซึ่งฝรั่งที่ไม่รู้เสียงภาษาไทยก็จะทำได้ยาก ......

----

70.  นร ที่ยังฝึกการฟังและการอ่านแบบผิดวิธี รวมถึง ยังไม่มีการเตรียมพร้อมเรื่องไวยากรณ์ที่ใช้ในการสอบโทอิค อย่างน้อยที่สุด  7 บท จะมีผลต่อการทำข้อยากที่คูณถ่วงน้ำหนักคะแนนสูงได้ในจำนวนน้อยลง เพราะ ข้อสอบโทอิคไม่ได้คิดคะแนนข้อละ 5 คะแนน อย่างที่เข้าใจผิด แต่ละข้อคิดคะแนนถ่วงน้ำหนักต่างกัน และ ถ้า นร คนใดไม่เตรียมตัวและประมาทคะแนนสอบดิบน้อย มีผลต่อลำดับ Percentile Rank ที่ต่ำ ผลร้าย คือ จะเป็นฐานทำให้ ผู้ที่เตรียมตัวแบบลงลึกได้คะแนน Percentile Rank ไปฟรี ๆ ......

-----

69. เนื่องจากระบบไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที  จะเปิดให้ ผู้สนใจ มาปูพื้นปรับพื้นฐาน ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์และลงลึกการฟังเบื้องต้น หลังจากนั้น เมื่อสมัครเรียนสามารถได้เรียนทันทีโดยไม่ต้องรอเปิดคลาส และ จะเร่งเก็บตกให้ นร เรียนความรู้ในหัวข้อที่ครบถ้วน ก่อน 15 วันเพื่อนำไปสอบข้อสอบ Unseen ของ โทอิค หรือ IELTS  

----

68. เนื่องจาก นร ไทย หลายคนที่เป็นคนทำงานอาจต้องทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ เช่น ฟิลิปปินส์ จีน สิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ อินเดีย ในฐานะนายจ้างต้องการได้บุคลากรคนไทยที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษพูดฟังอ่านเขียนได้ แต่ทัศนคติ นร ไทยบางประการที่เป็นอุปสรรค คือ

อยากเรียนแต่ไวยากรณ์เยิ่นเย้อ น้ำเยอะ เรียนเพียงเพื่อรู้ เรียนแล้วลืมก็เสียเงินใหม่ไปเรื่อยๆ แต่ไม่ลงลึกรูปประโยคที่หลากหลายกับการฟังพูดเขียน ต้องการสอบไวยากรณ์เพืยงในกระดาษ แต่มักจะแปลไทยหนึ่งคำเป็นอังกฤษหนึ่งคำ ทำให้ความหมายเพี้ยน พูดและเขียนก็ช้าหรือทำไม่ได้เลย รวมถึงไม่ประยุกต์ทักษะระดับประโยคทำให้อ่านได้เร็วขึ้น ทั้งที่เรียนไวยากรณ์มากๆแต่กลับอ่านไม่ได้ เป็นต้น ทัศนคติดังกล่าวต้องลดลงเพราะจะมีปัญหากับนายจ้างในอนาคต เพราะ นายจ้างจะไม่สนใจให้น้ำหนักกับประกาศนียบัตรต่อไปอีกแล้ว ..... : )

----

67.  เนื่องจากตลาดแรงงานภายในปี 2010 ถึง 2015 ในช่วงเปิดเสรีภาคบริการแรงงานต่างชาติของเขตการค้าเสรีอาเซียนบวกจีนด้วย นายจ้างหลายรายต้องปรับตัวในการเลือกบุคลากรที่เริ่มมีทักษะที่สามารถใช้งานได้จริงตรงกับงานที่มอบหมาย ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษทั้งพูดฟังอ่านเขียนเป็นเรื่องสำคัญ นายจ้างจะไม่พยายามตัดสินคนแค่ใบ Certificate หรือ คะแนนที่ไปสอบเพียงคร่าวๆ แต่จะต้องทดสอบว่า สามารถประยุกต์ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์กับการพูดฟังอ่านเขียนจริงๆ โดยเฉพาะการเขียนที่ คนทำงานต้องเริ่มปรับให้เป็น Business English มากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวทำให้ นร จีนที่มาเรียนเมืองไทยและอยากทำงานเมืองไทย เริ่มเตรียมตัวที่จะศึกษาภาษาอังกฤษจริงๆ เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานไทย ..... : )

-----

66. สถาบันจะต้องรีบสอนให้ นร ใหม่ ให้ครบทุกหัวข้อที่จะใช้สอบ TOEIC กับ IELTS เนื่องจาก จะมี นร รุ่นถัดมาทะยอยเรียน เพราะเป้าหมายสถาบันคือ การผลักดันให้ นร สอบโทอิค หรือ IELTS ให้ได้มากสุด และ เป็นไปได้ ให้เร็วสุดด้วย

----

65. สถาบันมีการบริหารการสอนแบบการเรียนไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที  ถ้า นร ท่านไหนลงเรียนเมื่อไรก็ได้เรียนเลย และ มีการเก็บตกให้ นร สามารถเรียนได้เท่าทันกับ นร เก่า ขอให้ นร เรียนอย่างต่อเนื่อง นร จะประสบความสำเร็จตามทำเนียบที่ นร คะแนนก้าวกระโดดข้างต้น นะครับ ..... : )

---

64. สถาบันมีการทำ Road Show ไปยังองค์กรใหญ่ๆในประเทศเพื่อแนะนำเทคนิคสู่การพัฒนาทักษะพูดฟังอ่านเขียน และ การเพิ่มคะแนน TOEIC และ IELTS อย่างก้าวกระโดดกับองค์กรใหญ่ที่อยู่ในประเทศไทย เนื่องจาก คะแนนทั้ง TOEIC และ IELTS (ส่วน Academic) ต่างเป็นที่ยอมรับในการใช้วัดมาตรฐานศักยภาพทางภาษากับคนทำงานมากขึ้นแล้ว ..... : )

----

63. มี นร ของสถาบัน บางท่าน สามารถขอสถาบันหยุดเรียนไปก่อนเพราะเนื่องจากติดภารกิจทำงาน หรือ ทำวิทยานิพนธ์ หรือ ไปเตรียมตัวเรียนต่างประเทศ หรือ ไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ สถาบันยินดี และ เมื่อ นร เสร็จภารกิจ ก็สามารถกลับมาเรียนต่อได้ เพราะเป้าหมายสถาบันต้องการมีการเรียนการสอนไม่จำกัดชั่วโมงเพื่อพัฒนา นร ไทย ให้มีศักยภาพทางภาษาและสอบให้ได้คะแนนก้าวกระโดดมากสุด ..... : )

-----

62. เนื่องจาก นร ที่เรียนกับสถาบันแล้วนำคะแนน TOEIC หรือ IELTS ไปยื่นสมัครงาน สามารถนำตัวอย่าง Resume หรือ ปรึกษาการเขียน Resume สมัครงานกับ อ. และ สถาบันมี Certificate เป็น ลักษณะจดหมายรับรองให้ นร ที่จะแนบประกอบกับใบเสร็จรับเงินที่เป็นนิติบุคคลของ สถาบัน ไปยื่นเพื่อขอเป็นเงินค่าเรียนที่ต้นสังกัดขอเป็นหลักฐานได้

-----

61. ( ต่อจากข้อ 60 ) เนื่องจากสถาบันครูเกรียงเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่ลักษณะติวเตอร์ทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดาที่มีข้อจำกัดหลายประการ สถาบันได้เข้าใจความต้องการของคนทำงานในองค์กรใหญ่ ที่นายจ้างกำลังมีแนวโน้มใหม่ ที่มิใช่จะพิจารณาคะแนนโทอิคของลูกจ้างหรือประกาศนียบัตรมากมายที่ลูกจ้างยื่นให้ แต่จะสนใจการใช้ภาษาอังกฤษได้จริงๆ ต้องสอดคล้องกับหรือดีกว่าคะแนนโทอิคที่ตัวเองได้ ดังนั้น หลายองค์กรจึงต้องการให้ลูกจ้างตัวเองเรียนลงลึกการพูดฟังอ่านเขียน ไม่ใช่เรียนไวยากรณ์เพื่อสอบไวยากรณ์ในกระดาษ โดยที่ทักษะระดับประโยคอ่อนจนพูดฟังอ่านเขียนเองไม่ได้ บางองค์กรต้องการจัดสอบภาษาอังกฤษแบบเข้มอีกครั้งภายหลังลูกจ้างได้ยื่นคะแนนโทอิคให้กับองค์กรแล้ว เช่น กาต้าแอร์ เป็นต้น ..... : )

----

60. เนื่องจากสถาบันครูเกรียงเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่ลักษณะติวเตอร์ทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดาที่มีข้อจำกัดหลายประการ เนื่องจากสถาบันเป็นนิติบุคคลทำให้ นร ที่สามารถต้องการใบเสร็จรับเงินที่เป็นในนามนิติบุคคลนำไปเบิกค่าเรียนกับบริษัทต้นสังกัดที่ตัวเองทำงาน และ สถาบันครูเกรียงเป็นนิติบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือในการทำ Training Inhouse ในองค์กรใหญ่ต่างๆ รายละเอียด สถาบันจะอธิบายเพิ่มเติม ..... : )

-----

59. น้อง คุณ พรทิพย์ เขียววิมล หรือ น้องนุช ที่สำเร็จการศึกษาระดับปอโทบางมด ที่ใช้ความรู้เรียนลงลึกไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที  เร่งเรียนเร่งสอบไม่เลี้ยงไข้ของสถาบันครูเกรียง ที่นำความรู้สอบผ่านโทอิคได้คะแนนเกือบ 800 จบปอโทบางมดที่ต้องได้คะแนนโทอิค > 700 น้องเขายังกลับมาเรียนกับอาจารย์เมื่อสองวันที่ผ่านมา สิ่งที่น้องเขาได้และเปลี่ยนชีวิตหลังได้คะแนนโทอิคมากกว่า 700 ในหน้าที่การงานที่เปลี่ยนงานแล้วได้เงินเดือนมากกว่า 2 เท่า เป็นอย่างไร .....

เดิมน้องเขาทำงานอยู่ในส่วน Internal Audit ของคอมพิวเตอร์ที่ไทยพาณิชย์ แต่ย้ายงานไปทำงานหนึ่งในสี่ยักษ์ใหญ่บริษัทที่ปรึกษาด้านบัญชีระดับโลก ตั้งสาขาที่เมืองไทย แห่งหนึ่ง ได้เงินเดือนมากกว่าเดิม มากกว่า 2 เท่า สิ่งที่เป็นอุทธาหรณ์คือ การเรียนแล้วสามารถเพิ่มคะแนนโทอิคแบบก้าวกระโดดในระยะสั้นของ นร ที่อยู่ในทำเนียบรายชื่อข้างล่าง เป็นจุดแข็งสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับ Candidate หรือผู้สมัครงานคนอื่นที่ได้คะแนนโทอิคไม่สูง แต่ความสามารถด้านไอทีก้ำกึ่ง จะสร้างข้อได้เปรียบในการถูกเลือกเป็นพนักงานทันที

----

58. สถาบันครูเกรียงสามารถให้ นร สถาบันที่ต้องการหางานทำ ทั้งที่สอบโทอิคไปแล้วหรือยังไม่สอบ สามารถติดต่อเชื่อมสายสัมพันธ์กับ นร รุ่นพี่หรือรุ่นเดียวกันของสถาบันได้ เพราะสังคมของ นร ที่เป็นการติวแบบช่วยสังคมช่วย นร โดยเฉพาะ นร ด้วยกันจะมีความเกื้อกูลเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันสูง การแนะนำงานทำก็สามารถทำได้ นอกเหนือจากการที่พูดคุยขอคำชี้แนะหรือนัดแนะไปสอบโทอิคร่วมกันเป็นทีม สายสัมพันธ์ระหว่าง นร ที่เป็น Social Network นับว่าเป็นเรื่องสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์

---

57.  วันนี้เป็นวันเปิดทำงานปีใหม่ของปี 53 อ. จึงขออนุญาตนำข้อคติที่น่าจะเป็นสิ่งดีปีใหม่ที่เป็นข้อคิดของ คุณ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร ของ ซีพีออล หรือ เซเว่นอีเลฟเว่น มากล่าวให้ฟัง เนื่องจากคุณก่อศักดิ์ให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาของประเทศไทย และ มีกิจกรรมหมากล้อมร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งรวมถึง ม. หัวเฉียว ข้อคิดนี้น่าจะเป็นคติที่เป็นสิทธิประโยชน์มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ทุกคนนะครับ ..... : )

จาก หนังสือ CEO โลกตะวันออก ฉบับบริหารสามมิติ  บทที่ 1 กล่าวว่า

"ปัญหาของคนส่วนใหญ่ในสังคมทุกวันนี้ มองข้ามคุณค่าของการให้ เกิดจากระบบการศึกษาที่เน้นให้แก่งแย่ง แต่ไม่มีการสั่งสอนเรื่องคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่ต้องรู้จักเป็นผู้ให้ซึ่งเป็นศิลปะการใช้ชีวิตที่แท้จริง ทุกวันนี้สังคมไทยในเมืองกลายเป็นสังคมไร้ราก เยาวชนขาดหลักยึด ขาดที่พึ่งทางจิตใจ จึงหันไปหายาเสพติดต่างๆ เพราะพ่อแม่ก็ยุ่งอยู่กับการทำมาหากิน ครูบาอาจารย์ก็เห็นลูกศิษย์เป็นลูกค้าต้องหากำไรเต็มที่ นักเรียนนักศึกษาก็เห็นครูบาอาจารย์เป็นลูกจ้างมีหน้าที่สอนก็สอนกันไป ไม่มีความเคารพรักไม่มีความผูกพันใดๆ เด็กจึงต้องดิ้นรนเอาตัวรอดตัวใครตัวมัน สุดท้ายก็ตกไปเป็นเหยื่อของลัทธิบริโภคนิยม กลายเป็นบ่อเกิดของอาชญกรรมและการขายบริการที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย ภาคเอกชนไม่ควรจะเพิกเฉยปล่อยให้การแก้ไขเป็นหน้าที่ของภาครัฐ ซึ่งมีทรัพยากรจำกัด เทอะทะ อุ้ยอ้าย ภาคเอกชนควรมีความคล่องตัวมากกว่านี้ในการมีส่วนร่วมป้องกัน และ บรรเทาปัญหาสังคมเหล่านี้ ...."

ขอให้ชาว TOEIC , IELTS , TOEFL ทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต ตั้งแต่ปี 53 เป็นต้นไปนะครับ
.... : )

----

56. นร ที่สอบ IELTS ที่ต้องการอยากฟังข้อสอบที่เป็น Audition Version เหมือนกับที่ TOEIC เคยเปิดให้ผู้สอบได้สัมผัสข้อสอบจริงบางส่วนช่วง กค 52 ที่ British Council ไม่มีอย่างนั้น มีแต่เทปฟังตัวอย่าง Practice ระดับ Introductory ธรรมดา ที่ห้องสมุด British Council ที่สยาม นร ที่อยากทราบรายละเอียดว่า ข้อสอบ IELTS ปีนี้ยากกว่าปีที่แล้วอย่างไร ก็ให้โทรไปได้ที่ศูนย์สอบ IETLS คุยกับเจ้าหน้าที่คุมสอบโดยตรง 026525480 เบอร์ต่อ 5652 , 5653

----

55. ( ปีใหม่ 1 มค 53 วันเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนวันแรก ) ขอสุขสันต์ปีใหม่ 2553 กับชาวโทอิคทุกท่าน ขอให้ นร ไทยทุกคนประสบความสำเร็จในการสอบ และ นร ของสถาบันทุกคนที่ได้รับ SMS ของอาจารย์ ขอให้ นร มีภูมิคู้มกันและทักษะการใช้ภาษาอังกฤษที่แข็งแกร่งลงลึก พร้อมรับกับการเปิดเขตเสรีการค้าอาเซียน หรือ AFTA ตั้งแต่ 1 มค 53 เป็นต้นไป รศ. ดร. สมชาย ภคภาสวิวัฒน์ อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐ และ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจชื่อดัง และ เป็นวิทยากรที่ อ. เกรียงเคยเชิญสัมภาษณ์ผ่านรายการทีวี เส้นทางทำกิน ของเนชั่น แบบลงลึก อาจารย์แกมีมุมมองและข้อเตือนที่เฉียบขาดแก่ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง และ นักศึกษาอย่างไร เรามาฟังกันในวันปีใหม่ ..... : )

อาจารย์สมชายให้สัมภาษณ์ผ่านรายการใน FM 96.5 คลื่นความคิด เมื่อ 1 มค 53 วันนี้ อาจารย์สมชายบอกว่า เขตการค้าเสรีอาเซียนแตกต่างจากคำว่าเปิดเสรี เพราะ ถ้าเป็นเขตการค้าเสรี ภายในปี 2015 แน่นอน จะมีการเปิดเสรีไม่ใช่แค่สินค้าและการลงทุน แต่ภาคบริการ และแรงงานจากต่างชาติ จะเปิดเสรีเข้ามาสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ขายทั่วเขตการค้า จะต้องมีภาษีนำเข้าเป็น 0 % เราอาจจะได้กินเชอรี่ที่มาจากจีนแล้วถูกกว่าลำไยบ้านเรา หรือ แรงงานจีนและเวียดนามที่มีศักยภาพด้านทักษะภาษามากกว่า 3 ภาษาอาจมาแย่งงาน นร ไทย บางส่วนได้

ดังนั้น นร ไทยดังกล่าวจะมีปัญหากับตลาดแรงงานภายใน 5 ปี ตามคำทำนายของอาจารย์สมชายแน่นอน

สถาบันครูเกรียงเล็งเห็นประโยชน์อีก 5 ปีข้างหน้าที่จะช่วย นร ไทยให้มีศักยภาพทางภาษา หรือ Proficiency ให้เร็วสุดและเสียค่าใช้จ่ายไม่แพง เลยมีการสอบทุกสองชั่วโมง สอบจริงทั้ง TOEIC และ IELTS ในแต่ละ Part แต่จะมีการสอนบทใหม่และทบทวนไวยากรณ์ผ่านรูปแบบประโยค 2000 รูปแบบ แบบที่ นร ต่างชาติเรียน โดยไม่คิดเงินเพิ่ม ผู้สอนจะไม่มีเวลามาพูดนอกเรื่อง เพราะต้องให้ความรู้เข้มก่อนสอบทุก 2 ชั่วโมง

----

54. ระบบการสอนทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ของสถาบันครูเกรียงที่ทำให้ นร สถาบันได้คะแนนการสอบก้าวกระโดด ในระยะเวลาอันสั้น มีแผนผังการสอนและเรียงลำดับต่อยอดไวยากรณ์เพียงบางบทก็สามารถประยุกต์สู่การทำลาย Halo Effect การฟังและการอ่าน ด้วยการเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปแบบประโยคที่หลากหลายมากกว่า 2000 ข้อ จากบทที่ นร ที่สถาบันเรียนกันโดยผนึกไปในคอร์สโทอิคและไอเอลไปเลย โดยไม่คิดเงินเพิ่มแต่สอนละเอียดลงลึกรูปประโยค ดังต่อไปนี้ .....

จากบท Adverb ต่อด้วย Adjective ต่อด้วย Adjective Formation ต่อด้วย Adjective Order ต่อด้วย Participial Phrase ต่อด้วย Adjective Clause จากบท Preposition อย่างน้อยสุด 40 ตัวต่อด้วย Connecting Words ( ต่อด้วย Coherence Agreement และ Adverbial Clause โดยเน้น นร ที่พัฒนาการเขียนและการพูด ) จากบท Verb สู่ Auxiliary Verb ต่อด้วย Infinitive & Gerund และ If Clause จากบท Pronoun ต่อด้วย Noun Determiner ต่อด้วย Noun Clause  และ สุดท้าย Comparison / Contrast

ผนึกความรู้ไวยากรณ์ประยุกต์สู่ทักษะพูดฟังอ่านเขียนคุ้มค่าเงินที่เสียไป จึงไม่แปลกที่สถาบันจึงขึ้นรายชื่อ นร ที่คะแนนก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่องได้พร้อมลงเบอร์โทรน่าจะที่เดียวในประเทศไทย ....

----

53.  นิยามที่แท้จริงของ ระบบเรียนลงลึกไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที  แต่เร่งเรียนเร่งสอบได้ จะทำให้ ....

ทำให้ นร ก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น ( ดูจากทำเนียบ นร ที่คะแนนก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นซึ่งเป็นแรงบันดาลใจข้างล่าง ) ระบบดังกล่าวเปิดให้ นร ที่สอบได้คะแนนก้าวกระโดดแล้ว ก็กลับมาเรียนซ้ำได้ พร้อมกับปูพื้นปรับพื้นไวยากรณ์ทักษะและระดับประโยคฟรี พร้อมสอบNewTOEIC , IELTS จริง ทุกสองชั่วโมง มี Checklist อัพเดทตลอดเพื่อวิเคราะห์อุปสรรคและจุดอ่อนนักศึกษาทั้งการพูดฟังอ่านเขียน ระบบไม่จำกัดชั่วโมง สมัครแล้วเรียนทันที เร่งเรียนเร่งสอบ สามารถสมัครเรียนได้เรียนเลยสามารถเก็บตกทบทวนได้แต่ นร ที่มาเรียนไม่ต่อเนื่อง ควรมาเรียนต่อเนื่อง

รายชื่อ นร ที่หลุดพ้นไปแล้ว เป็นแรงบันดาลใจ ที่คะแนนก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเดิม นร.เหล่านี้มีปัญหาการสอบโทอิค แต่เรียนลงลึกการฟังการอ่าน ไวยากรณ์ ทักษะระดับประโยค ศัพท์แบบไม่จำกัดชั่วโมง และสอบทุกสองชั่วโมงหรือผ่านด่านเกณฑ์อรหันต์บางด้าน จึงเกิดการพัฒนาคะแนนการสอบแบบก้าวกระโดด

----

52. สถาบ้นครูเกรียงเป็นที่เดียวในประเทศไทย ที่ นร ที่สอบนิวโทอิค สามารถสอบทุกสองชั่วโมง เป็นข้อสอบ Reading กับ Listening ของ IELTS ได้ และ นร IELTS ของ สถาบันก็สอบรวมกับ นร โทอิค กับ ข้อสอบนิวโทอิค Listening ที่เร็วที่สุดในโลก และ นิวโทอิค Reading ข้อดี คือ ...

มีตัวอย่าง นร IELTS คือ น้องซาฟรีน่า น้องเขามีปัญหา Listening กับการถอดรูปประโยคให้ได้ 70 % ก่อน 4 วินาที เพื่อทำให้แปลภาษาไทยโดยอัตโนมัติครอบคลุม Keyword น้องเขายังมีปัญหา แต่ภายหลังเขาเรียนลงลึกการฟัง และ สอบทุกสองชั่วโมงกับ นร โทอิค น้องซาฟรีน่าทำคะแนนการสอบ IELTS Listening ได้เกือบเต็ม ผิดไปไม่เกินสามข้อ แม้ข้อสอบการฟัง IELTS จะยาวกว่า TOEIC แต่มันก็ช้ากว่า อย่างไรสอบโทอิคไปด้วยก็จะช่วยได้มาก .... : )

----

51. มีการรวมคอร์สไวยากรณ์เข้าไปในคอร์ส TOEIC , IELTS ( Built-in Approach ) โดยสอนไวยากรณ์ลงลึกผ่านรูปแบบประโยคหลากหลายถึง 2000 รูปแบบ แบบที่ นร ต่างชาติเรียน สอน Basic , Advance Grammar รวม 20 บท รวมถึง โดยเฉพาะ เน้นไวยากรณ์บทที่ใช้ในการพัฒนาพูดฟังอ่านเขียน  นั่นคือ .....

แตกต่างจากระบบการสอนไวยากรณ์ที่คิดค่าเรียนแพง แต่ทำได้เพียงสอนไวยากรณ์ทฤษฏีเยิ่นเย้อไม่ได้เรียนผ่านรูปประโยคมากพอถึงระดับพันข้อ ทำให้เรียนแล้วลืม หรือ ยิ่งเรียนยิ่งลืม ยากต่อการทบทวนทักษะระดับประโยค เมื่อทบทวนไม่ได้ก็ยากต่อการนำมาใช้ประยุกต์สู่การพูดฟังอ่านเขียน ส่งผลต่อ การไม่บรรลุวัตถุประสงค์การสอบ TOEIC หรือ IELTS

เพราะเนื่องจาก นร ไทย มีศักยภาพไม่ได้ด้อยกว่า นร ต่างชาติ จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ต้องมาเสียเวลาหรือสูญเสียทรัพยากรมากมายกับระบบการเรียนที่สูญเปล่า .... : )

----

50.  อ. สามารถรับส่ง SMS หรือ รับสาย ตอบคำถาม นร ที่สถาบัน กรณี นร สถาบันทำการบ้านด้วยการจิ้มคำ test ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ ผ่านรูปประโยค ยังไม่คล่อง ยังไม่ได้ สามารถโทรสอบถามอาจารย์ได้ตลอด   นร ที่ฝึกการฟังลงลึกนอกห้องหรือที่บ้าน โดยฝึกตามแนวทาง Checklist ของสถาบันที่ประยุกต์กับการเรียนการฟังการอ่านการเขียนลงลึกของ นร ต่างชาติ การสอบทุกสองชั่วโมงจะมีการพัฒนาคะแนนขึ้นได้ไม่นาน.....

----

49. ( ต่อจากข้อ 48 )  เนื่องจากสถาบันมีการทำการสำรวจและวิเคราะห์เทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษพัฒนาทักษะพูดฟังอ่านเขียน ทักษะระดับประโยค ไวยากรณ์ และ ศัพท์ ของ นร ต่างชาติที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ได้แก่ อินเดีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ โดยเฉพาะ คนเวียดนาม และ จีน ที่อายุต่ำกว่า 30 ปีที่เป็นนักธุรกิจมืออาชีพและใช้ภาษาอังกฤษได้คล่อง มีวิธีการฝึกหนึ่งในแปดข้อของ Checklist ของสถาบันที่ปรับมาจากเทคนิค นร ต่างชาติให้เหมาะสมกับ นร ไทย ข้อหนึ่งดังกล่าว คือ .....

     การพัฒนา Listening Toughness คือ การฝึกฟังยาวๆ และ สามารถฟังคำจิกคำได้อย่างต่ำ 10 คำใน ห้าวินาที ที่ นร สถาบันกำลังฝึกกันอยู่ โดยเฉพาะมีเทคนิคการฝึกนอกห้องประกอบกับการใช้โปรแกรมข้อสอบโทอิคจาก Internet ที่ดีที่สุดในโลกสองโปรแกรม โดยที่สถาบันครูเกรียงเป็นที่แรกและที่เดียวที่นำโปรแกรมสองตัวนี้มาใช้  ดังนั้น ค่านิยม ของ นร ไทยที่นิยมฝีกฟังเพียงแค่ประโยคสั้นๆ มีไม่ถึงสิบคำ จะเป็นค่านิยมที่เสียเปรียบที่จะทำให้ฝึกฟังประโยคยาวๆ ไม่ได้ การสอบ TOEIC , IELTS ก็จะมีปัญหาในการสอบการฟังที่เป็น Short Talk ตั้งแต่ 4 นาที ถึง 8 นาทีเป็นต้นไป ดังนั้น การฝึก Listening Toughness จึงมาช่วยแก้ปัญหาค่านิยมที่ไม่เกิดประโยชน์ดังกล่าวของ นร ไทย ....

----

48.  สถาบันมีการนำเทคนิคที่ นร ต่างชาติใช้ในการพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ แต่อาจารย์ได้นำมาปรับให้เข้ากับ นร ไทย เพราะ นร ไทยมาฝึก Listening ตอนโต ดังนั้น ปัจจุบัน สถาบันมี CheckList ในการพัฒนาและตรวจสอบจุดอ่อนและอุปสรรคการอ่านของ นร ไทย ฉบับอัพเดทสมบูรณ์ภาคแรก 8 หัวข้อใหญ่ ล่าสุด นร รุ่นถัดมาได้ใช้ในการพัฒนาและเพียงเรียนกับอาจารย์ไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถเริ่มนำมาใช้เตือนและพิจารณาตัวเองในห้องเรียนพร้อมกับฝึกนอกห้องทำให้สามารถถอดรูปประโยคได้ในขณะฟังได้ดีและเร็วขึ้น และ อาจารย์จะนำกรณีศึกษา นร ของสถาบันมาพูดเป็นรายคนต่อไปนะครับ ... : )

----

47. สถาบันจะไม่ใช่คำว่า ทดลองเรียน กับผู้สนใจ แต่ใช้คำว่า ปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยค ให้ฟรีก่อนสมัครเรียนจริง ดังนั้น นร ที่อ่านเว็ปไซต์ของสถาบันเพียงสองบรรทัดแล้วรีบโทรมาโดยไม่ทราบหรือไม่สนใจว่า อาจารย์มีสิทธิประโยชน์ หรือ นวตกรรมอะไรช่วยเหลือ นร ไทย นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะ .....

    ค่านิยมการรีบช้อปปิ้งเรียนไปเรื่อยๆ โดยไม่ทราบสะท้อนจุดอ่อนตัวเองให้รู้ตัวเอง หรือ ถ้ายิ่งไม่เคยสอบก็อาจคิดไปเองต่างๆ นานา ซึ่งความเป็นจริงในด้านมิติข้อสอบด้านต่างๆ อาจไม่เหมือนกับสิ่งที่ นร ที่ไม่เคยสอบคิดไปเอง การรีบร้อนช้อปปิ้งไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้ไม่สนใจระบบเรียนที่ทำให้สอบได้จริง เรียนแบบไหนก็ได้แพงขนาดไหนก็ได้ สอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร นับเป็นค่านิยมที่เร่งรีบที่รีบร้อนที่สูญเปล่าและไม่เกิดประโยชน์ ..... : )

----

46. ผู้สนใจมาปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงโดยเฉพาะที่ต้องสอบ Writing ของ IELTS สถาบันเปิดโอกาสให้ได้ปูพื้นปรับพื้นฟรี Writing ด้วย การแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับ นวตกรรมการต่อจิ๊กซอว์รูปแบบประโยคที่ใช้พัฒนาในการเขียน 8 เชิง paragraph เพื่อรับมือการตอบคำถาม Writing ทั้ง แบบ Academic และ General การต่อจิ๊กซอผสมกับการเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคในบางเรื่องที่ใช้สำหรับการเขียน Writing จริงๆ จะช่วย นร ก้าวกระโดดกับการเขียนได้ ... : ) อย่างเช่น ...

น้องซาฟรีน่าที่เรียน IELTS กับ อ. ปัจจุบัน มีพัฒนาการ Writing ตั้งแต่การปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริง กับ อาจารย์แล้ว เมื่อผู้ที่มาปูพื้นปรับพื้นฟรีก่อนเรียนจริง มา สมัครเรียนกับสถาบัน ก็จะทำให้ นร ทุกคน ที่เรียน IELTS กับ อาจารย์มีความกระตือรือล้นที่จะส่งการบ้าน Writing นร บางคน ที่สถาบันบอกว่า การเรียนที่มหาวิทยาลัยบางแห่ง เนื่องจาก สถาบันมีเวลาจำกัดในการตรวจไวยากรณ์ของ Writing ซึ่งต้องเข้าใจข้อจำกัดของอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ว่ามีงานเยอะ ดังนั้น สถาบันก็จะพยายามช่วย นร ด้วยการตรวจไวยากรณ์อย่างละเอียดใน Writing ให้แทน และ แนะนำจุดอ่อนเพิ่มเติมด้วย ... :)

-----

45.  ( ต่อจากข้อ 43 ) จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าเสียดายสำหรับการศึกษาประเทศไทย ที่ติวเตอร์ไม่ได้ให้ความรู้ภาษาอังกฤษผ่านไปในเว็ป หรือ ใน Social Network เช่น facebook.com หรือtwitter.com ซึ่งทำเพียงประชาสัมพันธ์โฆษณาขายคอร์สทุกวัน และอยากเชิญชวนอาจารย์มหาวิทยาลัยมาให้ความรู้ผ่าน twitter.com ด้วย ซึ่ง .....

   สถาบันได้เริ่มให้ความรู้ภาษาอังกฤษผ่าน twitter.comใน Login : Socialtoeicguru ได้มานานพอควรแล้ว โดยที่ อ. ได้อธิบายรูปประโยคภาษาอังกฤษที่ นร ไทยนิยมใช้สื่อสาร แต่เป็นรูปประโยคที่เยิ่นเย้อ หรือ เป็นรูปประโยคที่ไม่ขยายความ ซึ่งฝรั่งไม่นิยมใช้ รวมถึง อธิบายว่า แล้วที่รูปประโยคที่ฝรั่งใช้ นิยมรูปประโยคอะไร ทั้งในภาษาเขียนและภาษาพูดนอกจากนี้ อ. น่าจะเป็นเพียง อ. ไม่กี่คนที่ให้ความรู้ผ่าน twitter.com เท่าที่ทราบก็คือ พี่แอนดรูบิ๊คส์ ของ เนชั่น เท่านั้น .... : )

-----

44. สถาบันจึงมีความจำเป็นต้องปรับค่าเรียนขึ้นเล็กน้อยนับแต่ตอนนี้เพื่อสะท้อนต้นทุนประกอบการที่เพิ่มขึ้นและทำให้ไม่เป็นราคา Undersale เพราะสถาบันมีต้นทุนทำวิจัยนำเทคนิคเรียนภาษาอังกฤษของ นร ต่างชาติ มาปรับใช้ให้กับคนไทย แต่การปรับราคาไม่ได้กระทบกระเทือน นร โดยที่ไม่แพงไป ไม่ถูกเกินไป แต่ .....

      ยังคงแนวคิดการช่วย นร ไทย ช่วยสังคม ตามนโยบายรัฐ เรียนถูกคุ้มค่าแต่สอบได้ ไม่ใช่เรียนแพงแต่สอบไม่ได้ แต่กรณีสถาบันมีความจำเป็นต้องปรับราคาอีกสองหรือสามเดือนข้างหน้า สถาบันจะแจ้งให้ นร ทราบก่อนนะครับ

-----

43. ปัจจุบัน อ. ได้ให้ความรู้การใช้ภาษาอังกฤษผ่าน Twitter.com เป็นลักษณะ Analogy วันละคำ คล้ายๆภาษาไทยวันละคำ เป็นการแก้ปัญหา นร ไทย ที่ใช้ภาษาอังกฤษแบบที่ฝรั่งเขาไม่ใช้หรือไม่นิยมกันได้ระยะหนึ่ง ปรากฏว่า ....

การแบ่งปันความรู้ในเชิง Social Network เป็นสิ่งที่ดีมาก จำนวน Follower ของ อาจารย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆและที่น่าแปลกก็คือ ฝรั่งหัวทอง นัยน์ตาสีน้ำข้าว เขาอยากรู้ว่า Analogy วันละคำ ที่อาจารย์มาให้ความรู้ เป็นอย่างไร ...  

เขาก็มา Follow อาจารย์เพิ่มขึ้นมาก แปลกดี นร ไทย ลอง Follow ตามอาจารย์ที่ socialtoeicguru ที่ twitter.com และ จะเป็นเรื่องน่าเสียดาย ของประเทศไทย ถ้า อาจารย์มหาวิทยาลัยท่านอื่น และ ติวเตอร์ที่โฆษณาตัวเองประชาสัมพันธ์ขายคอร์สตัวเองอยู่ทุกวัน ไม่ได้ให้ความรู้ที่ตัวเองมี ผ่าน Twitter.com ช่วยเหลือ นร ไทยบ้าง ..... : )

-----

42. เนื่องจาก อ. อนุญาต มี นร ที่มาขอปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ และ แยกสำเนียงลงลึกการฟังให้บางส่วน เพื่อรับมือการฟังเร็ว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มันมีคุณค่ามากกว่าหรือยิ่งกว่าคำว่า ทดลองเรียน ไม่ใช่ติวเชิงการค้า ไม่ใช่การบังคับขาย ไม่ใช่บังคับให้ นร เซ็นสัญญา ไม่ใช่ประเภทไม่มากี่วัน ก็ยึดเงิน นร ไปเลย นั่นคือ ....

    นร หลายท่าน เข้าใจว่า อาจารย์กำลังช่วย นร ไทยอยู่ และ อาจารย์กำลังสร้างสังคมเครือข่ายชาวโทอิค โดยที่ นร สถาบันที่นิยมสอบโทอิคบ่อยและคะแนนก้าวกระโดดในระดับสูงแล้ว เช่น คะแนนการฟังมากกว่า 400 จะเป็นผู้นำทีมสอบ ผู้สนใจ หรือ นร คนไหน ที่มาเป็น นร สถาบัน จะได้รู้จัก นร เก่าของอาจารย์ทั้งหมด ที่คะแนนก้าวกระโดดจากการเรียนระบบไม่จำกัดชั่วโมง  สมัครแล้วเรียนทันที  และ มุ่งมั่นเรียนต่อเนื่อง ที่อยู่ในเว็ปบอร์ดเป็นแรงบันดาลใจ มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ได้ช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่า การติวเชิงการค้า ทำไม่ได้ในระบบของสถาบันอาจารย์เกรียงซึ่งเป็นระบบ Social Network .... นั่นเอง .... : )

-----

41.  อ. กำลังเผยแพร่ความรู้ Analogy วันละคำ ผ่าน twitter.com ที่ account : SocialToeicGuru ผู้สนใจที่ต้องการอยากรู้ว่า ฝรั่งเขาใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร มันไม่ใช่เป็นรูปประโยคที่เรียนไปเพื่อสอบในกระดาษอย่างที่ นร ไทย เรียนในบางบทเรียน มันเป็นรูปประโยคอื่นที่สั้นกระชับกว่า มันคือ อะไร นร ไทย หรือ ชาวโทอิค รบกวน มา Following อาจารย์ได้ ....

-----

40. นร สถาบันทุกคนที่ได้ใช้โปรแกรมข้อสอบโทอิคจาก Internet ของที่สถาบัน เฉพาะ นร สถาบันที่ได้ใช้ พบว่า มีข้อสอบที่ออกสอบจริงที่ศูนย์สอบโทอิคตรงกับข้อที่อยู่ในโปรแกรมInternet ดังกล่าว และมีอยู่ในการสอบทุกสองชั่วโมงในการสอบนิวโทอิคจริงที่สถาบัน ... : )

-----

39. เป้าหมายการเรียนไม่จำกัดชั่วโมง นร สถาบันที่มีเวลาเรียนต่อเนื่อง จะเรียนให้ครบหัวข้อและสถาบันจะส่งไปสอบเลย ไม่ต้องรอ นร ที่มาเรียนไม่ต่อเนื่อง และ ต้องเร่ง นร ให้สอบให้เร็วที่สุด แต่ นร ต้องมีวินัยในการมาเรียนจริง  จะไม่ทำให้ นร มาต้องรอ บางวันที่จำเป็นจริงจะงดคลาส ด้วยการส่ง SMS บอกเนิ่น ๆ ซึ่งปกติจะสอน 7 วัน ...... นร ควรมาตรงเวลา และ ...

    กรณี นัด นร มาปูพื้นปรับพื้นฐานยกระดับไวยากรณ์เตรียมลงลึกการฟัง โดยไม่ต้องเสียเงิน ก่อนเรียนจริง และ นร ไม่มา  นร จะเสียโอกาสเอง เนื่องจาก การรับสายตรงผู้สนใจ อ. มีเวลาจำกัดที่จะคุย ดังนั้น นัด ผู้สนใจ มาเจอหน้ากันปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริง โดยไม่เสียเงิน แต่ไม่ยอมมาเรียนตามนัด อาจจะไม่ได้มีเป้าหมายในการสอบโทอิคหรือไอเอลจริง จะนัดเข้ามาปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริง ต้องนัดล่วงหน้าก่อน ....

-----

38. เนื่องจากสถาบันมีต้นทุนประกอบการที่สูงขึ้นตามสภาวะเงินเฟ้อของเศรษฐกิจ สถาบันอาจจะขึ้น
ค่าเรียนคอร์สเล็กน้อยตั้งแต่ 1 มค 53 เป็นต้นไป แต่จะไม่ให้กระทบกระเทือน นร หรือ ผู้สนใจ ยังคงการติวช่วยเหลือนร ต่อไป .... : )

-----

37. ( ต่อจากข้อ 30 ข้อเตือนใจ ) เนื่องจาก นร ปอโทบางมด ที่เรียนกับสถาบันครูเกรียงหลายรุ่น บางคนสามารถสอบผ่านโทอิค > 700 ได้ แต่บางคนก็สามารถนำความรู้ด้านการพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษเรียนลงลึกไปสอบโทเฟิลแบบ Paper Based ทำให้คะแนน >= 500 ได้ ดังนั้น ....

นร หลายคนที่ต้องการสอบโทอิคให้ได้คะแนนสูงโดยเฉพาะคะแนนการฟังเพื่อให้ได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากนายจ้างให้เข้าประชุมกับชาวต่างประเทศเพื่อจดรายงานออกมาได้ จำเป็นต้องทดสอบการฟังของตัวเองให้สอดคล้องกับข้อสอบนิวโทอิคจริง วิธีหนึ่ง คือ การไปขอ Audition กับศูนย์สอบโทอิคได้ ที่จะเปิดเป็นช่วงๆ เพื่อให้ได้ทราบ Speed การฟังที่เร็วมากของนิวโทอิค

วิธีที่สอง คือ การไปทำ pretest ที่สร้างขึ้นมาจริงที่สามารถกำหนด speed การฟังที่เร็วได้พอๆกับข้อสอบ แตกต่างจาก pretest ในอินเตอร์เน็ท โดยส่วนใหญ่จะมี speed การฟังที่ไม่เร็วเท่าข้อสอบจริง รวมถึงหนังสือที่ขายในท้องตลาดบางเล่ม ที่สถาบันได้พัฒนา pretest การฟังที่มี speed เร็วพอกับนิวโทอิค โดยพัฒนาและตรวจสอบร่วมกับ ดร บอนนี่ ที่อเมริกันสคูล ...... : ) แต่ให้ พรีเทส เฉพาะ นร สถาบันเท่านั้นครับ

-----

36. ( ต่อจากข้อ 30 ข้อเตือนใจ )  เนื่องจาก นร ปอโทบางมด ที่เรียนกับสถาบันครูเกรียงหลายรุ่น บางคนสามารถสอบผ่านโทอิค > 700 ได้ แต่บางคนก็สามารถนำความรู้ด้านการพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษเรียนลงลึกไปสอบโทเฟิลแบบ Paper Based ทำให้คะแนน >= 500 ได้  ดังนั้น ....


      นร หลายคนที่ต้องการสอบโทอิคให้ได้คะแนนสูงโดยเฉพาะคะแนนการฟังเพื่อให้ได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากนายจ้างให้เข้าประชุมกับชาวต่างประเทศเพื่อจดรายงานออกมาได้ จำเป็นต้องทดสอบการฟังของตัวเองให้สอดคล้องกับข้อสอบนิวโทอิคจริง วิธีหนึ่ง คือ การไปขอ Audition กับศูนย์สอบโทอิคได้ ที่จะเปิดเป็นช่วงๆ เพื่อให้ได้ทราบ Speed การฟังที่เร็วมากของนิวโทอิค  
      วิธีที่สอง คือ การไปทำ pretest ที่สร้างขึ้นมาจริงที่สามารถกำหนด speed การฟังที่เร็วได้พอๆกับข้อสอบ แตกต่างจาก  pretest ในอินเตอร์เน็ท โดยส่วนใหญ่จะมี speed การฟังที่ไม่เร็วเท่าข้อสอบจริง รวมถึงหนังสือที่ขายในท้องตลาดบางเล่ม ที่สถาบันได้พัฒนา pretest การฟังที่มี speed เร็วพอกับนิวโทอิค โดยพัฒนาและตรวจสอบร่วมกับ ดร บอนนี่ ที่อเมริกันสคูล ...... : )  แต่ให้ พรีเทส เฉพาะ นร สถาบันเท่านั้นครับ 

-----

35.  ( ต่อจากข้อ 28 ข้อเตือนใจ ) ปล . ค่านิยมเรียนแพงแต่สอบไม่ได้ มันก็ส่งผลร้ายในระยะยาวพอกับการฝึกตามยถากรรม เอาแค่กาข้อสอบให้สอบผ่านไป โดยไม่รู้ที่มาของคะแนน และไม่ลงลึกพูดฟังอ่านเขียน มันก็ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือไว้วางใจของนายจ้างที่จะให้เข้าห้องประชุมและไม่สามารถพัฒนาเส้นทางอาชีพในฐานะลูกจ้างไปได้ไกล เงินเดือนจะเพิ่มยาก ดังนั้น ....


       นร ที่มีค่านิยมที่ผิด โดยเฉพาะ นร ที่ไม่เคยสอบโทอิคมาก่อน ที่นิยมเรียนกับวิดิโอกับไปสอบพรีเทส ข้อสอบนิวโทอิคจริงๆ มันคนเรื่องกับพรีเทสที่เอามาจากอินเตอร์เน็ทหรือcopyผิดกฏหมาย เอาพรีเทส มาสอบแต่ไม่ยอมไปลงสนามรบสอบจริง นร ที่ไม่เคยสอบและไม่เคยเรียนลงลึกการฟังมันก็จะฟัง Listening ของนิวโทอิคที่เร็วที่สุดไม่ได้ และ คะแนนจะขึ้นยาก ยิ่งฝีกเองผิดวิธี ยิ่งคะแนนไม่ขึ้น มันจะเบื่อและเสียเงินมากจนท้อนะครับ .... นร มาสามารถสอบจริงนิวโทอิคกับที่สถาบันได้ แม้จะเป็นการปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริง ก็ตาม ไม่ใช่พรีเทส ...

-----

34. ผู้สนใจหลายคนไม่ทราบว่า สถาบันมีบริการการคำนวณคะแนนโทอิคภายหลังสอบทันทีเพื่อทราบช่วงคะแนนที่ใกล้เคียงความจริง โดยใช้สูตรพยากรณ์คะแนนโทอิคแบบ Significant Levelแต่ช่วย นร ของสถาบันเท่านั้น ซึ่ง .....

       อ. ต้องขอโทษ ผู้ที่สนใจท่านอื่นที่ไม่ได้เป็น นรสถาบัน เนื่องจาก อ. ไม่ได้เปิด Service ให้คนภายนอก รบกวนผู้สนใจลองสอบถามติวเตอร์ที่ลงประกาศในอินเตอร์เน็ทแล้วกันนะครับ เพราะคนเป็นติวเตอร์ได้ ติวเขาได้ ต้องเข้าใจโครงสร้างคะแนนสอบโทอิคอย่างละเอียด และ สามารถพยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้าได้ ผู้สนใจลองสอบถามติวเตอร์มากมายในอินเตอร์เน็ทได้เลยครับ .... : )

-----

33.  นร หลายคนไม่ทราบว่า สามารถสมัครเป็นสมาชิก 3 เดือน รวม 500 กว่าบาทที่ British Council ทั้งสามสาขา ทั้งสยามแสควร์ ปิ่นเกล้า ลาดพร้าว มีบริการอะไรที่เป็นประโยชน์ .... : )

      เป็นบริการช่วยเหลือ นร ได้รู้แนวข้อสอบของ IELTS ได้ แต่จะไม่มีการเอาข้อสอบเก่ามาออกซ้ำ ดังนั้น นร ที่ใช้บริการดังกล่าว จำเป็นต้องเรียนลงลึกการพูดฟังอ่านเขียนเพื่อจำกัดความเสี่ยงด้วย .... : )

-----

32. มีผู้สนใจหลายคนไม่เข้าใจ Concept การปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงของสถาบัน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เป้าหมายแท้จริง คือ ....


        ต้องการให้ผู้สนใจสามารถมาปูพื้นและปรับพื้นทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์บางเรื่องที่เป็นพื้นฐานเปิดประตูสู่การเรียนลงลึกการฟังการอ่านเพื่อ ปรับพื้นฐานให้เท่ากับ นร เก่าของสถาบัน ซึ่งจะทำให้เรียนและสอบรวมกันได้ หลังจากนั้น ถ้าสมัครเรียน นร จะมีความพร้อมในการเริ่มคลาสใหม่ที่จะสอนไวยากรณ์ ทักษะระดับประโยค ฟัง อ่าน ศัพท์ ลงลึกต่อไปในบทถัดไปได้เลย ทำให้ นร มีความพร้อมในการสอบจริงทุกสองชั่วโมงกับสถาบันเพื่อเก็บคะแนนโดยเฉลี่ยเตรียมความพร้อมสู่การสอบจริงๆได้ .... : )

-----

31. ข้อมูลสำรวจของสถาบัน พบว่า ทุนการศึกษาของรัฐวิสาหกิจที่ให้กับผู้สมัครงาน มีแนวโน้มกำหนดคะแนนโทอิค อย่างน้อยที่สุด 800 แต้ม เทียบเท่าได้กับ คะแนนของผู้ที่จะสมัครตำแหน่งงานพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของแอร์โฮสเตส ที่ต้องได้เกิน 800 แต้มเช่นกัน สถาบันมีแหล่งข้อมูลและกรณีศึกษาให้ นร .... 


      คะแนนโทอิค 800 แต้ม เทียบเท่าได้กับ คะแนนของพนักงานมืออาชีพที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษทั้งพูดฟังอ่านเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว ( Competency & Fluency )  ดังนั้น ประการแรก คือ องค์กรรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เช่น ปตท. จึงนิยมที่จะลงทุนในรูปทุนการศึกษากับผู้สมัครงานที่ต้องการพัฒนาตัวเองให้พูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ในระดับสูง คุ้มค่ากับทุนการศึกษาที่ลงทุนให้ไป โดยพยายามเลี่ยงลงทุนด้านการศึกษากับผู้สมัครงานที่สอบโทอิคให้ได้คะแนนพอผ่าน ซึ่ง คะแนนที่ได้จะไม่สูงและไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้จริงๆได้  
    ประการที่สอง คือ สถาบันมีกรณีศึกษากับ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่สอบได้เกิน 800 แต้ม เป็นสายการบินคู่แข่งของอิมิเรตแอร์ เป็นแหล่งข้อมูลให้ นร ได้นำมา Benchmark กับตัวเองได้ ....

-----

30. เนื่องจากสถาบันมีการให้ความรู้เรื่องรูปแบบประโยคที่ฝรั่งนิยมใช้ Speaking เพื่อลดความเยิ่นเย้อ สั้นกระชับ มีประสิทธิภาพมากกว่า การนำภาษาเขียน หรือ ภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจ มาพูด

       รูปแบบประโยคดังกล่าวจะเขียนให้ ความรู้เป็นระยะ ที่เว็ปบอร์ด ของ http://www.krugrienktutor.com

-----

29. ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการสอบนิวโทอิค หรือ IELTS มักจะ ????????

      เรียนต่อเนื่องและเผด็จศึกในระยะสั้นกับสถาบัน สอนด้วยนวตกรรมเทคนิคที่ นร ต่างชาติ ได้ใช้พัฒนาลงลึกพูดฟังอ่านเขียนจะทำให้ นร สถาบันได้คะแนนก้าวกระโดด โดยเฉพาะคะแนนการฟัง อันเป็นปฐมบทของการต่อยอดสู่พูดอ่านเขียน ดังนั้น นร ที่เรียนคอร์สไม่จำกัดชั่วโมง นร เหล่านั้น ก็สอบได้คะแนนก้าวกระโดด พวกเขาก็จะปิดคอร์สได้เร็วไม่ยืดเยื้อได้นั่นเอง กับ ราคาที่คุ้มค่าพัฒนานักศึกษาได้มากสุดในประเทศไทย  

-----

28. นร สามารถสอบถาม อ. เกี่ยวกับ การสอบโทอิค หรือ IELTS เบื้องต้นได้ ที่เบอร์ตรง อ. เป็น บริการ Education Center

-----

27. นร ที่เรียนเพื่อสอบเพิ่มคะแนน IELTS สถาบันมีการให้ นร ทำการบ้าน Writing จากการเขียน Paragraph 8 เชิงความหมาย โดยเริ่มต้น การเขียนเชิงยกตัวอย่าง สถาบันช่วย นร ให้เพิ่มคะแนนสอบอย่างไร

     ประการแรก ด้วยการส่งรูปแบบ Paragraph การเขียน เชิงทุกเชิงให้ทาง Fax และ มีการตรวจไวยากรณ์ , ทักษะระดับประโยค , Collocation , Lexical และ การสื่อความหมายให้ถูกต้องตาม English Comprehension อย่างละเอียด 
     ประการที่สอง มีรูปแบบประโยคสำเร็จรูปให้ นร ไปต่อ Jigsaw เพื่อพัฒนาการเขียนในทุกเชิงความหมายให้ง่ายขึ้น หรือ มี รูปแบบของการเขียนของ นร เก่า ที่สถาบันให้ดู หรือ ตัวอย่างจากตำราอย่างละเอียด 
      ประการที่สาม พัฒนาทักษะระดับประโยคกับไวยากรณ์ในบางเรื่องการสามารถพัฒนาการเขียนได้ เช่น Preposition , Adjective Formation , Active or Passive in Meaning , Participial Phrase , Adjective Clause , Connecting Words , Adverb , Noun Determiner หรือ Comparison Contrast และ อีกบางบท 
      ประการที่สี่ เรียนการจำศัพท์แบบทฤษฏีสมอง และ นำ Word Form นับร้อยคำ ขึ้นบนกระดานแต่ละครั้ง ทดสอบ นร จะทำให้ นร พัฒนา Lexical , Collocation ได้อย่างดี

----
26.   นร ที่สมัครเรียนเพื่อสอบเพิ่มคะแนน IELTS เพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ออสเตรเลีย  สถาบันมีการปูพื้นไวยากรณ์ และ ทักษะระดับประโยค ในบางเรื่อง ก็สามารถ เพิ่มคะแนนด้านการเขียน และ การพูด ได้มากขึ้น  

          เรื่อง Connecting Word และ Preposition  รวมถึง  Active ,  Passive Voice , Participial , Adverb มันจะสามารถพอยกระดับการประยุกต์ไวยากรณ์สู่การสร้างรูปแบบประโยคในการพูด หรือ การเขียนได้บ้าง ผสมกับการรู้ศัพท์ หรือจำศัพท์ Unseen ด้วยระบบสมอง จะเป็นพื้นฐานเพียงพอกับการพัฒนาสู่การเขียนย่อหน้าทั้งหมดแปดเชิงความหมาย ( ดูรายละเอียดเพิ่มเติม )  มันจะเพิ่มคะแนน IELTS ได้ เนื่องจาก นร ที่ฝึกลงลึกการฟัง มักจะใช้รูปแบบประโยคที่ได้จากการฟังเอาไปใช้พูด เรียกว่า Reciprocal Skill และ ต่อยอดสู่การเขียนได้  

----
25.  ซีดีการฝึกฟังยาวเพื่อเพิ่ม Listening Toughness เพื่อรับมือการสอบ Short Talk ที่เร็วที่สุดในโลกของนิวโทอิค 


       
ซีดีดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบ Speed ที่เร็วของการพูดเปรียบเทียบ Commentator สองคนที่คนหนึ่งพูดเร็วมากและอีกคนพูดช้า นร ที่ควบคุมสติกับ Earing การฟังได้ จะสามารถจิกคำและถอดคำออกมาได้ 10 คำภายใน 5 วินาทีเป็นมาตรฐานโดยเฉลี่ยที่ใช้วัดมาตรฐานการทดสอบพื้นฐาน Listening  สอบถามที่สถาบันได้ ....

----
24.  สถาบันมีการบอก Checklist ตัวสำคัญที่ใช้เช็คเตือน นร เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการฟังตัวสมบูรณ์ ... : ) 

         เนื่องด้วย นร ที่ต้องการเร่งตัวเองเพื่อพัฒนาทักษะการฟังให้ถึงระดับการถอดรูปประโยคจากการฟังเพื่อการแปลภาษาไทยตามโดยอัตโนมัติแบบไม่ผิดเพี้ยนหรือไม่คิดไปเอง มีผลต่อการเพิ่มคะแนน Part ของ Short Conversation และ Short Talk ต้องอาศัย Checklist ตัวเต็มของอาจารย์เพื่อเตือนตัวเองในการไปฝึกที่บ้าน และ อาจารย์จะเจาะลึกดูวิธีการกาข้อสอบของ นร แต่ละคน  นร ท่านใดคะแนนน้อย จะทราบถึงปัญหาและอุปสรรคของ นร ท่านนั้นทันที ...... : )

----
23.  การสอบจริงกับข้อสอบโทอิครีดีไซน์จับเวลาเฉลี่ยแบบสอบจริงเหมือที่ศูนย์สอบโทอิคในทุกชั่วโมงครึ่งหรือสองชั่วโมงจะมีการสอบเปรียบเทียบกับข้อสอบชุด Classic Test ด้วยในบาง Part เช่น Short Talk , Reading , อื่นๆ เพื่อหาค่าคะแนนนัยสำคัญที่แตกต่าง


       การหาคะแนนนัยสำคัญที่แตกต่างอันเกิดจากการสอบเปรียบเทียบระหว่างชุดโทอิครีดีไซน์กับคลาสิคเทส เป็นจุดแตกต่างของสถาบันครูเกรียงกับที่อื่น เพราะ ทำให้ สามารถวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง และ พัฒนาการของ นร ได้เลย ว่ามีการไปซ้อมนอกห้องมากหรือน้อย ฝึกในวิถีทางที่ถูกต้องหรือไม่ ..... นร ที่มาเรียนที่สถาบันจะได้พบกับการหาคะแนนนัยสำคัญดังกล่าว .... : )

----
22.   การสอบถามข้อมูลที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับศูนย์สอบโทอิค 
 

       มี นร หลายคนที่มีปัญหากับรูปแบบระเบียบและข้อสงสัยหลายประการกับ การสอบโทอิค  แต่ประมาท หรือ คิดไปเอง  ว่ามันอาจจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ วิธีที่ดีกว่า คือ การโทรไปถามเจ้าหน้าที่ศูนย์สอบโทอิคเลยจะทำให้ได้รับข้อมูลที่ถูกในหลายประเด็น , วิธีการจองสอบ  และ บริการเสริมในแต่ละเดือนที่ศูนย์สอบโทอิคช่วยบริการ นร. เบอร์ที่ศูนย์ :  022607061

----
21.  สถาบันมีการส่ง SMS ให้ นร ทุกคน หรือ ผู้ที่สนใจ หรือ ผู้ที่ปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงได้ทราบข่าวสารและประโยชน์ที่ นร จะได้ฟรี .... : )

----
20. นร . สามารถทบทวนไวยากรณ์ผ่านรูปแบประโยคและทักษะระดับประโยคได้ด้วยเทคนิคการจิ้มคำในตำรารูปแบประโยค > 2000 ข้อ และ การใช้โปรแกรมข้อสอบโทอิค Download จาก Internet เพื่อฃ้อมลงลึกการฟังทำลาย Halo Effect และ Noise การฟัง นร ต้องการทบทวนสามารถโทรถาม อ. ได้ทุกเวลา 


      มี นร สถาบันครูเกรียง ซึ่งขยันหลายคน ติดปัญหาทบทวนอะไรจะโทรถามอาจารย์อย่างต่อเนื่อง อ. จะตอบแน่นอน ถ้าติดสอนหรือประชุม ก็จะตอบผ่าน SMS หา นร ทุกคน อย่างน้อยที่สุด

----
19.  นร . ที่สถาบันรวมตัวแบ่งปันช่วยเหลือกันและนัดกันไปเพื่อพัฒนาเป็นจาก นร เป็นผู้สอบมืออาชีพ ในลักษณะ สอบเป็นทีม ในลักษณะชุมชนเครือข่าย หรือที่เรียกว่า Social Network

        การที่ นร . ที่สถาบันมีการนัด Deadline เพื่อสอบเป็นทีมในลักษณะชุมชนเครือข่าย เป็นแนวคิดแนวใหม่ที่เร่งให้ นร หลายคน เร่งเรียนเร่งสอบ ไม่ลากยาว ไม่ซื้อเวลา ไม่โดดเดี่ยว ไม่ลุยตามยถากรรม โดยที่มี อ. เป็นโค้ชชิ่งรายบุคคลเป็นระยะๆ จนกว่าจะสอบได้ ดูรายชื่อ นร อยู่ในชุมชนเครือข่ายพัฒนาคะแนนจนก้าวกระโดด ... : )

----
18. สถาบันครูเกรียงปรับตามนโยบายกรมการค้าภายในและรัฐบาล "ไม่ใช่ นร บางคน เสียค่าเรียนแพงแต่สอบไม่ได้ แต่ต้องค่าเรียนถูกและต้องสอบให้ได้"

      จุดยืนสถาบันครูเกรียง คือ

      "ไม่ใช่ นร บางคน เสียเงินแพงแต่สอบไม่ได้ แต่ต้องเรียนถูก/ต้องสอบได้ สถาบันปรับตามนโยบายรัฐ พร้อมกับเรียนไม่จำกัดชั่วโมงเพื่อช่วย นักศึกษาทั้งสองกลุ่ม ได้แก่  นร ที่มีการบ้านเยอะ เวลาเรียนน้อย หรือ คนทำงานที่มีงานเยอะ สามารถเก็บตก ทบทวน และ เรียนต่อเนื่องได้ ทำให้แข็งแกร่งขึ้นและมีโอกาสสอบได้ จากประจักษ์พยานรายชื่อ นร . ที่สอบได้คะแนนก้าวกระโดด ผ่านระบบนี้ทั้งหมด"

----
17.  ผู้ที่ลงคอร์ส IELTS และ TOEIC จะสามารถได้ส่วนลดคอร์สเรียนไวยากรณ์ไม่จำกัดชั่วโมงดังกล่าว เพื่อเป็นการช่วย นร IELTS และ TOEIC เป็นการแบ่งเบาภาระอีกทาง

       นร หรือ ผู้สนใจ ที่มีพื้นฐานอ่อนได้ไวยากรณ์หรือทักษะระดับประโยค สถาบันมั่นใจว่า นร ที่ลงเรียนคอร์สไวยากรณ์ผ่านรูปประโยคเป็นเทคนิคที่ นร ต่างชาติใช้พัฒนาศักยภาพทางภาษา แบบ ไม่จำกัดชั่วโมง จะปรับพื้นฐานอ่อนให้ รับมือ การสอบ IELTS หรือ โดยเฉพาะ การสอบพูดฟังอ่านเขียนของ IELTS ได้  สถาบันจะมีส่วนลดให้ แต่ที่สำคัญที่ทำให้ นร สนใจ เพราะเป้นการเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยค > 2000 รูปแบบ แยกเป็นบทอย่างละเอียด ทั้งBasic & Advance Grammar จำเป็นต้องเรียนแบบไม่จำกัดชั่วโมง ( น่าจะเป็นที่เดียวในประเทศไทย ) นับเป็นการผลักดันให้ นร ไทย สามารถปูพื้นฐานในระยะเวลาไม่ยาวนานเพื่อ ยกระดับเทียบเท่าหรือได้มากกว่า นร ต่างชาติ ที่สอบในมาตรฐาน IELTS , TOEIC ทั่วโลกได้

----
16. สถาบันครูเกรียงมีสิทธิประโยชน์บริการ นร ทุกคน ในเรื่องการทำและอัพเดท Check List ตรวจสอบ จุดที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้ นร ฟังไม่ได้ หรือ ยังฟังลงลึกถอดรูปประโยคได้ไม่ถึง 70 % หรือ ทำลาย Halo Effect ก่อน 4 วินาที ในการฟังแต่ละประโยคได้หรือไม่ , และอื่นๆ มีผลต่อการพัฒนาการแปลกลับจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยโดยอัตโนมัติ

     อาจารย์จะทำ Checklist แยกหัวข้อสำหรับ นร รายบุคคล โดยการลงลึกเอาใจใส่ สะท้อนถึงจุดอุปสรรคของนร ที่ทำให้ฟังไม่ได้ ตามหลักวิชาการการเรียนการฟังลงลึก ของเทคนิคที่ นร ต่างชาติเรียน อันได้แก่ ประการแรก คือ นร มี Positive Thinking ปรับความคิดเชิงบวกก่อนการฟังหรือไม่ ( เป็น Motto ของ ETS ที่บอก นร ผู้สอบทั่วโลก ว่า นร ควรมี Listening , Learning , Leading ทำอย่างไร ) ประการสอง คือ สติ คือ การฝืนตัวเองลงมือจิกคำ เดาตำแหน่งคำ ก่อนการเลย 4 วินาที ซึ่งเป็นเวลาที่เกิด Halo Effect แล้วทำลาย Halo Effect ก่อน 4 วินาทีได้หรือไม่ ประการที่สาม คือ มี Earing ที่ไม่ปรุงแต่งคำจนเกิด Noise การฟัง หรือไม่ หรือ สร้างคำมาแปะประโยคเพิ่มขึ้นทำให้ความหมายเพี้ยน ประการที่สี่ คือ นร สามารถเดารูปประโยค ตำแหน่งคำ หรือ ประเภทคำ ล่วงหน้าได้เร็วพอหรือไม่ กล้าพอไหม เป็นเทคนิค นร ต่างชาติ ลงลึกการฟัง หรือที่เรียกว่า Prediction in Advance และ อื่นๆ โดยที่อาจารย์เจาะรายบุคคลมีผลต่อการเพิ่มคะแนนได้จริงในการสอบการฟัง รีดีไซน์ ทุกสองชั่วโมงในการฟัง มี นร ที่สถาบันสามารถสอบได้จาก 30 ข้อ แต่ละ Part การฟัง ไม่ต่ำกว่า 20 ข้อ

----
15. สถาบันครูเกรียงมีการทวนไวยากรณ์ผ่านรูปแบบประโยค ที่เป็นเทคนิคที่ นร ต่างชาติใช้ ด้วยวิธีจิ้มคำทดสอบทักษะระดับประโยค ตอนต้นชั่วโมง เรียงบทที่เฉพาะใช้สอบกับ รีดีไซน์ ก่อนลงลึกการฟัง การอ่าน วิเคราะห์ผ่าศัพท์บนกระดาน หรือ เฉลย How To ที่ใช้ในการทำสอบทุก Part ของรีดีไซน์  

      สถาบันจะทวนการเรียนทักษะระดับประโยคแบบเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปแบบประโยค > 2000 รูปแบบ ในเล่มที่ 9  โดยการเรียนไวยากรณ์ที่สำคัญที่ใช้สอบเฉพาะข้อสอบโทอิครีดีไซน์  ไล่ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ Adjective Formation , Noun Determiner , Adjective Clause , Preposition , Connecting Word , Pronoun และ อื่นๆ  ทำให้ นร ที่ไม่มีเวลาทวนไวยากรณ์ที่บ้าน   อาจารย์จะทวนให้ต้นชั่วโมง และทวนโดยวิธีจิ้มคำ Test ทักษะระดับประโยค ไปเรื่อยๆ ก่อนการลงลึกการฟังการอ่าน และ ปัจจุบัน มีการเฉลยข้อสอบที่น้องได้ทดสอบกันไป ตั้ง แต่ Sentence Completion และ Cloze Test หรือ Text ของชุดรีดีไซน์

       เมื่อเฉลย นร จะทราบขั้นตอนในการใช้ How To ที่เป็นขั้นตอนตามหลักวิชาการที่ นร ต่างชาติใช้ ในการจัดการกับทุกPart ของโทอิครีดีไซน์     โดยที่ Part ของ Sentence Completion และ Text จะไม่เหมือนเทคนิคใน Reading หรือ นวตกรรมย้อนกลับเดาศัพท์ Unseen  ซึ่ง Part ดังกล่าว มันมีเทคนิคในการตัด Choice ของไวยากรณ์และศัพท์ และ ตอนนี้ อาจารย์ทวนศัพท์เป็นร้อยคำบนกระดานแล้ว เป็น One on One Testing Vocab  นร สามารถเก็บตกได้ ไม่มีปัญหา นี่คือ ข้อดี ของ ระบบการเรียนแบบไม่จำกัดชั่วโมงเร่งเรียนเร่งสอบ หลังจากเรียนไวยากรณ์เพื่อทวนให้ นร ต้นชั่วโมง ก็จะลงลึกเทคนิคการฟัง การอ่าน การสอบศัพท์ Word Choice Word Form และสอบไวยากรณ์ ของ รีดีไซน์ หลังจากนั้น อาจารย์ก็สอบนนร ทุกสองชั่วโมงเหมือนเดิม นร จะแน่นขึ้นแน่นอน นร ที่ต้องการเก็บตก ก็สามารถบอกได้ ...


----
14. การเพิ่มคอร์สปูพื้นฐานทักษะระดับประโยค & ไวยากรณ์ ตัวเต็ม Basic & Advance Grammar  20 บท ทั้งภาค Fundamental และ Advance เรียนไวยากรณ์ผ่านรูปแบบประโยค > 2000 รูปแบบ เพื่อเสริมความมั่นใจของ นร ก่อนการลงลึกการฟังอ่านพูดเขียน ของ TOEIC , IELTS , TOEFL ด้วยเทคนิคที่ นร ต่างชาติใช้

      สิทธิประโยชน์ดังกล่าวมาจากการที่ มี นร หลายคนที่เคยกล่าวกับอาจารย์ที่สถาบันว่า พวกเขาต้องเสียเงินมากมายในการเรียนไวยากรณ์ที่เยิ่นเย้อ ไม่ลงรูปประโยค เรียนไปแล้ว ลืมง่าย ไม่กี่วันก็ลืม ผลคือ นร ดังกล่าว ไม่สามารถมีทักษะระดับประโยครองรับประสบการณ์คุ้นเคยรูปแบบประโยคที่หลากหลายไว้รับมือ การพูดฟังอ่านเขียนที่ยาก ของ TOEIC , TOEFL , IELTS ที่ยากขึ้นได้

     ประกอบกับ นร หลายคน มีความต้องการเรียนไวยากรณ์ไปนานหลายๆปี แต่ไม่ต้องการลงลึกการพูดฟังอ่านเขียน จะลงลึกก็ต่อเมื่อถูกผู้สัมภาษณ์งานบังคับสอบโทอิคในช่วงสมัครงาน หรือ ต้องสอบวัดมาตรฐานที่ต้องสอบเข้าปอโท เรียนต่อเมืองนอกกะท้นหัน หรือ  บริษัทตั้งนโยบายให้พนักงานตัวเองสอบโทอิคเพื่อแยกแยะผู้ที่ผ่านเกณฑ์กับไม่ผ่าน มีผลต่อการทำ Job Rotation หรือ อาจจะปลดออกจากงาน

       ดังนั้นคอร์สนี้จึงเป็นการปูพื้นทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์เชิงลึกผ่านรูปแบบประโยคไปเลย ไม่มีการเรียนเยิ่นเย้อ มีเทคนิคการทบทวนไวยากรณ์ผ่านการทดสอบทักษะระดับประโยค ทำให้เรียนแล้วไม่ลืม เหมือนที่ นร หลายประเทศ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย บังคลาเทศ ฟิลิปปิน สิงคโปร์ เรียนกัน 

       คอร์สนี้จะเรียนปูพื้นภาคเต็ม แตกต่างจาก ผู้ที่ลงคอร์สโทอิคหรือไอเอลที่เรียนไม่จำกัดชั่วโมงเร่งเรียนเร่งสอบที่มีการสอนไวยากรณ์บางส่วนบางบทที่ใช้สอบกับข้อสอบโทอิคแบบรีดีไซน์เท่านั้น เพราะ การเรียนเพื่อสอบโทอิค หรือ ไอแอล มันจะมีส่วนประกอบในการสอบ หรือ element ที่มาก

----
13. เรื่องการขยายเวลาปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริง เพื่อประโยชน์สูงสุดของ นร :

      แต่เดิมสถาบันเปิดปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริง

      การปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงคือ สถาบันให้ความรู้ นร โดย นร ไม่ต้องเสียเงิน มีการทำ Placement Test ที่ถูกต้องตามหลักวิชา คือ ต้องทดสอบความเข้าใจและสอนให้ความรู้ด้านทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์เบื้องต้นและ จับทดสอบการฟัง ว่า สามารถผ่านอุปสรรคอมเสียงหดเสียงลากเสียงเสียงเหมือนเสียงคล้ายเสียงหลอนของฝรั่ง  ที่นิยมใช้ฝรั่งในบางประเทศที่สำเนียงฟังยากเอามาฆ่านร. ในข้อสอบโทอิครีดีไศน์

       ถ้า นร ยังไม่ผ่าน ทั้งการฟังประโยคสั้น ประโยคกลาง ประโยคยาว รวมถึง การถอดรูปประโยคจากการฟัง Short Talk นร อาจจะมีจุดอ่อนและอุปสรรค เช่น Halo Effect , Noise การฟังที่มาก , Earing ที่ยังไม่ดี , ทักษะระดับประโยคที่ไม่แน่น , ไม่สามารถแยกเสียงอมเสียงหดเสียงลากเสียงได้ 

       สถาบันจะทำการ วิเคราะห์จุดอ่อนและแก้จุดอ่อนให้เบื้องต้นว่าทำไม นร ถึงฟังไม่ได้เลย หรือ อ่านไม่ได้เลย ทำให้การปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงของสถาบันครูเกรียง น่าจะแตกต่างจากการทดลองเรียนของหลายแห่งแบบสิ้นเชิง ที่สำคัญ นร ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอันใดทั้งสิ้น .....

----
12. เรียนไม่จำกัดชั่วโมงภาคพิเศษเร่งเรียนเร่งสอบ :

       ตอนนี้สถาบันและตัวอาจารย์เองกำลังตั้งเป้าหมายผลักดัน นร ไทย ให้สามารถสอบผ่านข้อสอบโทอิคชุด รีดีไซน์ ที่ถือว่า เป็น Business English ที่ยากที่สุดในโลก ในด้านการทดสอบด้านการฟังการอ่าน ศัพท์ และไวยากรณ์  และ นำรายชื่อมาเป็นต้นแบบแรงบันดาลใจเป็นแบบอย่างให้ นร หรือผู้สนใจคนอื่นได้ 

       เพื่อพร้อมรับสู่การที่คนไทยต้องมีทักษะด้านภาษาอังกฤษต้อนรับ การเปิดเสรีตลาดแรงงาน เสรีอาเซียนและ JTEPA ในอีก ไม่ถึง 5 ปีข้างหน้าแล้ว ...... ( ตอนนี้ บริษัทข้ามชาติ บริษัทใหญ่ในไทย หรือ รัฐวิสาหกิจ ก็บีบพนักงานตัวเองมาสอบ TOEIC ให้ได้คะแนนสูงในข้อสอบ รีดีไซน์ )

       ดังนั้น ระบบการเรียนไม่จำกัดชั่วโมงภาคพิเศษ จะเน้น การสร้างวินัยในการใช้เวลาในการสอนและต้องมีการสอบกับข้อสอบรีดีไซน์ในทุกสองชั่วโมง เพื่อเป็นการเร่งเรียนเร่งสอบ ทุกคาบการเรียน สถาบันพยายามสร้างระบบให้มีการเรียนการสอนดังนี้

       อันดับแรก สถาบันจะปูพื้นไวยากรณ์และทักษะระดับประโยคที่เฉพาะออกสอบกับรีดีไซน์ และ บางส่วนที่ต้องประยุกต์ใช้กับการฟังการอ่าน อันเป็นแก่นของภาษาอังกฤษ ด้วยเทคนิคการเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปแบบประโยค 2000 รูปแบบ แต่เลือกมาเก็งสอนเก็งสอบ ก่อนการเรียนลงลึกพูดฟังอ่านเขียน ด้วยนวตกรรม
        นร ต่างชาติใช้พัฒนาคะแนนโทอิคได้สูงขึ้น ทำให้ นร ได้ความรู้แน่น ด้านทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์ โดยเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปประโยค ที่ทำให้เรียนแล้วไม่เยิ่นเย้อ ไม่นาน ศักยภาพด้านรูปประโยคจะแข็งเร็วมาก

       อันดับสอง พร้อมทั้งลงลึกการฟังหรือการอ่านด้วยนวตกรรมที่สถาบันมีความเชี่ยวชาญและเป็นเทคนิคที่เมืองนอกใช้แต่เมืองไทยไม่ใช้เลย ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก ทำให้ นร สามารถประยุกต์รูปแบบประโยคกับการลงลึก อ่านและฟังได้เร็ว และ ฟังแล้ว อ่านแล้ว จะไม่เกิด Halo Effect
จะฟังถอดเป็นประโยคและแปลภาษาไทยตามได้โดยอัตโนมัติ และ การอ่านก็จะอ่านได้เร็ว สามารถทำข้อสอบการอ่านของรีดีไซน์ได้ทัน ให้ได้ภายใน 45 นาที แรก

      อันดับสาม แล้ว สอบจริงทุกชั่วโมง กับ ชุด รีดีไซน์ เลย พร้อมเฉลย ให้ครบทุก Part ของโทอิคชุดใหม่ โดยมีการวอร์มและอัพเดทการสอบและการวิเคราะห์หลุมพรางสอบเรื่อยๆ เพื่อนำคะแนนเฉลี่ยของ นร เข้ามาวิเคราะห์อุปสรรคและจุดอ่อน แก้ไขจุดอ่อนส่วนตัวเรียงคนแบบโค้ชชิ่ง และ นำคะแนนเข้ามาสู่สูตรพยากรณ์คะแนนโทอิคล่วงหน้าซึ่ง สถาบันพัฒนาจากการถอดโครงสร้างคิดคะแนนแบบถ่วงน้ำหนักของโทอิค เป็นที่เดียวที่แรกในประเทศไทย

      สถาบันมีการเบรคพัก เป็นระยะ เพื่อให้นักเรียนที่กำลังปรับตัว ได้มีเวลาพักหายใจ ด้วย ไม่ต้องห่วงครับ ... และสถาบันไม่มีนโยบายมาเร่งเรียนเร่งสอบแบบ การกางอ่านเฉลยชีตแบบฝึกหัด เร็วๆ ลวกๆ ให้เสร็จกันไป โดยไม่ปูพื้นปรับพื้น อย่างแน่นอน

----
11. การรับสายฟังปัญหาของ นร โดยตรงกับ อ.

       อ. ขอรับสายฟังปัญหาของ นร ว่ามีอุปสรรคการสอบอย่างไร รับฟัง และ ช่วยวิเคราะห์เชิงลึก มาปูพื้นปรับพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ลงลึกการฟังฟรีก่อนการสมัครเรียนจริงได้ฟรี มีทำ Placement Test ให้ ให้นร รู้อุปสรรคการฟัง การอ่าน วิธีแก้ และ ให้ความรู้ปูพื้นเบื้องต้นให้
ต้อนรับข้อสอบยากโทอิค หรือ ชุด Redesigned Test ของศูนย์สอบโทอิค ตั้งแต่กค 52 เป็นต้นไป 
      ที่มีความเข้มข้นการฟังและวิเคราะห์ศัพท์เชิงลึกมากขึ้น รวมถึง พัฒนาลงลึกกับนร.อย่างเอาใจใส่มิใช่การกางอ่านเฉลยชีตแบบฝึกหัด โดยไม่ปูพื้นปรับพื้นกับนร. อ. สามารถเป็นที่ปรึกษา ช่วยแก้ปัญหาให้นักศึกษา ได้แบบลงลึกและเชี่ยวชาญ นร. โทรมาสอบถามได้ทุกเวลา แม้จะยังไม่ตัดสินใจเรียน  เพราะ ไม่มีการบังคับขายคอร์สนักศึกษา เพื่อเร่งยอดขายอย่างแน่นอน และ มีการยิง SMS เพื่อแจ้งข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับคนที่เคยโทรมาสอบถาม อ. แล้ว

---
10. Material ประกอบการเรียนการสอน

      มีการสอนเจ็ดวัน ไม่จำกัดชั่วโมง ทั้งช่วงวันจันถึงศุกร สี่โมงเย็นถึงสามทุ่ม และ เสาอาทิต 10 โมง ถึง 6 โมงเย็น คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ( ถ้า อ. ไม่ติดภารกิจที่มอหัวเฉียว บางวัน ที่งดคลาส ปกติจะสอน 7 วัน ) 
      เรียนไม่จำกัดชั่วโมง ตำรา 9 เล่ม ซีดีข้อสอบโทอิคจากInternet สองแผ่น กับ ซีดีช่วยฟัง Listening ฝึกฟังยาวแบบถอดประโยค คุ้มที่สุดในประเทศไทยแล้ว ได้แก่ ตำรา Basic & Advance Grammar และ แบบฝึกหัด ปูพื้นปรับพื้นฐานนร. ตำรา Vocab มากกว่า 10,000 คำ และ ตำราเรียนไวยากรณ์ผ่านรูปแบบประโยค 2000 รูปแบบ

----
9. คอร์สถูกคุ้มค่าที่สุดในประเทศไทย แบบช่วยสังคม เป็นอย่างไร

     ลดราคาคอร์สสุดช่วยสังคม เรียนไม่จำกัดชม.ที่แรกที่เดียว ชีตเก็งให้ฟรี ชีตสอบฟรี ส่วนตำราคิดเงินซีร็อกซ์ตามจริงไม่เอากำไร ซีดีฟรี สอบทุกชั่วโมงฟรี แบบสอบชุดยากโทอิค คอร์สถูกช่วยสังคม เรียนไม่จำกัดชั่วโมง แต่เร่งเรียนเร่งสอบได้ และ นร ควรมาต่อเนื่อง

----
8. บริการ Pretest ของ TOEIC ฟรี สำหรับ นร ของ สถาบัน

     รวมถึง Pretest TOEIC ที่สถาบันร่วมกับ ดร. ทางการศึกษา Design ออกมา เป็นชุดยาก มิใช่ Pretest ที่เอามาใช้โดยผิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา และ อาจไม่ใช่ Pretest ชุดยากจริง

----
7. การเรียนไม่จำกัดชั่วโมงเก็บตกย้อนหลังได้ เก็บตกเวลาไหนก็ได้ เหมาะคนเวลาทบทวนน้อย

      จุดประสงค์ คือ ช่วยคนทำงานหนัก หรือ นร มีภาระเยอะ ที่มีเวลาเรียนน้อย โดยไม่จำกัดเวลาเรียน เก็บตกได้ แต่ความจริง นร ควรมาเรียนต่อเนื่อง ไม่ควรลากยาว เรียนให้ครบนวตกรรมเทคนิค ของสถาบัน

      และ เวลาสอบควรต้องใช้เทคนิคดังกล่าว เพื่อลดการกามั่ว และ ความเสี่ยงอันเกิดจากการทำไม่ทัน หรือ ทำผิด เพราะ การสอบโทอิคให้ประสบ ความสำเร็จต้องเรียนลงลึกทักษะระดับประโยค ศัพท์ ไวยากรณ์ ฟังอ่าน แล้วเผด็จศึกในระยะเวลาอันสั้น จะดีกว่า เร่งสอบเร่งสอนได้ รับประกันเรียนซ้ำ ไม่ต้องรอรวมพลให้คลาสเต็ม ..... สามารถเก็บตกเรียนตามคนเก่าได้ทันได้ทุกเมื่อ

----
6. ติวช่วยสังคม ลงลึก ไม่เลี้ยงไข้ คือ อะไร จุดกำเนิด คือ ....

     เป้าหมายของสถาบัน คือ ไม่ต้องเสียค่าเรียนแพง ไม่เรียนเยิ่นเย้อ โดยเรียนไวยากรณ์ ผ่านรูปแบบโครงสร้างประโยคให้หลากหลายที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ ที่แรกที่เดียวปูพื้นทักษะระดับประโยคไวยากรณ์ และเก็งมีเป้าหมาย ให้นร.สอบจริงคิดคะแนนจริงทุกชั่วโมง เพื่อให้นร.รู้ข้อผิดพลาดตัวเอง เลี่ยงมิให้นร.ไปเสียเงินค่าสอบบ่อยๆ หรือประเภทอยากสอบบ่อยๆ แต่ได้คะแนนน้อยกว่าที่คิด โดยไม่ทราบสาเหตุที่เป็นอุปสรรคของตัวเอง และ พัฒนาตัวเองให้ได้คะแนนขึ้นไม่ได้


----
5. ทำไมสถาบันครูเกรียงต้องสอนสด ไม่ได้สอนแบบวิดิโอล้วน .....

      โดยที่ อ. ต้องสอนสดเพื่อพัฒนานักเรียน สาเหตุที่สถาบันไม่นิยมการสอนแบบทางเดียว กับวิดิโอแบบจำกัดชั่วโมง เนื่องจากจะทำให้นักเรียน ไม่มีโอกาสได้ถามผู้สอน  ซึ่งผิดหลักทฤษฏีการรับรู้และพัฒนาสมองของ ศ. Howard Gardner ( อ. หนูดีนำมาเผยแพร่ ) มีผลทำให้ผู้เรียนมีโอกาสพัฒนาตัวเองได้ยากขึ้น อาจารย์จีงต้องสอนสดเพื่อเป็นการสื่อสารกับนร และ เอาใจใส่เจาะลึกแต่ละคน และ น่าเป้นสถาบันเดียวในประเทศไทยที่โทรถามความคืบหน้าการฝึกนอกห้องของ นร  เพื่อมาเรียนและเตรียมตัวสอบครั้งต่อไป ...

----
4. เหตุผล การยืดหยุ่นเวลาเรียนเพื่อประโยชน์สูงสุดของ นร คือ .....

       ยืดหยุ่นเวลาเรียน โดยที่สถาบันไม่มีการกำหนดให้เป็น ระยะเวลา 40 ชั่วโมง บ้าง 30 ชั่วโมงบ้าง แล้วไม่ยืดหยุ่นเพื่ออ้างเหตุผล นร ไม่มายึดเงิน สถาบันจึงต้องยืดหยุ่นเวลาให้กับ นร ด้วยเหตุผลที่ ต้องการช่วยเหลือ นร ดังนี้

      อันดับแรก : ต้องเปิดโอกาสให้นร.ที่มีพื้นฐาน ทักษะระดับประโยคและไวยากรณ์อ่อน ได้มีเวลาพัฒนาตัวเองจริงๆ เนื่องจากการเรียนจำกัดชั่วโมง อาจไม่เหมาะสมกับนรที่พื้นอ่อน และ สถาบันไม่มีนโยบายติวเชิงการค้า

       อันดับสอง : ต้องแฟร์กับนร. กรณีที่ อ. ติดภารกิจที่มหาวิทยาลัย ทำให้ต้องประกาศไม่มีการเรียน การสอนในวันนั้น สถาบันจึงต้องตัดปัญหาอันเนื่องจากการเรียน แบบจำกัดชั่วโมงออกไปเลยกลายเป็น การเรียนไม่จำกัดชั่วโมง

       อันดับสาม : ต้องการช่วยนักเรียนที่มีภาระทำ Thesis หรือ Senior Project หรือ คนทำงานที่มี เวลาทำงานไม่เป็นเวลาปกติ หรือ คนทำงานบางคนเดินทางมาไกล ถ้าเรียนไม่จำกัดชั่วโมง ยืดหยุ่นเวลาเรียนกันไป แต่กระตุ้นนักเรียนด้วยการสอบจริงทุกคาบ ดังนั้น นร. น่าจะกระตือรือล้นมาเรียนต่อเนื่อง ทั้งนี้ ขึ้นกับ นร. อยากได้อนาคตแบบไหน
ขึ้นอยู่กับตัวนร. เอง

-----
3. พัฒนา จาก ติวเตอร์ สู่การเป็น โค้ชชิ่งรายบุคคล

     พร้อมอาจารย์จะเป็น Mentor ที่มากกว่า Tutor พร้อมปรับระบบสมอง ปรับระบบเรียน ฟื้นฟูจิตใจ ทำลาย Negative Thinking ยกระดับการเพิ่มคะแนนสอบให้นร. ให้ได้มากที่สุด

-----
1. จัดทำใบรับรอง และ ให้คำปรึกษาการเขียน Resume สมัครงาน

     สถาบันเขียนประกาศนียบัตรเป็นจดหมายรับรองให้กับนร. ทุกคนเพื่อใช้ในการสมัครงาน และเป็นที่ปรึกษาในการแต่งประวัติการทำงาน หรือ Resume

############################################################## 



! วิเคราะห์จุดเป็นจุดตายของทัศนคติการเรียนภาษาอังกฤษของนร. ไทย และ ระบบการเรียนการสอน Crack Down Study เจาะที่รูปแบบโครงสร้างประโยคอย่างเดียว ของสถาบันicon

!  เพื่อช่วยคนไม่มีพื้นฐานสามารถยกระดับตัวเองได้ระยะเวลาสั้น ทันต่อความต้องการคนทำงาน และ นักศึกษา กรุณาคลิ๊กดู เนื้อหา อัพเดทเรื่อยๆ

  More...

รายละเอียดระบบขั้นตอนการสอนแบบปูพื้นฐานปรับพื้นฐานการเจาะคลังข้อสอบicon
จะอัพเดท บ่อย ๆ  ครับ กรุณาคลิ๊กอ่านต่อ  
More...
dot
จุดแข็งจุดต่างเพิ่มเติมของสถาบันเทียบกับที่อื่นicon
จะอัพเดท บ่อยๆ นะครับ กรุณาคลิ๊กอ่านต่อ  
More...
dot
อัพเดตการวิเคราะห์และผ่าข้อสอบลักษณะและแนวโน้มข้อสอบโทอิคicon

จะอัพเดท บ่อยๆ ครับ  กรุณาคลิ๊กอ่านต่อ  

More...
dot


Webboard  
สร้างกระทู้ใหม่ | More...
หัวข้อ วันที่ลงประกาศ วันที่ตอบล่าสุด ดู / ตอบ
กระทู้ปกติอัพเดทล่าสุด สถาบันช่วยเหลือ นร เพิ่มเติม ภายหลังวิกฤตน้ำท่วมปี 54 ที่มีการแข่งขันหางานรุนแรงมากขึ้น2012-01-252012-01-2517 / 0
dot
กระทู้ปกติ%%%%% 2 รายชื่อ นร สอบ 1 - 15 มค 55 คะแนนก้าวกระโดดล่าสุด ( นรอื่นทะยอยสอบครึ่งหลัง มค 55 ) 2012-01-192012-01-1987 / 2
dot
กระทู้ปกติ%%%%% 1 รายชื่อ นร สอบ 1 - 15 มค 55 คะแนนก้าวกระโดดล่าสุด ( นรอื่นทะยอยสอบครึ่งแรก มค 55 ) 2012-01-102012-01-1061 / 2
dot
กระทู้ปกติ## 8 กรณี นร สถาบัน ใบคะแนน TOEIC 560 เกณฑ์เพื่อการสมัครงาน 2012-01-042012-01-0477 / 4
dot
กระทู้ปกติ%%%%% 1 รายชื่อ นร สอบ 15 - 24 ธค 54 คะแนนก้าวกระโดดล่าสุด ( นรอื่นทะยอยสอบครึ่งหลัง ธค 54 ) 2011-12-242012-01-10130 / 2
dot
กระทู้ปกติตอบคำถามที่ คุณ พี ถามที่เว็ปบอร์ดหรือส่งอีเมล์มานะครับ 2011-12-242011-12-2456 / 0
dot
กระทู้ปกติ%%%%% 1 รายชื่อ นร สอบ 1 - 15 ธค 54 คะแนนก้าวกระโดดล่าสุด ( นรอื่นทะยอยสอบครึ่งแรก ธค 54 )2011-12-102011-12-10169 / 2
dot
กระทู้ปกติอัพเดทล่าสุด สถาบันช่วยเหลือ นร หลายประการภายหลังวิกฤตน้ำท่วมปี 54 ที่มีการแข่งขันหางานรุนแรงมากขึ้น2011-12-052011-12-05150 / 0
dot
กระทู้ปกติสถาบันอัพเดทความรู้เกี่ยวกับการสอบ TOEIC , IELTS ล่าสุดอยู่ที่ www.pantipmarket..com/items/70751952011-12-052011-12-05137 / 0
dot
สร้างกระทู้ใหม่ | More...


dot
รายละเอียดกิจกรรมการเรียนการสอน
dot
bulletอัพเดทระบบการสอนนวตกรรมใหม่เรื่อยๆ กรุณาคลิ๊กอ่านต่อ
bulletรวบรวมข้อคำถามสำคัญในเว็ปบอร์ดที่สำคัญ




Copyright © 2010 All Rights Reserved.